บทที่ 6 EP 1/6 สุดแค้นแสนรัก

“เธอจะคิดค่าเช่าฉันวันละแสนจริงเหรอ เขี้ยวลากดินเกินไปนะ”

“ช่วยไม่ได้ ก็ลูกฉันต้องกินต้องใช้ จะเอาไม่เอา วันละห้าพันพร้อมอาหารเช้า และฉันอนุญาตให้คุณกอดลูกชายได้ตามสบาย...สนปะ?” นิลอรยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ แค่แสนเดียวมันน้อยไปย่ะพ่อคุณ เดี๋ยวจะรู้สึก อีตาคิงคอง!

“โอเค! ก็ได้ เธอน่ะ มันตัวแสบตลอดกาลจริงๆ”

นิลอรเบะปาก แต่ถอยให้เขาได้เดินเข้ามาก่อนจะปิดประตูลง และทันทีที่ปิดประตูจนสนิท เสียงหยาดพิรุณที่พร่างพรมจากเบื้องบนก็แรงจนหลังคาสะเทือน ดีที่บ้านหลังน้อยแน่นหนาพอที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาปลอดภัยจากความเปียกปอนได้ กระนั้นกลิ่นน้ำฝนจางๆ ก็ยังลอยเข้ามาให้สูดเข้าปอด มันผสมอย่างลงตัวกลับกลิ่นดินกลิ่นหญ้าที่สนามเล็กๆ หน้าบ้าน 

นิลอรหยุดยืนที่หน้าต่างบานหนึ่ง นั่งลงช้าๆ กับพื้นกระเบื้องเย็นๆ เฝ้ามองหยาดพิรุณที่พร่างพรมอยู่ด้านนอก ขณะที่โจนาธานกำลังตกลงอะไรบางอย่างกับเจ้าเจคตัวแสบ เธอหันไปมองพวกเขาแล้วยิ้มอย่างปลงๆ ในที่สุดโชคชะตาก็ชักพาให้สายเลือดเดียวกันได้กลับมาพบเจอ แล้วเธอเล่า จะทำอย่างไรต่อไปดี จะยอมให้เขาเอาลูกไปอย่างนั้นหรือ ไม่หรอก เธอทำไม่ได้...แต่ว่า...ถ้าลูกไปอยู่กับเขาจริงๆ อนาคตอันสวยหรูโจนาธานคงปูเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ปูทางไว้ให้ลูกน้อยในแบบที่คนจนๆ อย่างเธอไม่มีทางทำให้ลูกได้เลย...

“มามี้!” เสียงเล็กๆ ร้องเรียกมารดาพร้อมกับฝ่ามือน้อยเอื้อมมาแตะที่หัวไหล่เบาๆ 

นิลอรยิ้มให้ ‘ลูกสาว’ ที่อยู่ในชุดนอนเรียบร้อย

“ว่าไงคะคนเก่ง ไหนแม่ดูซิผื่นขึ้นหรือเปล่า” คุณแม่ลูกแฝดรั้งตัวบุตรสาวมานั่งตักแล้วจับแขนเสื้อเจ้าหล่อนถลกขึ้นเหนือศอก เพื่อดูว่าผื่นลมพิษเพราะอากาศเย็นๆ รุมเร้าลูกสาวบ้างหรือไม่ และก็ยิ้มออกมาได้เมื่อพบว่าเจ้าหญิงตัวน้อยยังปกติดี

“มามี้หายไปไหนมาคะ เจสงอนมามี้แล้ว เจส...หิวข้าว” หนูน้อยแจ้งแก่มารดาที่รัก นัยน์ตาสีฟ้าครามขึ้นสีเข้มราวท้องทะเลยามค่ำคืน สื่อให้รู้ว่าแม่หนูกำลังเง้างอน

“โอ...ตายแล้ว มามี้ขอโทษค่ะคนสวย ไปค่ะ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า มามะมามี้อุ้มหน่อยไม่ได้อุ้มเจ้าหญิงนานแล้ว” เจสสิก้า หรือ เจส เด็กหญิงวัยสามขวบกว่าๆ ยิ้มแป้นขณะวาดแขนโอบรอบคอมารดาที่รัก

นิลอรอุ้มเจสสิก้าผ่านหน้าโจนาธานด้วยใบหน้ายิ้มๆ ขณะที่หนุ่มใหญ่นัยน์ตาเบิกโตราวกับถูกผีหลอก เพราะในขณะที่เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าเจคตัวแสบให้ยอมให้เขาอุ้มสักครั้ง แต่นิลอรกลับอุ้มใครอีกคนผ่านหน้าเขาไปราวกับว่าหล่อนกำลังเยาะเย้ยเขาด้วยสิ่งที่เขาจะไม่มีวันรับรู้หากว่าหล่อนต้องการปิดบัง

“โอ...พระเจ้า! ฉัน...ฉันกำลังจะเป็นลม!” แล้วโจนาธานก็กระแทกแผ่นหลังกับโซฟาอย่างแรง ก่อนเอนศีรษะเกยกับพนักโซฟาแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแต่นิลอรทำให้เขาหัวใจจะวายไปหลายรอบแล้วนะ หล่อนไม่ยอมปริปากบอกสักคำว่ามีลูกฝาแฝด!

