บทที่ 29 EP 6/4 แย่ง!
กฤติกาทิ้งกายลงบนเตียงนุ่มๆ หลังจากจัดการเมคอัพอันแน่นหนาที่เจ๊หวีละเลงใส่ ผิวเนื้อขาวๆ ของเธอกลับมาลายพร้อยอีกครา มันไม่จางลงเลยแม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม มีแต่จะเข้มขึ้น คล้ำขึ้นด้วย
“เฮ้อ...เมื่อไหร่จะหายนะ” ถามตัวเองอย่างเซ็งๆ แล้วมองขึ้นไปที่เพดาน ความเงียบดังกระหึ่มขึ้นมาในยามที่บ้านช่องไม่ได้เปิดโทรทัศน์ การอยู่โดยไม่ต้องกังวลถึงอาการของบิดาก็ดีละนะ แต่ว่า...เหงาชะมัดเลย เหงามาก เมื่อก่อนก็เหงา แต่ในความเหงายังมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ยังต้องตื่นมาแล้วปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง ให้รีบทำงานหาเงินเพื่อจ่ายค่าหมอให้พ่อ เหมือนว่ามีสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา แต่ตอนนี้สิ ไม่มีอะไรแล้ว เหมือนว่าอยู่ไปวันๆ ชีวิตช่างว่างเปล่า นี่คือการเรียนรู้สินะ เรียนรู้การอยู่คนเดียวที่จริงแท้เลยล่ะ
“ไม่ไหวแฮะ คิดมากๆ เป็นโรคซึมเศร้าพอดี” บอกตัวเองแล้วลุกมานั่ง ถ้านอนไม่หลับเธอก็ควรลุกมากินหรือทำอย่างอื่น
กฤติกาลุกมาทำกับข้าวง่ายๆ เท่าที่ของสดในตู้เย็นจะเอื้ออำนวย กินเสร็จก็เก็บจานล้าง แล้วปัดกวาดเช็ดถูบ้านสักหน่อย ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ได้ผุดซึม เธอเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ มีรายงานข่าวของผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจฟังหรอกนะ แต่หูดันได้ยิน ดูเหมือนว่าจะมีการผ่าตัดเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
หญิงสาวปิดโทรทัศน์เสีย บอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ จะเป็นจะตายก็อย่ามาเกี่ยวกัน
ติ๊งต่องๆ ติ๊งต่องๆ
เสียงออดหน้ารั้วดังขึ้นตอนกลางดึก เธอเดินไปดูที่หน้าต่าง เปิดม่านออกก็เห็นเวหายืนอยู่ เขามาทำไมตอนนี้ หรือจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน เขายังโบกไม้โบกมือให้เธอด้วย แต่ใครสนกัน นี่มันดึกแล้วนะ
กฤติกาปิดม่านลงเสีย ไม่สนไม่แคร์คนที่อยู่ข้างนอก ทว่าไม่ถึงนาทีก็ได้ยินเสียงเหมือนรั้วเหล็กสั่นสะเทือน ก่อนที่ประตูบ้านจะถูกเคาะถี่ๆ อีตาบ้านี่ปีนข้ามรั้วมา เกินไปแล้วนะ!
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงฝ่ามือใหญ่ทุบบานประตูถี่ๆ
“กุ๊ก!? เปิดประตูหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
“ไม่! มันดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุย ไม่งั้นก็โทรมา” เธอต่อรอง ไม่อยากให้เขาเข้ามาในนี้ มันดึกแล้ว ยอมรับว่ายังจำสัมผัสที่เขาแตะต้องร่างเธอได้ มันน่าน้อยใจที่ร่างกายถูกปลุกให้ตื่นด้วยการมาของเขา ด้วยเสียงเขา ด้วยรอยลูบไล้ที่ยังตราตรึงในความรู้สึก เธอไม่อยากให้เรื่องบ้าๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดขึ้นอีกครา คำว่าอุบัติเหตุคงใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้
“แต่ฉันต้องคุยตอนนี้ ต่อหน้าด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ” เขายืนกราน
กฤติกาสองจิตสองใจ หรือว่าเขาจะมาขอโทษ ใช่สินะ เขาคงสำนึกได้แล้วว่าควรขอโทษกัน
“คุณก็รู้ว่ามันดึกแล้ว ไม่เหมาะจริงๆ” เจรจากับเขาดีๆ เขาเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิง ถึงไม่ได้ตัวเล็กบอบบาง แต่ก็อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล เธอควรต้องใช้ไม้อ่อน
เวหาพ่นลมหายใจแรงๆ อยู่หน้าประตู
“ถ้ามาตอนหัวค่ำก็เจอนักข่าวน่ะสิ”
กฤติกาได้ฟังเหตุผลก็ให้หนักใจนัก ที่เขาพูดมาก็ถูก และจริงที่ว่าคำขอโทษอย่างจริงใจไม่สามารถพูดผ่านโทรศัพท์ได้
“กุ๊ก...ขอร้อง...เราต้องคุยกัน”
แอ๊ดดด....
ประตูเปิดอ้าออก เวหาแทรกกายเข้าไป กฤติกาอยู่ในชุดที่พร้อมเข้านอน และน่าประหลาดนักที่ความตึงเครียดใดๆ ที่เขามี คล้ายว่าถูกบรรเทาให้เบาลงเพราะกลิ่นหอมๆ จากกายหล่อน
เจ้าบ้านมองคนที่แทรกกายเข้ามา เขาดูเครียดๆ และยังอยู่ในชุดที่สวมตอนออกจากโรงแรม
“ถ้าคุณจะคุยเรื่องเมื่อคืน...
“ไปโรงพยาบาลได้ไหม”
“ฮะ!?” เธอย้อนด้วยเสียงที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเปล่งออกมา
“เราไม่รู้ว่าตับที่บริจาคจะเข้ากับร่างกายพี่ไหมได้ไหม เธอคือความหวังเดียวในตอนนี้” เขารีบให้เหตุผล
กฤติกายืนอึ้ง เหมือนมีเข็มยาชาฉีดเข้ามานับร้อยเข็ม แรกเริ่มนั้นมันเจ็บ ก่อนจะชาไปทั้งร่าง นี่เขา...ไม่ได้มาขอโทษกันหรอกหรือ ตลกชะมัด! เธอกำลังหวังอะไรอยู่นะ พวกผู้ชาย...ได้แล้วก็ลืม เลวจริงๆ
“ฉันไม่ไป ทำไมต้องไปด้วย”
“แล้วถ้าพี่ไหม...เป็นอะไรขึ้นมา”
“ก็พาไปวัดสิ”
“กฤติกา!?”
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะ!” ตะคอกเขาแต่ละอองน้ำตากลับรื้นขึ้นมา เธอหวังอะไรอยู่ เธอหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องคำขอโทษจากเขา จากคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำลายพรหมจรรย์ของเธอ ทำใจได้แล้วกฤติกา ไม่มีทางที่ผู้ชายตรงหน้าจะสำนึกอะไรหรอก เขาไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้นสักนิด ไม่เลย
“อย่ามาพูดเรื่องผู้หญิงคนนั้นที่นี่ ฉันเกลียด”
“แต่พี่ไหมเป็นแม่เธอ”
“ไม่ใช่!” เธอค้านเสียงแข็ง
“อย่าหลอกตัวเองเลย ต่อให้พี่ไหมใจร้ายแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็คลอดเธอออกมา เธอจะใจดำไม่ไปดูหน่อยเหรอ”
“ถ้าฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ฝากไปถามแล้วกัน ค่าอุ้มท้องฉันน่ะ จะเอาเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้”
