บทที่ 8 8

วาสิตาพยายามไม่ใส่ใจคำพูดของเจตรินทร์ยิ่งรู้ว่าผู้หญิงคนที่เป็นรัก

ฝังใจของชายหนุ่มกลับมา มันยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าจริงๆ แล้วเธอไม่มีความสำคัญใดๆ เลย การที่เมื่อก่อนเสนอตัวเข้าไปช่วยเยียวยาจิตใจเขามันคงเป็นเพราะความเหงาหรือตอนนั้นกำลังว้าเหว่ ไม่ก็เพราะความใกล้กันเลยทำให้เขาไขว้เขว จนเธอเกิดความหวัง ใจกล้าหน้าด้านเป็นฝ่ายเปิดเผยความรู้สึกตัวเองไปก่อน

ใช่...เธอบอกรักเขาก่อนทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าในใจเจตรินทร์มีผู้หญิงที่ชื่อ

พัทราวี

เธอบังเอิญเจอชายหนุ่มครั้งแรกที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง เขาเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับเธอก่อนเพราะอาหารที่สั่งไว้ดันสลับกัน เธอหยิบผิดเองนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ได้พูดคุย ยอมรับว่าตอนที่สบตาเจตรินทร์ครั้งแรกเหมือนมีบางอย่างสะกดให้เธอมองจนละสายตาไม่ได้ ช่วงนั้นเธอกำลังตกงานเนื่องจากร้านอาหารที่ทำอยู่ปิดตัวลง น้าสาวอย่างนุศราชวนมาทำงานที่ทำอยู่

งานธุรการที่ไร่แสนรักคือตำแหน่งที่น้าสาวช่วยทาบทามเข้ามา โดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเจ้าของไร่คือเจตรินทร์ เขาดูตกใจตอนที่เรียกเธอสัมภาษณ์ แน่นอนว่าเธอได้เข้าทำงานแม้ยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเพราะเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเปิด ทำให้ได้เจอเจ้าของใบหน้าคมคายทุกวัน ยิ่งใกล้ชิดความรู้สึกที่อยู่ข้างในเริ่มถลำลึกจะยากจะถอนตัว เจตรินทร์ชอบเล่าเรื่องบางอย่างให้ฟังแบบไม่ปิดบัง รวมถึงเรื่องของหัวใจที่เขาแอบรักใครคนหนึ่ง

ทุกครั้งที่ได้ฟังเธอทั้งเห็นใจทั้งอิจฉาผู้หญิงคนนั้น น้ำเสียงของเขายามเล่าเรื่องนั้นมีทั้งความสุขและความเศร้าปะปนกันไป แล้วเขารู้บ้างไหมว่าคนรับฟังนั้นมีความรู้สึกเดียวซึ่งก็คือเศร้าแบบทรมานจิตใจ ถึงกระนั้นทำได้อย่างเดียวคือปลอบโยน

‘ผิงเป็นเด็กน่ารัก สดใส เวลายิ้มเหมือนทุกอย่างสว่างไสวขึ้นมา มันคงจะดีถ้าได้เป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้น แต่ผิงไม่ได้รักฉัน ไอ้พีต่างหากคือคนที่ผิงแอบรัก’

‘ทำไมคุณเจตต์ไม่ลองตัดใจบ้างคะ ถ้ามันเจ็บปวดแบบนั้น’

‘ก็ลองแล้วแต่มันทำไม่ได้ ผิงเองก็คงรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร’

‘แล้วคุณเจตต์รู้หรือเปล่าว่าแหวนรู้สึกอย่างไร’

‘แหวน...’

‘ขอโทษนะคะที่พูดแบบนั้น แต่บางทีมันก็อัดอั้น’

น่าขันที่เป็นฝ่ายสารภาพออกไปเอง แต่ที่น่าตลกยิ่งกว่าก็คือเขาไม่ได้ตอบรับอะไรกลับมา มีเพียงสายตาและความห่วงใยที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม หลายครั้งที่เหมือนเจตรินทร์จะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่เอ่ยปากออกมา เธอเจ็บเสมอกับการกระทำที่ไม่ชัดเจน ความสัมพันธ์เบาบางหากลมพัดแรงๆ อาจปลิวไปไกล เขาไม่พูดเธอเองก็ไม่กล้าถาม ในเมื่อบอกความรู้สึกในใจไปแล้ว ที่เหลือก็คือคำตอบจากปากของเขา

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนเธอคิดว่าเจตรินทร์น่าจะใจตรงกับเธอ เขาไม่พูดถึงพัทราวีเท่าไหร่และเวลาไปไหนเขามักจะพาเธอไปด้วยจนเริ่มมีเสียงซุบซิบตามมา เขาไม่ปฏิเสธคนอื่นๆ แต่ก็ไม่เคยบอกว่าเธอเป็นคนรัก หน้าที่การงานคือฉากบังหน้าเมื่อคนอื่นมองมา ก็ได้แต่เก็บความช้ำใจเอาไว้ รอวันที่ความสัมพันธ์จะชัดเจนมากขึ้นกว่านี้

แต่แล้วเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อจู่ๆ ได้รับข่าวร้ายว่ามารดาของเจตรินทร์เสียชีวิตลงเพราะอาการช็อกหัวใจวายกะทันหันแถมหลังๆ สุขภาพท่านมีแต่โรครุมเร้ากล้ามเนื้ออ่อนแรง ทุกคนตกอยู่ในความเศร้ารวมถึงเธอด้วย เคยเจอคุณหญิงอาริสาไม่กี่ครั้งแต่รับรู้ได้ว่าท่านเป็นคนที่ใจดี อีกอย่างน้าสาวของเธอไม่ได้ทำงานที่ไร่แต่ทำงานในบ้านคอยดูแลมารดาของ

เจตรินทร์

เขาหายไปไม่เข้าไร่เกือบเดือน และกลับมาอีกทีพร้อมข่าวที่น่าตื่นตระหนกตกใจซึ่งก็คือ น้าสาวของเธอจะแต่งงานกับบิดาของเขา

‘ตลกดีนะ เรากำลังจะเป็นพี่น้องกันแล้ว เดี๋ยวแหวนเก็บข้าวของที่จำเป็นด้วยนะ’

‘ทำไมแหวนต้องเก็บคะ’

‘แหวนต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านฉัน คุณพ่อท่านบอกว่าเรากลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว น้านุชเขาเป็นห่วงไม่อยากให้แหวนอยู่คนเดียว ฉันเองก็เห็นด้วย’

‘มันจะดีเหรอคะคุณเจตต์ แหวนว่าแหวนอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว’

‘ดีสิ ได้อยู่ใกล้ๆ กัน’

“ไหนว่าจะขึ้นไปเรียก ยืนเหม่ออะไรนักหนา”

เสียงเข้มดังขึ้นใกล้ๆ หู ก่อนที่แขนแกร่งจะสอดเข้ามากอดพร้อมจมูกโด่งที่ไล่จูบต้นคอหญิงสาว เจตรินทร์หัวเราะในลำคอเมื่อเห็นวาสิตาสวมเสื้อคอปกในวันนี้ ปิดรอยจ้ำๆ ที่เขาวางเอาไว้ เวลาไอ้หมอหน้าอ่อนนั่นเข้ามาที่ไร่มันจะได้สังเกตเห็น

“อย่าค่ะคุณเจตต์ เดี๋ยวป้านงค์จะเข้ามาแล้ว” เท่านั้นล่ะ เขาถึงยอมปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ ใช่ว่าเขาจะกลัวเพราะอย่างไรคนอื่นๆ คงมองออกอยู่แล้วว่าเขาและวาสิตามีความสัมพันธ์กันยังไง เพียงแต่เขาค่อนข้างเกรงใจคนเฒ่าคนแก่ที่คอยดูแลเขามาตั้งแต่เล็ก

“ฉันรอเธอขึ้นไปเรียก ทำไมไม่ขึ้นไป”

“เพิ่งทำเสร็จค่ะ แหวนกำลังจะไปเรียกพอดี” ร่างบางเบี่ยงตัวไปอีกทาง ไม่ใช่เพราะรังเกียจสัมผัสของเขา เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับความรุ่มร่ามที่

เจตรินทร์แสดงเจตนารมณ์ออกมาให้เห็นชัดๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป