บทที่ 3 EP 1/3 สุดแค้นแสนรัก
เขาวกเข้าเรื่องเดิมๆ พร้อมกับลอบมองคนที่กำลังใช้ผ้าผืนบางซับหยดน้ำตา แก้มบางช่างน่าจับน่าจูบนักแม้จะเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม
“ฉันขอยืนยันว่าไม่ได้หนี ฉันอยู่รอคุณตามที่คุณบอก แต่พอครบกำหนดคุณกลับส่งคนมาบอกให้ฉันเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดฯ ของคุณซะ! ถ้าคุณเป็นฉันคุณจะทำยังไง! ฉันถามหน่อยเถอะ!”
นิลอรพรั่งพรูคำสารภาพออกมาพร้อมน้ำหูน้ำตา นาทีนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะบอกความจริงทั้งหมดเพื่อที่เขาจะได้เลิกกล่าวหาว่าเธอเป็นคนผิดเสียที
“เลิกแต่งเรื่องมาหลอกฉันซะที เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง ก่อนไปโรมฉันก็ย้ำกับเธอว่าให้รออยู่ที่นั่น แต่พอฉันกลับมา กลับเจอเพียงจดหมายสั่งลา ฉันอยากจะรู้นักว่าผู้ชายที่เธอหนีไปกับมัน มันเป็นใครกัน! แล้วเธอไปรู้จักกับมันตอนไหน ทำไมฉันถึงไม่เคยระแคะระคายเลย ให้ตายสิ!”
โจนาธานทุบพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากร่างบางดังมาพร้อมกับเสียงสูดน้ำมูกของหล่อน นิลอรกำลังหัวเราะเยาะเขาทั้งๆ ที่หล่อนกำลังมีหยาดน้ำตา หมายความว่าอย่างไร
“งั้นเหรอ ฉันนี่นะมีคนใหม่ แล้วฉันนี่นะจะกล้าหนีมาจากกองเงินกองทองของคุณ? เพราะอะไรล่ะ เพราะผู้ชายคนหนึ่งที่คุณอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อปรักปรำฉันอย่างนั้นเหรอ มีสมองหรือเปล่าฮะตาแก่!”
นิลอรพ่นวาจาต้องห้ามสำหรับหนุ่มใหญ่ใส่รูหูเขาไปเต็มๆ อายุอานามที่มากกว่าสาวเจ้า ทำให้โจนาธานเคยนึกรันทดใจอยู่เนืองๆ และพอเวลานี้ที่หล่อนเอ่ยย้ำถึงความมากวัยของเขาอีกครั้ง อารมณ์โกรธเกรี้ยวที่มีจึงเพิ่มพูนทับถมจนเขาแทบจมความแก่อยู่รอมร่อ
“ปากคอนี่ร้ายขึ้นมากโขเลยนะแองจี้”
“อย่ามาเรียกฉันว่าแองจี้นะ! ตาแก่บ้ากาม!”
นิลอรสาดเสียงกลับไปอย่างไม่แคร์ เธอทนเจ็บมามากแล้ว และคงได้เวลาทวงคืนความแค้นเสียที ถ้าเขากลับมาหนนี้เพื่อย่ำยีหัวใจกันอีกละก็ เธอรับรองว่าจะควักเอาหัวใจเขามาสับเป็นชิ้นๆ แน่นอน
“ทำไม! หรือว่าสี่ปีที่ผ่านมามันทำให้เธอลืมอาชีพที่สองของตัวเองแล้วเหรอ เมื่อก่อนก็ออกจะชอบนี่นาเวลาที่ฉันเรียกเธอว่าแองจี้น้อยอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าทำเป็นลืมหน่อยเลย”
“ฉันไม่ได้ลืม! แต่ไม่เคยจำต่างหาก ช่วยไม่ได้ในเมื่อวันเวลาช่วงนั้นมันไม่มีอะไรสำคัญมากพอให้ฉันเก็บไว้ให้รกสมอง” โต้คืนเข้าอย่างมั่นอกมั่นใจ ไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยในข้อนี้ เพราะเธอเฝ้าย้ำกับตัวเองอยู่ทุกนาทีว่าเรื่องราวในตอนนั้นไม่สลักสำคัญจริงๆ แม้ว่ามันจะบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ต้องการจดจำว่าใครกันทำให้มันเกิดขึ้น และใครกันที่ทำให้หัวใจอ่อนบางข้างในอกต้องเจ็บปวดมีรอยแผล
“หึๆ ขอให้จริงเถอะ”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของบุรุษวัยสี่สิบเศษ ประหนึ่งเยาะเย้ยนิลอรอยู่ในที แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ตอบโต้ เธอจะรอให้ถึงคราวของตัวเองแล้วจะรอดูซิว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอเข้ากับ ‘สุดที่รัก’ ของเธอ
เกือบหนึ่งชั่วโมง ที่โจนาธานพารถยนต์แล่นฝ่าการจราจรอันติดขัดเพราะหยาดพิรุณ เพื่อพานิลอรมายังบ้านไม้สีขาวขนาดน่ารักไม่ใหญ่ไม่โต ด้านหน้านั้นถูกดัดแปลงเป็นอาคารรูปทรงคล้ายตึกสี่เหลี่ยมทรงสูง บุผนังเป็นกระจกโดยรอบ มีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ด้านในร้านราวๆ ห้าถึงหกชุดด้วยกัน แน่นอนว่าคะเนด้วยการมองผ่านๆ เพียงแวบเดียว
‘...ดุจรักแท้...’
