บทที่ 12 ก่อกวนกระต่าย

เมื่อได้อยู่เงียบ ๆ ตามลำพังฟู่ลี่อิ๋งดันหวนคิดถึงเหตุการณ์ในปีนั้น ในปีที่นางอายุแค่เพียง 9 ขวบ ครอบครัวมีสุขพร้อมหน้า แต่แล้ววันหนึ่งในวันที่อากาศหนาวจัดหิมะโปรยปราย จนทั้งลานบ้านอาบไปด้วยสีขาวบริสุทธิ์ของหิมะ

นั่นเป็นวันที่นางได้พบหน้ากับน้องสาวต่างมารดาเป็นครั้งแรก ฟู่ลี่อิ๋งในวัยเด็กไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นางเห็นสีหน้าของมารดาเต็มไปด้วยความผิดหวัง เสียใจและทุกข์ระทม คงเป็นเพราะไม่ได้คาดคิดว่าสามีที่นางรักสุดหัวใจจะเป็นบุรุษเช่นนั้น

นางหวีดร้องโวยวายและทำร้ายฟู่เหยาเหยาจนเลือดตกยางออก ตอนนั้นเอง ที่ฝ่ามือของบิดาฟาดลงมาที่ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางในวัยแค่เพียง 9 ขวบ ผู้ที่ถูกบิดาทะนุถนอมมาตลอดชีวิต

ฟู่โหวตบหน้านาง ความเจ็บปวดร้าวลึกไปยังก้นบึ้งของหัวใจ บิดาที่เคยรักนางเป็นที่สุด ผู้ที่ไม่เคยลงไม้ลงมือกับนางเลยสักครั้งตั้งแต่นางเกิดมา แต่วันนั้นท่านพ่อเป็นผู้ลงมือตบหน้านาง เพียงเพราะต้องการปกป้องฟู่เหยาเหยา

ฟู่ลี่อิ๋งจำรอยยิ้ม ของฟู่เหยาเหยาได้ดี นางลอบยิ้มและตั้งใจให้มีแค่เพียงฟู่ลี่อิ๋งเท่านั้นที่เห็น

สายตาเหยียดหยามของน้องสาวต่างมารดาในวันนี้ฟู่ลี่อิ๋งจำได้ดี นางจำได้ไม่มีวันลืม

กระทั่งฝนแรกของปีมาถึง มารดายิ้มให้นางอย่างใจดีเช่นทุกครั้ง ก่อนจะบอกให้นางออกไปเล่นข้างนอกพร้อมกับพี่เลี้ยงทั้ง ๆ ที่ฝนตกหนัก ฟู่ลี่อิ๋งไม่เข้าใจและนึกสังหรณ์ใจ อาศัยช่วงเวลาที่พี่เลี้ยงเผลอนางวิ่งกลับมาดูมารดาที่เรือนหลังใหญ่

ภาพของมารดาที่ห้อยตัวลงมาจากขื่อยังคงชัดเจน เสียงของมารดาที่ยังไม่สิ้นใจในทันทีดูทรมานมาก เด็กหญิงทรุดตัวลงก้าวขาไม่ออก นางคุกเข่านั่งกองอยู่ที่กับพื้นห้องมองมารดาที่ค่อย ๆ หมดลมหายใจไปอย่างเชื่องช้า

กระทั่งฟ้าฝนเงียบสงบ จึงมีคนเข้ามาพบเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งมองศพมารดา ด้วยสายตาว่างเปล่า

ฟู่ลี่อิ๋งน้อยตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวัน นางทำเหมือนกับจำไม่ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เมื่อบิดาเห็นว่านางลืมเรื่องเลวร้ายไปหมดสิ้นเขาเองก็ไม่พูดถึง

เมื่อไม่มีฮูหยินใหญ่อีกต่อไปแล้ว ในตอนนั้นนั่นเองที่บิดาเริ่มรับอนุภรรยาเข้าเรือนอีกหลายคน

------------------------

ผ่านเรื่องเลวร้ายมาหลายวัน ฟู่ลี่อิ๋งพักผ่อนจนหายเหนื่อย นางไม่รู้ว่าบิดาจัดการกับคนที่ทำร้ายนางและพวกองครักษ์บ่าวไพร่ที่ละหลวมในหน้าที่อย่างไร นางคร้านจะไปต่อความยาวสาวความยืด บิดาจะจัดการเช่นไรก็เรื่องของท่าน และนางก็เชื่อว่าเขาจะสามารถนำความยุติธรรมมาให้นางได้อย่างแน่นอน

เช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศไม่ได้ร้อน ดังเช่นวันที่นางถูกจับตัว จึงเหมาะกับการที่นางจะออกไปดูดวงเสียที แน่นอนว่าวันนี้ฟู่ลี่อิ๋งที่มีประสบการณ์ไม่พลาดในการพาบ่าวรับใช้ออกไปหลาย ๆ คน พกถุงเงินไปอีกหลายถุงและนั่งรถม้า

ใช้เวลาไม่ถึงเกิน 3 ก้านธูป ขบวนของฟู่ลี่อิ๋งก็มาถึงศาลเจ้า ร่างเล็กแบบบางลงจากรถม้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไป

ณ บริเวณจากตรงนี้ไปรถม้าไม่สามารถไปต่อได้ ทำให้นางต้องออกแรงเดินขึ้นบันได มองจากด้านล่างขึ้นไปข้างบน ประมาณการจากสายตาคร่าว ๆ น่าจะราว ๆ 100 ขั้นได้กระมัง

คนตัวเล็กปาดเหงื่อผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะค่อย ๆ ถกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเปิดเผยข้อเท้าเรียวเล็ก เพื่อที่เวลาเดินขึ้นนางจะได้ไม่สะดุดชายกระโปรงล้มคว่ำสร้างความอับอาย

เว่ยเจิ้งหยางแวะมาสืบข่าวคราวของคนนอกด่าน ที่ศาลเจ้าพอดิบพอดี และบังเอิญได้พบกับบุตรสาวคนโตของจวนโหว ในหัวก็นึกสนุกอยากกลั่นแกล้งนาง เขาชอบเวลาที่เจ้าตัวน้อยของเขาทำหน้าดุ เห็นแล้วมีความสุข

“คุณหนูช่างเป็นสตรีที่เปิดเผยนัก” ข้อเท้าของสตรีใครเขาเปิดเผยกัน เว่ยเจิ้งหยางค่อนแคะ

ครั้นได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่ง ฟู่ลี่อิ๋งก็จำได้ในทันที มือเล็กแบบบางปล่อยชายกระโปรงลงดังเดิม คนพวกนี้มันอะไรกัน

“อันที่จริงข้าน้อยก็ไม่ได้เปิดเผยเท่าไหร่ แต่ดันมีบุรุษเจ้าชู้ชีกอ ลามกแอบดูต่างหาก” นางไม่หันหน้าไปหาเขาแต่ยังคงมุ่งหน้าเดินขึ้นบันไดไปไหว้พระดูดวง

“ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่จวนโหว ปากคอเราะราย วาจาเชือดเฉือน ไม่ละเว้นแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์วันนี้ข้าดีใจนักที่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง”

คนตัวเล็กไม่ใส่ใจ นางทำเสียงฟึดฟัดในลำคอก่อนจะก้าวขึ้นบันไดต่อ

เพราะต้องปล่อยกระโปรงลงทำให้นางก้าวได้เพียงแค่สั้น ๆ เป้าหมายของนางคือการขึ้นไปด้านบนไปดูดวง จึงไม่ได้หันมาสนใจบุรุษที่กำลังพูดจาถากถางนาง ถึงจะเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วอย่างไร นางไม่สนหรอก

ก้าวขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าว สองขาเรียวเล็กก็พลาดท่า ฟู่ลี่อิ๋งเหยียบชายกระโปรงของตัวเอง ทำท่าจะตกบันได

ในช่วงเวลานั้น ก่อนที่ร่างแบบบางของนางจะกระทบพื้นกลับถูกวงแขนของใครบางคนมาโอบอุ้มเอาไว้ไม่ให้นางต้องเจ็บตัว ฟู่ลี่อิ๋งหลับตาปี๋คิดว่าตัวเองตายแล้วแน่ ๆ

“ยังไม่ทันจะขึ้นไปข้างบนก็จะกลิ้งลงไปแล้วหรือ” เจ้าของเสียงเดิม ที่ทะเลาะกับนางเมื่อครู่เอ่ยถาม

เมื่อลืมตาก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษหน้าด้าน ทั้งโกรธ เขิน อับอาย หลากหลายอารมณ์ผสมปนเปกันไปหมด ยิ่งใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลักนั่นมันคืออะไรกัน ใบหน้าของอ๋องลามกผู้นี้ทำเอานางหูอื้อตาลายไปหมด เขาต้องเล่นคุณไสยแน่ ๆ

“ปะ ปล่อยเจ้าค่ะ” เมื่อได้สตินางจึงร้องขอให้เขาปล่อย น้ำเสียงอ่อนลงไปกว่าครึ่ง คงเพราะถูกใบหน้าหล่อเหลานั่นล่อลวง

“มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าขึ้นไปด้านบน”

“กรี๊ด!!”

พูดไม่ทันขาดคำ ร่างของฟู่ลี่อิ๋งก็ขึ้นมาอยู่ขั้นบนสุดของบันไดพร้อมกับเขา

ร่างกายนุ่มนิ่ม ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางดูน่ารักน่าเอ็นดู กลิ่นกายหอมอ่อนโยน ยามที่มือของนางกอดกระชับเขาเอาไว้แน่น ยิ่งทำให้เว่ยเจิ้งหยางไม่อยากปล่อยมือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป