บทที่ 4 ตราบาปพิศวาส EP4
ตอนที่ 1 โลกภายนอก
แผ่นหลังบอบบางก้าวเดินฝ่าความมืดมิดของยามราตรี ทิ้งระยะห่างจากรถสปอร์ตคันหรูและชายแปลกหน้าจอมหยิ่งยโสคนนั้นมาไกลพอสมควรแล้ว แม้เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่จะทำให้ปานดาวตกใจจนแทบสิ้นสติ ทว่าความเจ็บปวดจากการถูกผู้เป็นบิดาขับไล่อย่างไร้เยื่อใยกลับฝังรากลึกและสร้างความรวดร้าวได้มากกว่าหลายเท่านัก
หญิงสาวเดินร้องไห้มาตามทางเท้าอย่างไร้จุดหมาย สองขาก้าวสะเปะสะปะราวกับคนไร้วิญญาณ เธอเพิ่งวิ่งหนีออกจากคฤหาสน์มาด้วยตัวเปล่า ไม่มีแม้แต่กระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือติดตัว แสงไฟริมถนนสาดส่องกระทบใบหน้าหวานซึ้งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ผู้คนที่เดินสวนทางไปมาต่างมองเธอด้วยความสงสัยระคนเห็นใจ
กระทั่งร่างท้วมของหญิงสูงวัยคนหนึ่งซึ่งทนมองสภาพอันน่าเวทนาของเธอไม่ไหวตัดสินใจเดินตรงเข้ามาหา
“หนูร้องไห้ทำไมลูก” น้ำเสียงเอื้ออาทรของคนแปลกหน้ายิ่งทำให้ปานดาวสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม ความอ่อนโยนนั้นทำให้เธอหวนนึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ
“เปล่าค่ะคุณป้า” ปานดาวปฏิเสธเสียงสั่น พยายามใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“มีอะไรให้ป้าช่วยไหมลูก” หญิงชรายังคงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองอับจนหนทางและไม่มีที่พึ่งอื่นใดอีกแล้ว ปานดาวจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ “คุณป้าคะ หนูขอความกรุณาแบ่งเศษเหรียญให้หนูสักสิบบาทได้ไหมคะ หนูแค่อยากจะโทรศัพท์หาเพื่อน”
“ได้สิลูก ว่าแต่สิบบาทมันจะพอเหรอหนู” คุณป้าใจดีเอ่ยถามขณะหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กออกมาเปิดดู
“พอค่ะคุณป้า หนูรบกวนแค่นี้จริงๆ”
“เอานี่ไปเถอะลูก ป้าให้” หญิงชรายื่นธนบัตรใบละยี่สิบบาทให้หญิงสาวผู้น่าสงสาร “รีบโทรหาเพื่อนแล้วก็รีบกลับบ้านเสียนะลูก เป็นผู้หญิงมายืนร้องไห้ข้างถนนดึกดื่นแบบนี้มันอันตราย”
“ขอบพระคุณมากนะคะคุณป้า” ปานดาวยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะเดินตรงไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก หญิงสาวหยอดเหรียญที่แลกมาจากร้านสะดวกซื้อใกล้เคียงแล้วกดหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตด้วยมือที่สั่นเทา
เมื่อปลายสายกดรับ ริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสกัดกั้นความอ่อนแอ ทว่าสุดท้ายเธอก็ทำไม่สำเร็จ
“เก๋” ปานดาวเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
“ดาวเหรอ ดาวใช่ไหม” ชลธิชาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของปานดาวร้องถามด้วยความตกใจปนดีใจ หลังจากที่พยายามติดต่อเพื่อนรักมาตลอดทั้งสัปดาห์แต่ก็ไม่เป็นผล
“เก๋ ช่วยดาวด้วย” คนถูกถามเอ่ยออกมาได้เพียงแค่นั้นก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
“ดาว แกเป็นอะไร แล้วตอนนี้แกอยู่ไหน ทำไมไม่มาเรียนตั้งเป็นอาทิตย์” น้ำเสียงของชลธิชาร้อนรนด้วยความเป็นห่วง
“เก๋ คุณแม่เสียแล้ว ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว”
“อะไรนะ แล้วตอนนี้แกอยู่ไหน” เมื่อได้รับรู้สาเหตุอันแสนเศร้า ชลธิชาก็ยิ่งร้อนใจ เธอรู้ดีว่าปานดาวรักมารดามากแค่ไหน
“ฉันอยู่หน้าปากซอยทางเข้าหมู่บ้าน ตอนนี้ฉันไม่มีที่ไปแล้วเก๋”
“ตั้งสตินะดาว แกหยุดร้องไห้ก่อนแล้วเรียกแท็กซี่นั่งมาหาฉันที่คอนโดเดี๋ยวนี้เลย เข้าใจไหม”
“แต่ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท”
“นั่งมาเลย เดี๋ยวฉันลงไปรอจ่ายค่ารถให้แกที่ล็อบบี้เอง รีบมานะดาว ฉันเป็นห่วงแกมากรู้ไหม”
ปานดาวตอบรับคำเพื่อนด้วยความตื้นตันใจ หญิงสาวเช็ดน้ำตาแล้วเดินออกไปเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปยังคอนโดมิเนียมของชลธิชา สำหรับปานดาวแล้วชลธิชาคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิต แม้อุปนิสัยของทั้งคู่จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ปานดาวเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน ส่วนชลธิชาเป็นสาวเปรี้ยวเฉี่ยวและมีความมั่นใจในตัวเองสูงปรี๊ด ทว่าภายใต้เปลือกนอกที่ดูแรงและรักสนุก ชลธิชาคือเพื่อนที่จริงใจและไม่เคยพาเธอไปในทางที่เสื่อมเสียเลยสักครั้ง
ใช้เวลาไม่ถึงสี่สิบห้านาทีรถแท็กซี่ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าอาคารคอนโดมิเนียมหรู ทันทีที่ประตูรถเปิดออกร่างของชลธิชาก็พุ่งเข้ามาหาเพื่อนรักพร้อมกับยื่นธนบัตรจ่ายค่าโดยสารให้คนขับ จากนั้นปานดาวก็โผเข้ากอดเพื่อนสนิทแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหมดความอดทน
“เก๋ คุณแม่จากฉันไปแล้ว” เสียงหวานสะอื้นไห้จนตัวโยนเมื่อความสูญเสียตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง
“ใจเย็นๆ นะดาว เราขึ้นไปคุยกันบนห้องก่อนเถอะ” ชลธิชาลูบแผ่นหลังเพื่อนรักอย่างปลอบประโลม ก่อนจะประคองพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นไปยังห้องพักของตนเอง
ภายในห้องชุดที่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าแต่ก็ตกแต่งอย่างสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ชลธิชาพาเพื่อนมานั่งพักบนโซฟาตัวนุ่มในห้องนั่งเล่น ห้องนี้เป็นสมบัติของญาติสนิทที่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศและยกให้ชลธิชาพักอาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า
ปานดาวใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้ หญิงสาวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง ตั้งแต่วาระสุดท้ายของมารดาไปจนถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายของบิดาที่พาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของแม่ถึงในบ้าน รวมถึงการที่เธอถูกตบหน้าและตัดสินใจตัดขาดจากครอบครัว
