บทที่ 10 พูดไปก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ

เมื่อพาบุตรสาวออกมาพ้นจากจวนพักร้อนของเว่ยอ๋องได้ ฟู่ซิ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาผลักดันให้นางเข้าไปนั่งด้านในรถม้าก่อนจะเริ่มสอบถามชำระความ

“ได้ยินพวกบ่าวบอกว่าเจ้าจะไปศาลเจ้า เหตุใดตกเย็นจึงมาตกอยู่กับเว่ยอ๋องได้” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากได้ยินจากปากของนาง

“ถ้าลูกพูดไป ท่านพ่อจะเชื่อหรือไม่เจ้าคะ” นางถามให้แน่ใจเสียก่อนว่าบิดาจะเชื่อฟังคำของนางหรือไม่

“เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว ก็ต้องเชื่อสิ”

“ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นลูกจะเล่าทั้งหมด” นางก้มหน้าบีบมือและเริ่มเล่า “ข้าฝันร้าย ฝันว่าตัวเองตายคาคมดาบของบุรุษผู้หนึ่ง ฝันซ้ำ ๆ เหตุการณ์เดิมติดต่อกันมานานหลายเดือน ได้ยินพวกบ่าวเล่าว่าที่ศาลเจ้ามีหมอดูชื่อดังลูกเลยอยากให้เขาทำนายฝันให้”

“ฝันร้าย? ตายคาคมดาบ”

“เจ้าค่ะ ฝันร้าย ที่ลูกร่างกายอ่อนในช่วงหลังก็เพราะว่าต้องตื่นมากลางดึก พอไม่ได้นอนนาน ๆ เข้าร่างกายก็เหนื่อยล้า”

“อืม แล้วทำไมถึงไม่ใช้รถม้า”

“ลูกเห็นว่า นางตัวดีก็กำลังจะออกไปตลาดด้วยเช่นกัน ก็เลยเสียสละรถม้าที่เหลืออยู่คันเดียวในจวนให้นาง และตัดสินใจเดินไป” นางตัวดีที่ฟู่ลี่อิ๋งเอ่ยถึงก็คือฟู่เหยาเหยา

“อย่างเจ้านะหรือจะเสียสละเป็น” ผู้เป็นบิดาไม่อยากจะเชื่อ เนื่องด้วยนางไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้

“ไหนท่านพ่อบอกว่าจะเชื่อข้า” นางกอดอกแง่งอน ผิดจากปากที่ฟู่ลี่อิ๋งพูดเสียเมื่อไหร่ ไม่ว่ายังไงบิดาก็ไม่เชื่อนาง

“เอา ๆ เล่าต่อเถิด” ฟู่ซิ่งเปิดโอกาสให้นางพูดต่อ

“ข้าไม่เล่าแล้วเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กโกรธเคืองบิดาจนต้องขยับไปนั่งอยู่ที่มุมของรถม้า

“โธ่ ลูกสาวพ่อ ข้าเชื่อเจ้า ๆ อย่าได้โกรธเคืองพ่อของเจ้าเลย” เห็นบุตรสาวโกรธเช่นนั้นเขาก็ใจเสีย รีบเอาอกเอาใจ

ร่างเล็กมองหน้าบิดาอย่างแง่งอน ก่อนจะเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดต่อ

“ระหว่างเดิน พวกบ่าวรับใช้พวกนั้นจู่ ๆ ก็ทิ้งข้าเอาไว้กลางตลาด ตอนแรกก็ว่าจะกลับแต่ระยะห่างระหว่างไปศาลเจ้ากับเส้นทางกลับบ้านเท่า ๆ กัน ข้าก็เลยเลือกไปศาลเจ้า ตอนที่กำลังจะเดินต่อก็ถูกไคไคน้อยมาขอความช่วยเหลือ ด้วยเพราะสงสารข้าก็เลยเลี้ยงอาหารเขา แต่ดันลืมไปว่าตัวเองไม่มีเงิน ตอนคิดค่าอาหารก็ถูกพวกนั้นข่มขู่จะพาข้าไปขายหอนางโลม ท่านพ่อ ข้ากลัว” เล่าจบก็โผเข้าไปกอดบิดา