‘ถ้าทำได้ฉันจะฆ่าเธอ ยัยตัวร้าย!’

โจนาธานสบถอยู่ในใจ และในขณะที่เขากำลังอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกับความจริงที่เพิ่งแลเห็น มือเล็กๆ อุ่นๆ ของใครบางคนก็วางแหมะลงกลางหน้าผาก เขาลืมตาขึ้นมา หัวใจข้างในบวมเป่งคับอก วงหน้าน้อยๆ ของบุตรชายอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ เจ้าหนูทำราวกับว่าเขาเป็นผู้ป่วยหนักที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน 

“แด็ดดีไม่’บายเอ๋อคับ เจคเปนหมอ เจคจาตรวจแด็ดดีนะ” เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใย หนูน้อยเอียงศีรษะเพื่อแนบใบหูฟังเสียงหัวใจบิดาก่อนจะแจ้งอาการ “อ๋อ...เปนโลกขี้น้อยจาย ต้องให้ลูกชายกอดอย่างนี้ ฮึบ! กอดๆๆ เจคกอดแด็ดดีแล้วน้า แด็ดดีหายไวๆ น้า”

เจ้าเจคโอ๋บิดาด้วยการปีนขึ้นไปบนร่างใหญ่โตแล้วใช้สองแขนโอบรอบแผ่นอกหนา โจนาธานถึงกับน้ำตาซึม ลูกชายจอมแสบช่างน่ารักขี้อ้อนเหลือเกิน 

“หายแล้วครับ แด็ดดีรักเจคที่ฉุดเลย ไหน...ให้หอมหน่อยคนเก่ง”

ฟอด! ฟอด! ฟอด!

หนูน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจเพราะไรหนวดแข็งๆ ของบิดาทิ่มลงบนแก้มนุ่มๆ ให้เขาจักจี้

“พอแล้วๆ สองคนนั้นน่ะมากินข้าวได้แล้ว”

นิลอรร้องฝ่าเสียงฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ด้านนอก นัยน์ตาสองข้างคลอขังน้ำตายามได้เห็นลูกน้อยกอดกับผู้เป็นบิดาเช่นนี้ เธอรู้สึกเหมือนถูกแย่งชิงความรักไปอย่างไรก็ไม่รู้

โจนาธานอุ้มตัวแสบมาสมทบกับนิลอรและเจส...ลูกสาวอีกคนของเขา 

หนุ่มใหญ่วางร่างเจ้าหนูลงตรงเก้าอี้ที่เจคน้อยร้องขอ ก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ตัวที่วางอยู่ข้างกัน แล้วเริ่มทักทายกับแม่หนูตาสีฟ้าที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“สวัสดีคนสวย ฉันชื่อโจนาธาน คิงส์ ยินดีที่ได้รู้จัก” โจนาธานเลื่อนมือไปเพื่อจับมือทักทาย แต่ว่าคนสวยไม่เล่นด้วย แม่หนูเจสดูเงียบขรึมไม่เหมือนเจ้าเจคเลย

“เจส! อย่าเฉียมา’ยาทน้า โจนาธานเปนแด็ดดีพวกเลา”

แฝดชายผู้เกิดก่อนปรามน้องสาวที่เกิดหลังเพียงสองนาที ด้วยสีหน้าขึงขัง และนั่นทำให้เจสสิก้าต้องเอื้อมมือมาเช็คแฮนกับบุรุษแปลกหน้าที่พี่ชายบอกว่าเป็นบิดาของเธอ

“เอ่อ...ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์นี้นะแองจี้ รู้สึกว่าเธอจะทำความยุ่งยากให้ฉันมากมายเหลือเกิน”

“ฉันเปล่านะคะ ฉันอยู่ของฉันดีๆ คุณต่างหากที่ลากฉันขึ้นรถมา แล้วเรื่องหลังจากนั้นมันก็เป็นแค่...โชคชะตา” นิลอรให้เหตุผลตามที่คิด ขณะยกชามแกงจืดเต้าหู้มาวางกลางโต๊ะอาหาร ตามด้วยกับข้าวอีกสองสามอย่างที่เอาออกมาจากตู้เย็นแล้วจัดการอุ่นอย่างรวดเร็วด้วยไมโครเวฟ ด้วยงานที่ยุ่งวุ่นวายทำให้เธอต้องพึ่งพาข้าวถุงแกงถุงที่มีขายทั่วไป แต่จะเลือกเจ้าที่ทำสะอาดและรสชาติถูกปากที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป