บทที่ 10 4.1ความหอมหวานของน้ำผึ้ง
มังกร Part
ทั้งภาพและเสียงจอแจของลูกค้ามากมายในร้านอาหารแห่งนี้เป็นเครื่องการันตีว่าคงจะอร่อยพอดู แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงเสียด้วยอาหารมื้อแรกของวันถูกวางเรียงรายเต็มโต๊ะริมถนนซึ่งอยู่ห่างจากทะเลเพียงถนนคั่นกลางเท่านั้น
“เลิกแกะให้กูได้ไหมครามหนึ่งกูเป็นผู้ชายถึงจะไม่บึกบึนเป็นหมีควายเหมือนมึงแต่กูก็เป็นผู้ชายที่มีขนหน้าแข้งยุบยับ สองกูอายุยี่สิบหกพอ ๆ กับมึงไม่ใช่เด็กห้าขวบสักหน่อยเพราะงั้นเลิกทำตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กเถอะว่ะ”
“หึหึ ได้ยินคุณมังกรบ่นแบบนี้แล้วนึกถึงตอนเรียนไฮสกูลเลยนะครับ จำได้ตอนนั้นคุณมังกรถือไม้ฮอกกี้จะไปฟาดใส่หัวครูด้วย”
“แต่มึงดันเอาหัวตัวเองมารับแทนใช่ไหมล่ะ หึหึ” ภาพจำเมื่อหลายปีก่อนถูกชายที่ยังวุ่นวายอยู่กับการแกะเนื้อปูใส่จานให้ขุดคุ้ยขึ้นมาจนอดกระตุกยิ้มไม่ได้ ขาขวายกมาไขว่ห้างเหมือนมือขวาเองก็เอื้อมไปคว้าแก้วเครื่องดื่มมาละเลียดดื่มทีละนิด แม้แสงแดดจะร้อนจ้าแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคในการดื่มของผมสองคนหรอกน่ะ
“ก็ถ้าผมไม่เอาหัวตัวเองไปรับแล้วปล่อยให้เกิดเรื่องราวบานปลาย คุณมังกรก็ต้องโดนนายใหญ่ลงโทษเหมือนกันนี่ผมกำลังทวงบุญคุณอยู่นะ”
พลั่ก! “หึหึ ไอ้สัสทวงทุกทีไม่เบื่อรึไงวะ” พอได้ยินเพื่อนรักทวงบุญคุณอีกครั้งเท้าขวาเลยผละจากการไขว่ห้างมาถีบเข่าคนนั่งตรงข้ามแทน แต่มันก็ยังไม่ละมือจากการแกะปูนะจนเป็นผมอีกนั่นแหละที่คว้าเอาจานปูตรงหน้ามันมาไว้ข้างหน้าผมแทน สองมือง่วนอยู่กับการทำหน้าที่แทนเพื่อนแล้วนำก้ามปูใหญ่ไปวางบนจานตรงข้ามโดยมีรอยยิ้มบางเบาผุดจากริมฝีปากของไอ้คราม
ก็นะเรียกว่าชีวิตเราสองคนห่างหายจากคำว่าครอบครัวมาอย่างยาวนานแล้วนี่หว่า ถึงผมจะมีลุงมาคอยดูแลช่วงเรียนไฮสกูลแต่ลุงก็มีหน้าที่มีสิ่งที่ลุงต้องทำเช่นกัน เพราะงั้นไอ้ครามคือคนที่เป็นครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างผมแทนลุงก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่ผมที่คิดอย่างนี้ตัวมันก็เช่นกันเพราะไอ้ครามไม่เคยรู้จักครอบครัวตัวเองจริง ๆ สักครั้ง
ตอนเด็กพอลุงพาผมไปรับมันบอกว่ามันจะมาอยู่กับผมในฐานะเพื่อนพี่น้อง ผมจึงไม่อิดออดจะเปิดใจอ้าแขนรับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจนถึงวันนี้ มิตรภาพของเราสองคนเรียกว่าแน่นแฟ้นกว่าสายเลือดจริง ๆ ของผมก็ว่าได้ การตักอาหารแบ่งกันแกะนั่นแกะนี่ให้กันของเราสองคนเลยไม่น่าแปลกใจสักนิดแต่คนรอบตัวในร้านคงไม่คิดอย่างนั้น ด้วยความที่หน้าตาผมชี้ชัดว่าเป็นติดจะอยู่ฝั่งยุโรปมากกว่าแล้วมีคนหน้าตาคมเข้มอย่างไอ้ครามคอยประคบประหงมคงไม่แปลกอะไรถ้าใครจะเข้าใจผิดไป
“ดูเหมือนจะสนุกอยู่นะครับ”
“หึหึ ดีเท่าไหร่แล้วที่กูไม่ป้อนมึงถึงปากน่ะไม่งั้นคงสนุกกว่านี้ว่ะ” ระหว่างรอเช็กบิลผมก็ยังสนุกอยู่กับการทำตัวคลุมเครือให้คนรอบข้างกระซิบกระซาบบ้างอมยิ้มใส่บ้าง เบียร์อึกสุดท้ายถูกกลืนลงคอในจังหวะที่ใจนึกอยากไปเที่ยวบางที่อย่างฉับพลัน และคนที่จะตอบสนองความต้องการของผมคงไม่พ้นไอ้ครามอีกตามเคย
“กูจะไปเกาะล้านสักหน่อย”
“เดี๋ยวผมหาเรือให้” ในขณะที่พาตัวเองเดินมาทรุดนั่งฝั่งคนขับความต้องการถูกเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและได้คำตอบกลับจากไอ้ครามทันทีเช่นกัน นี่แหละสงครามเพื่อนผมต่อให้ความต้องการของผมจะกะทันหันมากแค่ไหนแต่ไม่เคยเกินความสามารถของไอ้ครามสักครั้ง จะมีก็แค่เรื่องรถที่ผมยืนยันจะเป็นคนขับและมันก็ทำท่าอึดอัดใจทุกครั้งที่ตัวเองเป็นผู้โดยสารเหมือนอย่างตอนนี้นั่นแหละ
เอี๊ยดด
“ฉิบ! ข้ามถนนยังไงถึงไม่กลัวตายขนาดนั้นวะ”
“เดี๋ยวผมลงไปดูเองคุณมังกรอยู่ในรถเถอะครับ” ขับออกจากร้านมาตามถนนเลียบชายหาดจอมเทียนไม่ถึงห้ากิโลเมตร เท้าผมก็ต้องรีบแตะเบรกเมื่อจู่ ๆ ใครบางคนดันวิ่งข้ามถนนกระชั้นชิดจนเกือบโดนผมชนแล้วไหมล่ะ
“กูจัดการเอง” ข้อเสนอของไอ้ครามถูกผมปัดทิ้งรองเท้าผ้าใบสีดำก้าวลงจากรถด้วยอาการหงุดหงิดสุดขีด แต่ทุกความเคืองขุ่นกลับสลายไปเมื่อเห็นคนที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นถนนชัด ๆ ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มคล้ายเด็กผู้หญิงอยู่ในอาการช็อกสุดขีด ผมสั้นถูกมัดเป็นน้ำพุบนหัวยิ่งเผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือดชัดเจนมากขึ้นไปอีก ไหนจะน้ำใสคลอเต็มสองหน่วยตายิ่งพาให้ใจผมอ่อนยวบลงไปทุกที ฝ่ามือถึงได้เอื้อมไปตบแก้มนุ่มเบา ๆ ด้วยความตั้งใจเรียกสติคนตัวเล็กให้กลับคืนมา
เมื่อดวงตาโตกะพริบปริบ ๆ แต่เราสองคนยังคงสบตากันอยู่อย่างนั้นริมฝีปากของผมก็อดเผยยิ้มให้กับความน่ารักที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ เหมือนตุ๊กตาฉิบหายอยากอุ้มไปนอนกอดชะมัด แต่แล้วเจ้าตุ๊กตาตัวน้อยก็ถูกผู้ชายต่างวัยสองคนมาฉกชิงให้หายวับไปต่อหน้าต่อตาผมจนอดหัวเสียไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องกลับไปประจำตำแหน่งคนขับและเลือกจะหาช่องว่างให้รถตัวเองได้จอดเสียบข้างทางที่ไหนสักที่
“ไม่ไปเกาะล้านแล้วเหรอครับ”
“อืม กูอยากนั่งดูทะเลแถวนี้มากกว่า” สายตาเหมือนรู้ทันของไอ้ครามไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเขินอายแต่อย่างใดนอกจากเดินดุ่มกลับไปทางที่จดจำได้แม่นยำ พอเจอเป้าหมายความตั้งใจจะเข้าไปชิดใกล้ดันมีอุปสรรคเป็นผู้คนมากมายต่างจับจองอยู่เต็มพื้นที่ จะเหลือก็เพียงโต๊ะของเป้าหมายที่ยังมีเตียงผ้าใบอยู่บ้างเพราะงั้นคงไม่ผิดอะไรถ้าผมสองคนจะขอแบ่งที่นั่งจากเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นสินะ