ร่างเล็กบอบบางเนื้อตัวสั่นเทา เพราะสิ่งที่นางพบเจอนั้นหนักหนาเกินไปจริง ๆ แค่จะออกไปดูดวง กลับต้องมาพบเจอเรื่องเลวร้าย หรือเป็นเพราะที่ผ่านมานางกระทำแต่เรื่องชั่วช้ามากเกินไป สวรรค์จึงลงโทษนาง

นี่อาจจะเป็นการกล่าวเตือนจากฟ้าเบื้องบนก็เป็นได้

ได้ยินว่านางถูกบ่าวรังแก เขาเองก็แทบไม่เชื่อในสิ่งที่นางเล่า ตั้งแต่ยังเยาว์นางต่างหากที่เป็นฝ่ายรังแกผู้อื่น

เห็นบิดาทำสีหน้าเช่นนั้นนางก็รู้แล้วว่าเขาไม่เชื่อที่นางเล่า ฟู่ลี่อิ๋งจึงเปลี่ยนใจไม่เอ่ยสิ่งใดต่อจนกระทั่งถึงจวนโหว

ร่างเล็กทำปั้นปึ่ง เดินลงจากรถม้าและกลับเข้าไปในเรือนตัวเอง โดยไม่รอฟังว่าบิดาจะพูดอะไร ครั้นเจอหน้าน้องสาวต่างมารดาที่มารอรับ นางก็ทำแค่เพียงปรายตามองและเดินผ่านนางไปทำเหมือนกับฟู่เหยาเหยาไม่มีตัวตน

ผู้เป็นพี่ชายเดินออกมารับหน้าเอาใจ พร้อมกับผลไม้เคลือบน้ำตาลของโปรดที่นางชอบ แต่ก็ถูกนางเมินเช่นเดียวกันกับผู้อื่น

“อิ๋งเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป”

“.....” คุณหนูใหญ่ได้ยินสิ่งที่พี่ชายพูด แต่นางก็ไม่สน เดินดุ่ม ๆ กลับเรือนของตัวเองทันที

เมื่อมาถึงก็พบว่าห้องของตัวเองถูกรื้อค้น สิ่งของมีค่าของนางถูกคนกวาดเอาไปทั้งหมด ฟู่ลี่อิ๋งรู้ดีว่าเป็นฝีมือใคร แน่นอนว่าไม่พ้นเสี่ยวถิงกับเสี่ยวเยว่

คนตัวเล็กจุดตะเกียงด้วยตัวเอง เพราะในเวลานี้เรือนหลังใหญ่เหลือแค่นางอยู่ตามลำพังเท่านั้น กระทั่งพี่ชายตามเข้ามาเอาใจนางถึงที่จึงได้เห็นว่าสภาพของเรือนนางย่ำแย่ขนาดไหน

“อิ๋งเอ๋อเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าต้องทำลายข้าวของพวกนี้ด้วย”

ตอนแรกก็นึกดีใจที่พี่ชายเป็นห่วง แต่สุดท้ายหัวใจดวงน้อยก็ห่อเหี่ยวขนาดเขายังเชื่อไปแล้วว่านางเป็นคนทำเรื่องนี้

“ข้าไม่ได้ทำ”

“เจ้าอย่าโกหกเลยน่า ทำลายก็บอกทำลายสิ พี่กับท่านพ่อไม่โกรธหรอก เดี๋ยวพวกข้าจะหาให้ใหม่ เอามาให้เจ้าทำลายทิ้งระบายอารมณ์ดีหรือไม่” เขาเป็นห่วงเป็นใยน้องสาว จึงหาเรื่องพูดให้นางสบายใจขึ้น

นิสัยของนาง เขาที่เป็นพี่ชายย่อมรู้ดี เรื่องทำลายข้าวของในเรือน นับเป็นกิจวัตรประจำวันของนาง เดือน ๆ หนึ่งเปลี่ยนถ้วยชาโต๊ะเก้าอี้ไปไม่รู้กี่ตัวทุกคนต่างก็รู้ดี

“ถ้าพี่ใหญ่ยังพูดเช่นนี้อีกข้าจะกัดลิ้นตายแล้วนะ” ฟู่ลี่อิ๋งแลบลิ้นออกมาโดยใช้ฟันกดลิ้นของตัวเองเอาไว้

“ได้ ๆ พี่ไม่พูดแล้ว” ฟู่หมิงจือรีบเอาขนมผลไม้เคลือบน้ำตาลออกมาเอาใจ “นี่เป็นขนมร้านดัง เจ้ากินก่อน ข้าไปต่อแถวซื้อมาให้เจ้าเชียวนะ” เขารู้ว่านางชอบขนมหวาน ๆ จึงตั้งใจต่อแถวเพื่อนางโดยเฉพาะ

กล่องใส่ผลไม้สีแดงสดถูกมือใหญ่เปิดออก กลิ่นหอมหวานของมันช่วยให้สภาพจิตใจของร่างเล็กดีขึ้นมานิดหน่อย มือเรียวตั้งใจจะหยิบขนมด้านในมากิน แต่ก็ถูกพี่ชายคว้ามือเอาไว้

“พี่ใหญ่ ข้าเจ็บ” นางร้องโอดครวญ

“ทำไมนิ้วเจ้าจึงเป็นแผลเช่นนี้”

“น่าจะเพราะตอนโดนพวกสารเลวนั่นมัดเอาไว้ ข้าพยายามแก้เชือก จึงได้เกิดรอยเช่นนี้” นางสะบัดมือพี่ชายออก ก่อนจะเอื้อมไปหยิบขนมมากิน

ฟู่หมิงจือส่ายหน้าอย่างระอา พร้อมกับหมุนตัวรีบปรี่ไปค้นหายาสมานแผลเพื่อนำมารักษาให้นาง

เมื่อฟู่โหวผู้เป็นเจ้าของจวนกลับมา พ่อบ้านฟู่ก็เร่งรีบรายงานสิ่งที่ตนเองสืบทราบมาได้ในทันที ซึ่งเรื่องราวไม่ผิดแผกไปจากที่บุตรสาวของฟู่ซิ่งพูดเอาไว้เลยสักนิด

นางถูกคนพวกนั้นรังแกจริง ๆ ส่วนองครักษ์และสาวใช้ตัวต้นเรื่องก็ขโมยสิ่งของมีค่าในห้องของนางไปและหนีหายไปแล้ว

“บังอาจนัก คนพวกนี้เลี้ยงเสียข้าวสุก ข้าก็อุตส่าห์คิดว่าพวกมันทนความร้ายกาจของนางได้ จึงได้เลี้ยงเอาไว้ในจวน แต่ไฉนเลยพวกมันจึงมาทำร้ายลูกสาวข้าเช่นนี้”

“ท่านโหวใจเย็น ๆ ก่อน ข้าน้อยยังได้ยินบางเรื่องมาอีกด้วย”

“เรื่องใด?”

“ที่คุณหนูยอมเลี้ยง คนพวกนั้นเอาไว้ในเรือนของตนเองก็เพียงเพราะไม่มีบ่าวคนไหนยอมทำงานให้กับนาง ดูเหมือนว่านางจะรับรู้ทุกอย่างว่าทรัพย์สินของมีค่าถูกขโมย แต่ก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ปริปาก”

ได้ยินคำบอกเล่าของพ่อบ้านฟู่ ฟู่ซิ่งก็สะอึกไปเล็กน้อย นางรู้เรื่องทุกอย่างแต่ก็ยังปล่อยให้คนพวกนั้นรังแกตลอดมางั้นหรือ

“เหตุใดนางจึงปล่อยให้เรื่องเป็นเช่นนี้กันนะ”

“ข้าน้อยก็มิอาจคาดเดา อาจจะเป็นเพราะว่านางเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วกระมังขอรับ”

สิ่งที่พ่อบ้านฟู่พูดทำเอาเขารู้สึกสะท้อนใจ เติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักความ นางจะเป็นสตรีเช่นนั้นได้จริง ๆ หรือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป