บทที่ 13 กลืนน้ำลายตัวเอง
ผ่านมาหลายวันแล้วที่หมอตะวันจากไป พลอยนาราก็เริ่มทำใจได้แล้ว เธอต้องมองไปข้างหน้ามองไปถึงอนาคตของตัวเองและพิมพ์พอชาที่ตอนนี้เหลือกันแค่สองแม่ลูกอย่างแท้จริง
“คุณแม่ขา คุณครูฝากจดหมายมาให้คุณแม่ด้วยนะคะ” พิมพ์พิชาหยิบซองสีขาวออกมาจากกระเป๋านักเรียนให้กับมารดา ขณะที่กำลังนั่งทานซีเรียลกับนมก่อนไปโรงเรียนในเช้าวันหนึ่ง
“เหรอคะ จดหมายอะไรเอ่ยไหน ขอแม่อ่านก่อนนะคะ” พลอยนารารับจดหมายมาเปิดดู แล้วคิ้วสวยก็ขมวดจนติดกัน พลอยนาราอ่านข้อความในจดหมายซ้ำอีกครั้ง เธอลืมเรื่องนี้ไปสนิท เพราะหลายวันมานี้ชีวิตของเธอวุ่นวายเหลือเกิน
“จดหมายอะไรเหรอคะคุณแม่” พิมพ์พิชาถามด้วยความอยากรู้เพราะคุณครูกำชับว่าต้องส่งให้ถึงมือมารดา
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณครูแจ้งข่าวสารทั่วไปเท่านั้นเอง น้องพราวรีบกินนะคะเดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย”
หลังจากทานอาหารเช้าแล้วพลอยนาราก็รีบไปส่งลูกสาวที่หน้าโรงเรียนก่อนที่เธอจะขี่จักรยานยนต์ไปยังตู้ ATM เพื่อกดเงินไปจ่ายค่าเทอมให้กับลูกสาวเพราะจดหมายที่พิมพ์พิชาให้เธอนั้นเป็นจดหมายแจ้งจากทางโรงเรียนให้ผู้ปกครองที่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าเทอมเข้ามาชำระภายใน 15 วัน
แล้วเหมือนฟ้าถล่มตรงหน้าอีกครั้งเมื่อเธอไม่สามารถกดเงินออกมาได้บัญชีของเธอถูกระงับ ซึ่งบัญชีนี้บิดาของพิมพ์พิชาเป็นเจ้าของบัญชีและที่ผ่านมานั้นพลอยนาราไม่เคยกดเงินออกมาเก็บไว้ที่อื่นเพราะอยากให้เป็นทุนการศึกษาของลูกสาวเพียงอย่างเดียวแต่ก็ไม่คิดเลยว่าบัญชีจะถูกระงับ
แม้รู้ว่ายังไงวันนี้ก็ต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วถึงเพียงนี้ทุกอย่างมันเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เงินจำนวนมากที่เคยได้รับทุกเดือนจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว ลำพังเงินเดือนของตัวเองคงพอแค่ค่ากินค่าอยู่เท่านั้น ส่วนค่าเทอมและเงินที่จะต้องคืนให้กับเจ้านายคงต้องหาทำงานอื่นเพิ่ม
แล้วเงินเกือบสามหมื่นเธอจะไปหาที่ไหนได้ภายในเวลา 15 วัน ในเมื่อความจำเป็นมันบีบบังคับถึงขั้นนี้ พลอยนาราคงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง
หญิงสาวขี่รถมายังสำนักงานทนายความอย่างเคย เมื่อเห็นว่าเวลานี้ยังไม่มีใครมาทำงานเธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเจ๊เพ็ญผู้จัดการผับที่เธอทำงานอยู่
“โทรหาพี่แต่เช้าเลยนะ มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะนารา”
“นาราขอโทษนะคะที่รบกวนแต่เช้า คือนาราอยากให้เจ๊ช่วยถามคุณสิงให้หน่อยว่าเรื่องเพื่อนคุณสิงเปลี่ยนใจหรือยัง” หญิงสาวถามออกไปอย่างไม่อายเพราะสำหรับเธอแล้วการศึกษาของพิมพ์พิชานั้นสำคัญที่สุด
“ได้สิ เดี๋ยวพี่จะถามคุณสิงให้นะ แล้วจะติดต่อไป แต่คงเป็นช่วงเย็นนู่นแหละ ตอนนี้คุณสิงน่าจะยังไม่ตื่น”
“ขอบคุณนะคะเจ๊เพ็ญ”
เมื่อวางสายแล้วขวัญฤทัยรุ่นพี่ก็เดินเข้ามาพอดี
“มาเช้าตลอดเลยนะนารา”
“นาราส่งน้องพราวแล้วก็เลยตรงมาที่นี่เลยค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับพยายามฝืนยิ้ม
ปกติแล้วสำนักงานกฎหมายแห่งนี้จะเปิดเวลา 09.00 น. แต่พลอยนารามักจะมาถึงในเวลา 08.30 น.เพราะส่งลูกสาวเสร็จแล้วเธอก็แวะทานข้าวแกงร้านประจำก่อนจะตรงมาที่นี่ก่อนเวลาตลอด
พลอยนารารอโทรศัพท์จากเจ๊เพ็ญจนกระทั่งเลิกงานและรับลูกสาวมาที่บ้านแล้ว
“แม่คะ ทำไม่เอาตามองโทรศัพท์ล่ะคะ”
“แม่รอคุยธุระจ้ะลูก”
“งั้นคืนนี้แม่ต้องเล่านิทานก็ได้ค่ะ แต่น้องพราวขอดูการ์ตูนก่อนนอนได้ไหมคะ” เด็กหญิงยื่นข้อเสนอ
“ได้ค่ะ แม่ให้หนูดูการ์ตูนแค่ครึ่งชั่วโมงนะลูก”
“ตกลงค่ะแม่” เด็กหญิงรับคำก่อนจะวิ่งไปเปิดโทรทัศน์
ระหว่างนั่งดูการ์ตูนกับลูกสาวอยู่นั้นโทรศัพท์ของพลอยนาราก็มีสายเรียกเข้าจากเจ๊เพ็ญ
“สวัสดีค่ะเจ๊”
“รอสายจากเจ๊อยู่ใช่ไหมนารา”
“ค่ะ”
“นาราเจ๊ขอถามอะไรหน่อยนะ”
“อะไรคะ”
“มีใครบังคับให้นารามารับงานแบบนี้ไหม”
“ไม่ค่ะ นาราอยากทำจริงๆ นาราต้องใช้เงินค่ะ”
“เดี๋ยวเจ๊จะส่งรายละเอียดทั้งหมดให้ทางไลน์นะ นาราตัดสินใจให้ดีจากนั้นก็ทำตามรายละเอียดถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็โทรหาเจ๊หรือทิ้งข้อความไว้ก็ได้”
“ค่ะ เจ๊”
เมื่อวางสายแล้วพลอยนาราก็อ่านรายละเอียดของการทำงานและเธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะรับงานนี้
วันต่อมาพลอยนาราขอลางานในช่วงบ่ายเพื่อนไปยังสถานที่แห่งหนึ่งตามที่เจ๊เพ็ญบอก
ห้องประธานบริษัท
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ของวายุ ชายหนุ่มวัย 32 ปี เจ้าของบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์อันดับต้นๆ ของและทายาทเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ท่าทางของเขาดูเงียบขรึมจนหญิงสาวรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
“กฎของคุณมีอะไรบ้างคะ ถ้ามันไม่ยากฉันยินดีรับงานนี้” หญิงสาวถามออกไป ก่อนหน้าที่เธอจะมาเผชิญหน้ากับเขาหญิงสาวก็พอจะรู้เรื่องนี้มาจากเจ๊เพ็ญว่าเขาเป็นเสี่ยกระเป๋าหนัก ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับความสุขบนเตียง
“ผมจะบอกก็ต่อเมื่อคุณรับงานของผม” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ เขากำลังประเมินว่าเธอคนนี้เต็มใจที่จะรับงานหรือแค่อยากรู้ถึงกฎที่เขาตั้งขึ้นกันแน่
“ถ้าฉันไม่รับล่ะคะ” เรื่องกฎเหล็กของเขา เธอก็พอรู้มาบ้าง เพียงแต่อยากได้ยินจากปากของคนตรงหน้ามากกว่าได้ยินจากคนอื่น
“ผมไม่เคยบังคับใครนะ” วายุเป็นคนรักสนุกและชัดเจนในความสัมพันธ์แบบชั่วคราวเสมอ
เขาไม่เคยคิดจริงจังกับใครผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาล้วนเต็มใจปฏิบัติตามกฎที่เขาตั้งขึ้นอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่สำหรับผู้หญิงตรงหน้าเขารู้สึกถูกใจเธอตั้งแต่แรกเห็นในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง จนถึงขั้นให้เพื่อนสนิทช่วยติดต่อแต่เธอกลับปฏิเสธในครั้งแรก นั่นยิ่งทำให้เสือหนุ่มอย่างเขาอยากเอาชนะเขาให้ลูกน้องสืบเรื่องของหญิงสาวต่อ จนรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอย่างหนัก
“ฉันคงไม่กล้ารับงานนี้ ตราบใดที่ฉันยังไม่รู้กฎหรอกค่ะ” หญิงสาวหวังว่าจะได้ยินกฎจากปากของเขา
“ถ้าไม่รับก็กลับไปได้ ผมไม่อยากเสียเวลา แต่บอกก่อนว่าถ้าออกไปแล้วคุณจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก เวลาไม่กี่วันคุณคงหาเงินมากอย่างนั้นไม่ได้หรอก” วายุพูดอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า เขามั่นใจว่ายังไงผู้หญิงคนนี้ก็ต้องยอมรับเงินของเขา
“คุณรู้เหรอคะ”
“ใช่ ผมไม่เคยนอนกับใครโดยไม่สืบประวัติหรอกนะ” วายุเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลายเขาเริ่มเห็นถึงชัยชนะอยู่ตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็คงรู้ว่าฉันมีลูกแล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวอยากให้เธอรู้ถึงข้อมูลทุกอย่างเพราะไม่อยากมีปัญหา
“นั่นเป็นเรื่องดี เพราะมันหมายถึงคุณมีประสบการณ์มาแล้ว”
“ฉันนึกว่าคุณชอบผู้หญิงบริสุทธิ์เสียอีก” เธอแปลกใจเพราะปกติคนที่มีเงินอย่างเขาการจะนอนกับผู้หญิงบริสุทธิ์ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
“ผมจ่ายเงินเพื่อซื้อความสุข ผู้หญิงเวอร์จิ้นพวกนั้นจะเอาประสบการณ์จากไหนมากันล่ะ จริงไหม” เขาถามหญิงสาว
“มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะคะ” เธอพึมพำ ยอมรับในความตรงไปตรงมาของเขา
“ผมต้องเข้าประชุม ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วก็ให้บอกภูวิศ เขาจะจัดการทุกอย่างแทนผม” พูดจบวายุก็ลุกขึ้นเต็มความสูง ทิ้งให้หญิงสาวยืนจมอยู่กับความเงียบภายในห้องทำงานอันกว้างขวางเพียงลำพัง