“โทษทีแถวนี้โต๊ะเต็มหมดเลยพวกคุณเหลือที่นั่งตั้งสี่ตัวงั้นเราขอแบ่งสักสองตัวนะเดี๋ยวผมจ่ายค่าโต๊ะให้เอง” ขวับ เด็กหนุ่มที่ผมเห็นมันฉกเอาตุ๊กตาของผมไปต่อหน้าต่อตาถึงกับหันมามองผมพร้อมกับขมวดคิ้วยกใหญ่เลยว่ะ แล้วไงล่ะตัวเองก็ไม่พลาดจะกวาดสายตาจับจ้องมองเด็กวัยรุ่นทั้งสี่คนที่มองผมกับไอ้ครามเป็นแถวเช่นกัน
สายตาเจ้ากรรมดันหยุดแช่อยู่กับหนุ่มน้อยที่เอาแต่ก้มหน้ามองไก่ย่างบนโต๊ะราวกับมันเป็นของวิเศษยังไงยังงั้น มองทั้งที่ใบหูขาวสองข้างค่อย ๆ แดงก่ำเลยเผลอยิ้มอย่างนึกเอ็นดูไม่ได้
“พี่ไปหาแถวอื่นนั่งก็ได้นี่คะพวกเราเหมาไว้แล้วก็อยากนั่งแค่กลุ่มเราค่ะ”
“แต่เลยจากแถวนี้ไปก็ไม่มีที่จอดรถแล้วครับน้อง กว่าเฮียจะหาที่จอดรถได้มันยากพอดูเลยนะ” คำทักท้วงด้วยวาจาฉะฉานของผู้หญิงที่นั่งติดกับหนุ่มน้อยเป้าหมายของผมชวนให้สายตาตัวเองอดจดจ้องเธออย่างพิจารณาไม่ได้ อ้อเป็นฝาแฝดกันสินะมิน่าเด็กสาวถึงได้มีท่าทางหวงหนุ่มน้อยที่นั่งติดกับเธอราวกับจงอางหวงไข่เลยว่ะ นี่ถ้าโชคไม่ดีผมคงโดนเธอพ่นพิษใส่ตาไปแล้วมั้ง
“เอาเถอะน่ะพวกพี่เพิ่งกลับเมืองไทยมาไม่นานแถมยังเพิ่งเคยมานั่งหาดจอมเทียนอย่างนี้ด้วยน้อง ๆ น่าจะเห็นใจนักท่องเที่ยวอย่างพวกพี่บ้างนะ งั้นเอางี้อยากกินอะไรเดี๋ยวพี่เลี้ยงเองก็ได้แลกกับเก้าอี้สองตัวไงโอเคไหมน้อง”
“ลุงหลอกเต๊าะเด็กปะเนี่ยมุกนี้ผมเห็นจนเอียนแล้วลูกเพ่ แต่ไหน ๆ ลุงกับผมก็เป็นคนไทยด้วยกันถึงเพื่อนลุงจะหน้าครึ่งฝรั่งครึ่งไทยแต่พูดไทยจ๋าขนาดนี้งั้นพวกเราแบ่งเก้าอี้ให้ก็ได้ ผมอยากกินหมึกย่างกุ้งย่างปูนึ่งพอดีด้วยพวกมึงก็อยากใช่ปะ” การต่อรองระหว่างไอ้ครามกับเด็กหนุ่มอีกคนเรียกความขบขันได้มากจนต้องกลั้นยิ้มเลยว่ะ
เอาล่ะสิไอ้ครามเจอคู่ต่อสู้สูสีแล้วนะมึงดีว่าเด็กสาวสองคนกับหนุ่มน้อยที่เหลือยังเชื่อฟังเพื่อนอยู่บ้าง ฉะนั้นเก้าอี้ข้างกายของเด็กชายตัวบอบบางจึงถูกผมจับจองด้วยการทรุดนั่งเสียเลย
“ว่าแต่ลุงสองคนแค่ขอเก้าอี้เฉย ๆ ใช่ปะ หวังว่าไม่ได้เลยเถิดมาขอเบอร์ขอไลน์เพื่อนผมคนไหนคนหนึ่งนะดูก็รู้ว่าวัยเราห่างกันเยอะอะนะ”
“หึหึ แก่แล้วไงครับยังไงก็หน้าตาดีล่ะนะ” ไอ้เด็กปากแจ๋วยังคงยั่วโทสะของไอ้ครามถี่ยิบ เพื่อนผมก็นะมันช่างกล้าต่อปากต่อคำด้วยวาจาชวนให้ผมอดเหลือบตามองไม่ได้ มึงนี่ความมั่นใจเต็มร้อยกว่าที่คิดนะสงคราม
หมับ “เปลี่ยนที่นั่งกับเค้าเลยเล็ก”
ฟึ่บ “หึหึ” ความเคลื่อนไหวข้างตัวไหนจะคำสั่งของเด็กสาวที่เจ้ากี้เจ้าการให้คู่แฝดเปลี่ยนที่นั่งกับตัวเองเป็นเหตุผลให้ผมหัวเราะแผ่วเบาอีกครั้ง แผ่นหลังเอนนอนไปกับเตียงผ้าใบหลากสีแว่นตาสีชาช่วยผมได้มากทีเดียวเลยว่ะเปลือกตาถึงได้ปิดอย่างสนิทใจ
ความน่าแปลกใจยิ่งมีมากไปกว่านั้นคือตอนนี้ผมอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่กลับง่วงจนอยากหลับใหลไปทุกที ยิ่งได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของหนุ่มน้อยกำลังสนทนาอยู่กับคู่แฝดตัวเองความง่วงก็ยิ่งเข้ามาทักทาย สุดท้ายเลยปล่อยให้สติจางหายมลายไปกับความร้อนอบอ้าวของปลายเดือนมีนาคมเสียเลย
