บทที่ 7 7
วาสิตาจุกที่คอเจ็บไปหมด ตอนนี้ปวดกระบอกตาเหลือเกินเพราะต้องกลั้นมันเอาไว้ เธอพยายามที่จะเฉยชาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บอกตัวเองว่าไม่ต้องไปสนใจคำพูดของเจตรินทร์ แต่ทุกการกระทำของชายหนุ่มมันส่งผลต่อเธอในทุกแง่
เขารู้ว่าเธอรัก...แต่เขาจ้องแต่จะทำลายเสมอ
“บอกได้ไหมคะว่าแหวนทำผิดอะไร” เธอถามเสียงแผ่ว เรื่องราวดีๆ ที่เคยมีให้กันคงเลือนหายไปตามสายลม เหตุผลที่แท้จริงไม่เคยถูกเปิดเผย เป็นตัวเขาเองที่เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิดๆ จนกลายมาเป็นแบบนี้
เธอผิดอะไรงั้นหรือ ?
“ผิด...ที่รักฉัน” เขาตอบแค่นั้นก่อนที่จะดันให้คนตัวเล็กนอนราบไปกับเตียง ทุกสัมผัสและการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้แทบไม่ได้ยินเสียงเล็ดลอดจากปากเรียวบาง แต่ถึงกระนั้นเจตรินทร์รับรู้ได้ดีว่าผู้หญิงในอ้อมกอดนั้นกำลังเจ็บปวดแค่ไหน นั่นไม่ใช่เรื่องของเขาเพราะถึงอย่างไรมันคือสิ่งที่
วาสิตาจะต้องเจอ และคิดว่าอาจจะต้องทนเป็นแบบนี้ตลอดไป หากจะโทษใครสักคนคงไม่ใช่ใคร
“ฉันไม่ได้ใจร้าย แต่เพราะน้าของเธอทำแม่ฉันก่อน...เธอเองก็ด้วย” เสียงทุ้มกระซิบข้างหู แต่ทว่าเจ้าของร่างบางที่ปล่อยให้ร่างสูงนอนโอบกอดอยู่ในห้วงนิทราไปเสียแล้ว ลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำให้ชายหนุ่มลอบยิ้ม ริมฝีปากหนาจูบแก้มใสอีกครั้งกระชับอ้อมกอดแล้วหลับตาลง
ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีมากแค่ไหน แต่ตอนนี้มันไม่มีความหมายอีกต่อไป ความจริงที่ได้รับรู้มันยากที่จะทำให้เขาให้อภัยน้าหลานคู่นี้ได้จริงๆ
ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดรินต้นคอปลุกให้เจ้าของร่างบางลืมตาขึ้น
วาสิตาค่อยๆ ขยับตัวกลัวชายหนุ่มจะตื่น แต่เพราะอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดไว้อยู่นั้นทำให้ลำบากในการดึงตัวเองออก
มีไม่กี่ครั้งหรอกนะที่เจตรินทร์จะนอนร่วมเตียงกับเธอจนถึงเช้า
“อืม จะไปไหน”
น้ำเสียงยังดูงัวเงียแต่ยังรู้สึกตัวได้เร็วแถมยังไม่ยอมปล่อยตัวเธออีก
“เช้าแล้ว แหวนจะลงไปเตรียมอาหารค่ะ” เธอตอบโดยไม่ได้ขยับตัว แต่เจตรินทร์จับเธอพลิกไปหาสบตาคมเข้มที่ยังมีความง่วงปนอยู่ “คุณเจตต์นอนต่อเถอะค่ะ”
“กี่โมงแล้ว”
เขาถามพร้อมกับหลับตาลง ขณะที่แขนยังไม่ขยับเขยื้อนสักนิด จน
วาสิตาเริ่มเหนื่อยใจ
“อีกสิบนาทีจะหกโมงแล้วค่ะ” ตาเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนัง “ทานข้าวต้มหรืออะไรดีคะ”
“ขอข้าวผัด ข้าวต้มไม่อยู่ท้อง”
หญิงสาวพยายามนึกว่าในตู้เย็นมีของพอเหลือที่จะทำข้าวผัดให้
ชายหนุ่มหรือเปล่า เจตรินทร์ค่อนข้างกินเยอะเพราะเขาชอบเข้าไร่ทำงานหนัก ถึงเป็นเจ้าของก็ใช่ว่าจะนั่งๆ นอนๆ อย่างที่ใครหลายๆ คนคิด เพราะชายหนุ่มต้องทำงานแทนคนเป็นพ่อที่ท่านวางมือจากงานไปแล้ว
วาสิตาทำทีจะลุกออกจากเตียงแต่ทว่าเขากลับรั้งตัวให้ลงนอนเหมือนเดิม แล้วแบบนี้เธอจะลงไปทำข้าวเช้าให้เขาได้อย่างไรกัน
“เจ็ดโมงค่อยทำ วันนี้ไม่ได้ไปไหน จะรีบลงไปทำไม” กว่าเมื่อคืนจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสามได้กระมัง ไม่รู้ว่าหญิงสาวเอาแรงมาจากไหนถึงได้ตื่นไวขนาดนี้ “นอนลงซะ อย่าให้ฉันอารมณ์เสียแต่เช้า”
วาสิตาเม้มปากเข้าหากันแน่น กระทั่งเรื่องแค่นี้เขายังออกคำสั่งคำไหนต้องเป็นคำนั้น เป็นเพียงทาสตัวเล็กๆ ที่ต้องอยู่ใต้อำนาจของคนใจร้ายทุกประการ ผ่อนตัวลงนอนครั้นจะพลิกตัวหันหลังให้แต่ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาคล้ายออกคำสั่งแทนปาก สุดท้ายจึงต้องยอมหลับตาลงโดยไม่มีการขัดขืนใดๆ
“อย่ายั่วโมโหให้มากนะแหวน”
เสียงเข้มบอกในขณะที่เธอพยายามข่มตาให้หลับ วาสิตารู้อยู่แก่ใจไม่ว่าทำอะไรมันก็ไม่ดีในสายตาเขาทั้งนั้น ทำอะไรก็ผิดเสมอ
เลือกที่จะไม่ตอบโต้เพื่อลดความขุ่นมัวที่มีขึ้นในตอนเช้า วันนี้บิดาของเจตรินทร์กับน้าสาวของเธอจะมากินข้าวที่นี่ หากมีเรื่องทะเลาะกันมันคงไม่ดีเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บปวดไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวของเธอเอง
เจ็ดโมงไม่ขาดไม่เกินสิ้นสุดความอึดอัดข้างใน วาสิตาค่อยๆ ยกแขนแกร่งออกจากตัว เจตรินทร์ลืมตามองเล็กน้อยก่อนที่เขาจะพลิกตัวหันหลังให้ แอบได้ยินเสียงถอนหายใจคล้ายรำคาญจนหญิงสาวถึงกับจุกในลำคอ
“เตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว แหวนจะขึ้นมาเรียกนะคะ” เธอบอกเสียงแผ่ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรับรู้หรือเปล่าเพราะไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมาสักนิด
ร่างบางหอบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำเพราะวันนี้มีใครอีกคนอยู่ร่วมห้องด้วยเธอคงต้องแต่งตัวจากในห้องน้ำ และเมื่ออาบน้ำเสร็จก้าวขาออกมา เสียงของเจตรินทร์กลับดังขึ้นและเป็นประโยคที่ทำให้คนอย่างเธอแปลบไปทั้งหัวใจ
“คืนนี้ช่วยจัดกระเป๋าให้ด้วย ฉันจะออกทริปกับพวกไอ้พีไอ้บอยแล้วก็ไอ้ดิน เลี้ยงฉลองที่ผิงกลับมา”
“ค่ะ คุณเจตต์จะไปกี่วันคะ” เธอถามพร้อมส่งยิ้มให้เขา อย่าแสดงความอ่อนแอออกไปเด็ดขาด เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้ชายใจร้ายคนนี้รออยู่แล้ว
“สามวันสองคืน” คนพูดลุกขึ้นนั่งพร้อมใช้มือสางผม “ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ก็อย่าไประริกระรี้ที่โรงพยาบาลล่ะ รู้ใช่ไหมว่าเนื้อตัวมีแต่รอยราคี สงสารหมอเขาถ้ามาตกหลุมพรางผู้หญิงอย่างเธอ”
“ค่ะ” คนตัวเล็กรับคำเหมือนไม่สะทกสะท้านใดยิ่งทำให้คนพูดหงุดหงิด กระทั่งประตูห้องปิดลงเจตรินทร์จึงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ทนได้ก็ทนไปอยากรู้เหมือนกันว่าจะเฉยชาได้นานแค่ไหน