โจนาธานขานชื่อร้านอยู่ในใจ เขาไม่ค่อยสันทัดภาษาไทยมากนักแต่ก็พอเดาได้ว่าชื่อร้านคงหมายถึงความรักกระมัง โทนสีขาวและชมพูที่ใช้เป็นสีหลักของร้านทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงความรักอันอ่อนหวาน แม้ว่าไม่ได้เข้าไปนั่งในร้านก็ตามที กุหลาบหลากสีที่ปลูกใส่กระถางตั้งวางไว้ตามระเบียง กำลังออกดอกงดงามแข่งกับพระจันทร์ในยามราตรี มันทำให้เขานึกถึงคฤหาสน์โบราณในแถบยุโรปที่มักมีกระถางดอกกุหลาบปลูกไว้ใต้หน้าต่าง ให้พวกมันเจริญเติบโตแล้วพากิ่งก้านสาขาพันเลื้อยไต่ขึ้นหลังคา ความจริงแล้วการตกแต่งของร้านแห่งนี้เหมือนบ้านตุ๊กตาชัดๆ ตอนนี้ร้านปิดทำการแล้ว มีเพียงดวงไฟดวงใหญ่ส่องแสงสีเหลืองนวลเปิดไว้พอให้เห็นป้ายชื่อร้านเท่านั้น
“ร้านเธอน่ารักดี” เขาเอ่ยชมด้วยความจริงใจก่อนจะดับเครื่องรถยนต์เมื่อถึงบริเวณที่นิลอรบอกว่าให้จอดตรงนี้ได้ ภายในรั้วบ้านไม่กว้างขวางมากนักแต่ก็เป็นสัดส่วน เห็นได้จากโรงรถเล็กๆ ที่เขาเพิ่งเคลื่อนรถเข้าไปจอด มันซ่อนอยู่ใต้ถุนของร้านกาแฟพอดิบพอดี
“ขอบคุณ ก็เจ้าของร้านน่ารักขนาดนี้ ร้านก็ต้องสวยอยู่แล้ว”
“หึๆๆ ไม่มีถ่อมตัวเลยนะแองจี้” โจนาธานส่ายหน้าอย่างระอา นิสัยเด็กๆ ของนิลอรยังปรากฏให้เขาสัมผัสได้แม้ว่าวัยของหล่อนจะเลยคำว่าเด็กแล้วก็ตาม
หญิงสาวเบะปากให้เมื่อหนุ่มใหญ่ค่อนขอดแกมประชด เธอฉวยกระเป๋าถือแล้วก้าวลงจากรถทันที เพราะเวลานี้เลยเวลามามากโขแล้ว สองมือจำต้องยกกระเป๋าถือขึ้นกางกั้นหยาดพิรุณที่ยังโปรยปราย แม้ไม่หนักหนามากนักหากเทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงแรมแต่ก็สามารถทำให้เธอเป็นไข้นอนซมเอาได้ เพราะฉะนั้นป้องกันไว้เป็นดี แล้วนั่นไง นาฬิกามีชีวิตของเธอเดินหน้ามุ่ยออกมาทวงเวลาที่เธอทำหล่นเรี่ยราดระหว่างทางเข้าให้แล้ว
นิลอรเดินตรงรี่เข้าไปนั่งยองๆ ที่หน้าประตูบ้าน เพื่ออ้าแขนรอรับร่างเล็กๆ ของ ‘บุตรชาย’ ที่โถมเข้ามาหา ทั้งสองทั้งกอดทั้งหอมกันอยู่ครู่หนึ่ง ฝ่ายหนุ่มน้อยจึงได้ผละออกแล้วทำตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจไว้
“มามี้มาฉาย เจคโป้งมามี้ ม่ายลักมามี้แล้ว!”
หนุ่มน้อย เจค็อบ หรือ เจค วัยสามขวบเศษ บ่นมารดาเล็กน้อยที่กลับบ้านไม่ตรงเวลา ปล่อยให้เขาต้องทนอยู่กับพี่เลี้ยงสาว ที่คงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นตุ๊กตาที่เจ้าหล่อนมีหน้าที่จับอาบน้ำแต่งตัวป้อนข้าวป้อนนม
