บทที่ 5 ตราบาปพิศวาส EP5

“แล้วนี่แกวางแผนจะเอายังไงต่อไป” ชลธิชาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอรู้สึกสงสารเพื่อนจับใจและแอบนึกโกรธตัวเองที่ไม่เคยรับรู้เลยว่าเพื่อนต้องแบกรับความทุกข์ทรมานมากมายขนาดนี้

“ฉันไม่รู้เลยเก๋ หัวมันตื้อไปหมด ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยนึกถึงแกเป็นคนแรก”

“เอาอย่างนี้นะ ในเมื่อแกตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก แกก็มาอยู่กับฉันที่นี่แหละ ห้องนอนว่างๆ ยังมีอีกห้อง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายแกไม่ต้องกังวล ถือซะว่ามาอยู่เป็นเพื่อนฉันก็แล้วกัน”

“แต่ฉันเกรงใจแกมากนะเก๋” ปานดาวสบตาเพื่อนรักด้วยความซาบซึ้ง

“เกรงใจอะไรกัน เราเป็นเพื่อนรักกันนะดาว ถ้าเวลาแบบนี้ฉันช่วยแกไม่ได้แล้วเราจะคบกันไปทำไม” ชลธิชาเอ็ดเบาๆ เพื่อให้เพื่อนเลิกคิดมาก

“ขอบใจแกมากจริงๆ นะเก๋”

“เลิกร้องไห้ได้แล้วแม่คนเก่ง แล้วนี่แกหนีออกมาตัวเปล่าเลยเหรอ” ชลธิชากวาดสายตามองสภาพเพื่อนรักที่ไม่มีสัมภาระใดๆ ติดตัวมาเลย

“ฉันโกรธคุณพ่อมากจนไม่ได้คิดอะไรเลย เงินสักบาทก็ไม่ได้หยิบติดตัวมา”

“ไม่เป็นไร เรื่องเสื้อผ้าของใช้แกก็ยืมของฉันใส่ไปก่อน ส่วนเรื่องเงินก็ใช้กระเป๋าเดียวกันนี่แหละ” ชลธิชาจัดการแก้ปัญหาให้เสร็จสรรพ

“ฉันขอยืมแกแค่ชั่วคราวเท่านั้นนะเก๋ เดี๋ยวฉันจะหางานพิเศษทำแล้วจะรีบเอาเงินมาคืนแกให้หมด” แม้ปานดาวจะไม่เคยต้องทำงานหาเงินเองมาก่อน แต่ในเมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้วเธอก็พร้อมจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง

“โอ๊ย แกไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก เงินที่ฉันใช้ทุกวันนี้ก็มาจากบรรดาหนุ่มๆ ที่เสนอตัวเข้ามาเปย์ให้ทั้งนั้นแหละ แกไม่ต้องรีบหามาคืนฉันหรอก เก็บเวลาไปตั้งใจเรียนให้จบเถอะ” ชลธิชาโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ สำหรับเธอแล้วความสุขของเพื่อนรักสำคัญกว่าเศษเงินพวกนั้นมากนัก

สองปีต่อมา

ปานดาวยังคงอาศัยอยู่กับชลธิชาที่คอนโดมิเนียมแห่งเดิม หญิงสาวหารายได้พิเศษด้วยการรับจ้างพิมพ์งานและทำรายงานให้เพื่อนนักศึกษาในคณะเพื่อนำเงินมาช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟและซื้อของใช้เข้าห้อง แม้ชลธิชาจะปฏิเสธแต่ปานดาวก็ดึงดันที่จะรับผิดชอบในส่วนของตนเอง

ในด้านการเรียนปานดาวจัดว่าเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เธอตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อคว้าเกียรตินิยมมาให้ได้ตามที่เคยสัญญากับมารดาไว้ ในขณะที่ชลธิชาผู้หลงใหลในแสงสีและเสียงเพลงยามราตรียังคงใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงราวกับผีเสื้อกลางคืน

วิถีชีวิตของสองสาวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปานดาวเป็นเด็กเรียนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหนังสือและการทำงานพิเศษ ส่วนชลธิชาสนุกกับการช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมและการบริหารเสน่ห์ใส่ผู้ชายมากหน้าหลายตาที่ยอมทุ่มเงินทองเพื่อแลกกับค่ำคืนอันแสนเร่าร้อนกับเธอ ชลธิชาไม่เคยเชื่อในความรัก เธอถือคติว่าความรักกินไม่ได้และไม่สามารถซื้อกระเป๋าใบละแสนให้เธอได้ เธอจึงเลือกที่จะสนุกกับชีวิตและกอบโกยผลประโยชน์จากผู้ชายเหล่านั้นโดยไม่เคยคิดจะผูกมัดกับใคร

เย็นวันหนึ่ง ปานดาวซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักที่เพิ่งเปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอน ชลธิชาอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีแดงสด กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูโชยฟุ้งไปทั่วบริเวณจนคนที่ไม่ชอบใช้น้ำหอมอย่างปานดาวต้องลอบระบายลมหายใจ

“จะออกไปเที่ยวอีกแล้วเหรอเก๋” ปานดาวเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“ใช่สิ หรือว่าวันนี้คุณหนูดาวจะเปลี่ยนใจไปเปิดหูเปิดตากับฉันบ้างล่ะ” ชลธิชาหันมาฉีกยิ้มยั่วเย้าขณะสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่

“เชิญแกตามสบายเถอะ แกไม่เบื่อบ้างหรือไงออกไปเที่ยวสังสรรค์ได้ทุกวี่ทุกวัน”

“ความสนุกมันจะไปน่าเบื่อได้ยังไง ขืนให้ฉันหมกตัวอยู่แต่ในห้องแบบแกฉันคงเฉาตายพอดี”

“ฉันก็แค่อยากให้แกรักตัวเองและดูแลสุขภาพบ้าง นอนดึกทุกวันมันไม่ดีนะเก๋” ปานดาวบ่นด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง

“ฉันก็รักตัวเองนี่ไงถึงได้พาตัวเองออกไปหาความสุขให้เต็มที่ นี่แหละตัวตนของฉัน” ชลธิชาตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“แต่การใช้ชีวิตแบบนี้มันเสี่ยงนะเก๋ ทำไมแกไม่ลองเปิดใจคบใครจริงจังสักคนล่ะ ไม่ใช่เปลี่ยนคู่ควงไปเรื่อยแบบนี้”

“หยุดเทศนาเลยแม่ชี แกก็รู้ว่าผู้ชายดีๆ มันสูญพันธุ์ไปหมดโลกแล้ว ฉันจะไปเสียเวลาจริงจังทำไม สู้สนุกไปวันๆ แบบนี้ดีกว่าแถมยังมีคนคอยเปย์ให้ใช้จ่ายสบายใจจะตายไป” ชลธิชาเดินเข้ามาสวมกอดเพื่อนรักจากด้านหลังเพื่อยุติการบ่น

“แต่คนอื่นเขาจะมองแกไม่ดีนะ”

“ฉันไม่แคร์หรอกว่าใครจะมองยังไง ขอแค่แกไม่รังเกียจฉันก็พอแล้ว แกไม่รังเกียจผู้หญิงกลางคืนแบบฉันใช่ไหมดาว” น้ำเสียงของชลธิชาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยประโยคนี้

“บ้าเหรอ ฉันจะรังเกียจแกได้ยังไง แกคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ฉันแค่เป็นห่วงและไม่อยากให้แกต้องมานั่งเสียใจทีหลังต่างหาก” ปานดาวเอื้อมมือไปกุมมือเพื่อนรักเอาไว้แน่น

“จำไว้นะดาว คนอย่างชลธิชาไม่มีวันเสียน้ำตาให้ผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น และฉันก็จะไม่มีวันตกหลุมรักใครด้วย” ชลธิชาประกาศกร้าวด้วยดวงตาที่เปล่งประกายมาดมั่น

“จ้ะแม่คนเก่ง แล้วฉันจะคอยดูว่าแกจะรอดไปได้ตลอดรอดฝั่งไหม” ปานดาวหัวเราะร่วนกับความมั่นหน้าของเพื่อนรัก

“คอยดูได้เลยย่ะ ตายแล้ว ฉันสายแล้ว ไปก่อนนะดาว” เอ่ยจบแม่ผีเสื้อราตรีก็คว้ากระเป๋าถือใบหรูแล้วเดินนวยนาดออกจากห้องไป ทิ้งให้ปานดาวส่ายหน้ายิ้มๆ กับความร่าเริงที่ไม่เคยเปลี่ยนของเพื่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป