บทที่ 8 บทที่ 8

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ทำให้รังสิมันต์ที่กำลังนั่งมองเมสซี่กินอาหารอยู่ต้องลุกขึ้น แล้วหยิบมันออกมาเพื่อกดรับสาย

“ว่าไงครับศศิ” เสียงทุ้มถามออกไปอย่างคุ้นเคย เพราะหลังจากที่ศศิประภาช่วยเมสซี่ไว้ในวันนั้น ความสนิทสนมระหว่างเขากับศศิประภาก็มากขึ้นเรื่อยๆ วันไหนที่เขาไม่ได้ไปที่บ้านของเธอตามคำเชิญ เธอก็มักจะเป็นฝ่ายโทร.มาหาเขาอยู่เป็นประจำ

“คุณตะวันช่วยศศิด้วย...ฮือๆๆๆ”

ศศิประภาพูดละล่ำละลักและตามมาด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ใจเย็นๆ นะครับศศิ มีอะไรค่อยๆ เล่านะครับ” รังสิมันต์เอ่ยปลอบใจ การร้องไห้ของศศิประภาแบบนั้นทำให้เขาพอจะเดาออกว่าคงเกิดเรื่องไม่ดีกับเธอแน่ๆ

“แม่ศศิ แม่ศศิตายแล้ว…”

“คุณสิริมาน่ะเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ...ฮือๆ”

“เกิดอะไรขึ้นครับศศิ”

“พ่อของยัยจันทร์ขับรถชนรถสิบล้อ แม่ศศินั่งอยู่ในรถด้วย รถอัดกระแทกจนพังยับเยินหมดเลย แล้วแม่ก็...ฮือๆ” ศศิประภาทั้งเล่าทั้งสะอึกสะอื้น

“แล้วคุณเมธาล่ะครับ”

“ตายแล้วเหมือนกันค่ะ ศศิไม่เหลือใครแล้ว ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครแล้วค่ะ คุณตะวันช่วยศศิด้วยนะคะ”

เสียงอ้อนวอนนั้นดังมาตามสายสั่นคลอนหัวใจของรังสิมันต์จนต้องรีบไปยังโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ห่วงศศิประภา และห่วงเด็กผู้หญิงอีกคนที่ไม่ได้โทร.มาร้องไห้คร่ำครวญ แต่เขารู้ดีว่าเธอเองก็คงเคว้งคว้างและเสียใจไม่ต่างอะไรกับศศิประภา จากการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและใหญ่หลวงครั้งนี้

งานสวดอภิธรรมศพเมธาและสิริมาจัดขึ้นที่วัดใกล้บ้านเป็นเวลาเจ็ดวัน โดยค่าใช้จ่ายในงานทั้งหมดรังสิมันต์อาสาเป็นคนรับผิดชอบให้ทุกอย่าง ศศิประภานั่งร้องไห้ซบอกเขาอย่างไม่อายใคร ขณะที่จันทริกาทำหน้าที่เสิร์ฟน้ำและต้อนรับแขกจากที่ทำงานของพ่อและน้าสิริมา รวมทั้งเพื่อนบ้านในละแวกที่คุ้นเคยกันดี

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการสวดอภิธรรม ผู้หญิงสองคนซึ่งเป็นผู้สูญเสียนั่งพนมมือไหว้พระ เช่นเดียวกับแขกคืนอื่นๆ ที่มาร่วมไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์

เสียงพระสวดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเชียบของบรรยากาศ คนฟังสวดส่วนใหญ่ต่างรำลึกถึงคนจากไปด้วยอาการสำรวม แต่รังสิมันต์กลับครุ่นคิดถึงอนาคตของผู้หญิงสองคนที่ตอนนี้ไม่เหลือใครแล้ว คนหนึ่งคือคนที่ช่วยชีวิตแมวของเขา อีกคนคือเด็กสาวที่เก็บกระเป๋าตังค์เขาได้แล้วคืนให้ ตอนนี้หัวใจของชายหนุ่มกำลังร่ำร้องอยากปกป้องดูแลผู้หญิงทั้งสองคน หากแต่จะทำอย่างไรดีถึงจะมีสิทธิ์ปกป้องดูแล และมั่นใจได้ว่าทั้งสองคนจะอยู่ในสายตาและความดูแลของเขาโดยปราศจากข้อครหาใดๆ จากคนรอบข้าง

ความคิดนั้นจบลงพร้อมๆ กับที่เสียงสวดบทสดท้ายของพระสี่รูป แขกเหรื่อที่มาร่วมงานบางคนทยอยกลับ บ้างก็นั่งรับประทานอาหารที่เจ้าภาพจัดเลี้ยง

“ศศิครับ...” รังสิมันต์หันไปเรียกผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของตน

“คะคุณตะวัน”

“ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วไป และไม่เหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้ในเวลานี้ แต่ผมอยากดูแลศศิกับน้อง ได้โปรด...แต่งงานกับผมนะครับ”

คำพูดนั้นไม่ใช่แค่ศศิประภาที่ได้ยิน หากแต่มันกระทบโสตประสาทของเด็กผู้หญิงอีกคนเข้าอย่างจัง ร่างบางจึงลุกขึ้นแล้วพาตัวเองเดินออกมาเงียบๆ ความอ้างว้างในหัวใจเกิดขึ้นมากกว่าเดิม เธอรู้ดีว่าศศิประภาคงไม่ปฏิเสธคำขอแต่งงานของรังสิมันต์ ในเมื่อศศิประภาแสดงออกตลอดมาว่าชอบเขา และหลังจากนี้ไปเธอคงถูกทิ้งให้อยู่บ้านหลังนั้นอย่างโดดเดี่ยว บ้านที่เธอไม่เคยคิดว่ามันเป็นบ้านของเธอเลย 

น้ำตาหยดใสๆ เอ่อล้นขอบตาขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าหวาดกลัวที่จะต้องอยู่เพียงลำพัง หากแต่หวาดกลัวกับความกว้างใหญ่ไพศาลของโลกอันมืดมนใบนี้ เฉกเช่นเดียวกับบรรยากาศสีนิลของรัตติกาลที่โอบล้อมตัวเธอ

“เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะเด็กดีของพี่”

เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้จันทริกาต้องรีบยกมือขึ้นป้ายน้ำตาออกจากแก้ม ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปหาคนถาม

“เปล่าค่ะ...พี่ตะวันอยากได้อะไรหรือเปล่าคะ”

“พี่ไม่อยากได้อะไร แค่อยากมาคุยเป็นเพื่อน”

“จันทร์ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรแล้วทำไมถึงได้มายืนร้องไห้อยู่แบบนี้ล่ะหือ” เสียงที่เอื้อนเอ่ยถามนั้นช่างฟังดูอบอุ่นและห่วงใยเหลือเกิน ทำให้คนฟังสัมผัสได้ว่าเขาเป็นห่วงเธออย่างแท้จริง

“จันทร์แค่คิดถึงพ่อน่ะค่ะ” เสียงพูดอู้อี้ขึ้นจมูกเพราะคนพูดกำลังร้องไห้ออกมาอีกอย่างหักห้ามใจไม่ได้

“กลัวด้วยใช่ไหม กลัวที่ต้องอยู่โดยไม่มีพ่อ”

“กลัวค่ะ...”

“มานี่มา” รังสิมันต์เอ่ยเสียงอ่อนโยนพร้อมกับยกมือขึ้นโอบร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วตวัดเข้ามากอดไว้แนบอก

จันทริกาไม่ได้ขัดขืนแต่ยืนให้เขากอดอยู่เงียบๆ อาจเพราะตอนนี้หัวใจอ้างว้างและหนาวเหน็บ จนรู้สึกว่าอ้อมกอดของรังสิมันต์ช่างอบอุ่นเหลือเกิน...ใช่สินะ...เขาเป็นตะวัน ตะวันที่มีแต่สาดแสงอบอุ่นและมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากมาย ในขณะที่เธอคือจันทราซึ่งมีสิทธิ์ทอแสงได้ในบางวันเท่านั้น และแสงของเธอก็แสนจะอ่อนบาง จนมิอาจให้ความอบอุ่นแก่ใครได้แม้แต่ตัวเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป