บทที่ 12 4.3 ความหอมหวานของน้ำผึ้ง

มังกร Part

“สวัสดีตามรัก”

“เอ๊ะ เอ่อ สะ สวัสดีฮะ” การเข้าหาของผมคงทำให้ทั้งคู่ตกใจไม่ใช่น้อย ในขณะปากตอบรับคำทักทายของผมพวงแก้มใสของแฝดน้องที่ชื่อตามรักก็เริ่มปรากฏสีแดงแต่งแต้มทีละนิดน่ารักฉิบหายเลยว่ะ

หมับ “อ้าวทำไมมาอยู่นี่คะลุง”

“เฮียเพิ่งอายุยี่สิบหกเองเรียกเฮียก็พอมั้ง” แววตาของแฝดหญิงวาววับขึ้นมาสองแขนของเธอคว้าเอาแขนเล็กของแฝดน้องมากอดไว้ด้วยท่าทางปกป้องเต็มที่ เหมือนแม่หมาตัวน้อยชะมัดว่ะ

“วันนี้รับช็อกโกแลตปั่นหวานน้อยสักแก้วไหมครับคุณหนู”

“เฮ้ย ทำไมลุงรู้ว่าเล็กชอบกินอะไรล่ะนี่ลุงเป็นสตอล์กเกอร์เหรอ หมับ เล็กอย่าไปคุยกับลุงแกนะดูมีพิรุธยังไงไม่รู้ไหนจะรู้จักชื่อตัวเองด้วยเค้าว่ามันแปลก ๆ อะเป็นโรคจิตปะเนี่ยเราไปแจ้งพี่พนักงานกันเถอะ” พอไอ้ครามเดินมาหยุดบังทางเดินนางสาวตมิศาหรือไอติมผู้หญิงคนเดียวของครอบครัวนี้ถึงกับรีบดึงแขนแฝดผู้น้องของตัวเองให้ไปอยู่ยืนข้างหลัง สองแขนยกขึ้นมากั้นกางเอาไว้ดวงตาแข็งกร้าวท่าทางคล้ายกับว่าพร้อมจะประกาศศึกได้ทุกเมื่อเลยนะเนี่ย

“คุณมังกรกำลังทำให้น้องเขาตกใจนะครับ ขอโทษแทนเจ้านายของพี่ด้วยนะแต่เราไม่ใช่โรคจิตแน่นอน”

“ไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นเพื่อนต่างหาก อ้อเธอน่ะไม่ต้องกลัวเฮียขนาดนั้นก็ได้เฮียไม่ได้คุกคามอะไรสักหน่อยเฮียก็แค่อยากรู้จักน้องชายของเธอแค่นั้นเองอยากรู้จักตามรักจริงๆนะ” การแนะนำตัวแบบผิดๆของไอ้ครามถูกผมแก้ไขให้เข้าใจกันใหม่แล้วบอกความตั้งใจของตัวเองให้เด็กสาวรับฟังด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมากขึ้น 

อีกทั้งยังจ้องมองแฝดผู้น้องที่อยู่ด้านหลังเด็กสาวอย่างตั้งใจ นี่เป็นครั้งแรกมั้งที่ผมสบตาใครด้วยความรู้สึกจริงจังมากที่สุดแบบนี้ ดวงตาโตคู่นั้นทำเพียงแค่หลุบตามองพื้นแล้วปล่อยให้สีแดงระเรื่อเข้ามาแต่งแต้มกับใบหน้าเพื่อทำหน้าที่เป็นคำตอบกลับมาให้ผมแทน

“ขอบคุณที่อยากรู้จักหนูฮะ”

“เล็กห้ามหนูกับคนที่ไม่รู้จักนะ! ลุงก็ด้วยอายุห่างกับพวกเราเกือบจะสิบปีอยู่แล้วยังจะกล้ามาจีบเด็กรุ่นหลานอีกเหรอคะ เนี่ย ๆ ยิ่งพูดยิ่งมีพิรุธนะเนี่ย” เสียงหัวเราะของผมหลุดออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทางของแฝดหญิงที่ยกมือขึ้นมาเกาคางตัวเอง

ดวงตาคล้ายแฝดน้องเอาแต่หรี่มองผมด้วยสายตาพิจารณาเต็มที่แถมยังเดินวนรอบตัวผมอีกด้วยนะ เอาเถอะน่ะว่ากันว่าคู่แฝดมักจะสื่อถึงความรู้สึกกันได้ถ้าคิดไม่ผิดผมว่าเธอคงพอจะรับรู้ความเขินอายของน้องชายได้มั้ง เธอถึงลดทีท่าความแข็งกร้าวลงไปบ้างแม้จะแค่นิดเดียวแต่ยังดีที่เธอไม่ด่าผมปาว ๆ เหมือนที่ผมเห็นคลิปเธอด่าผู้ชายคนอื่นที่มาตามจีบคู่แฝดของเธอน่ะ

“งั้นลุงนั่งโต๊ะโน้นเราจะนั่งโต๊ะนี้ไม่ต้องมาอยู่ใกล้กันนะ ถ้าอยากรู้จักเล็กลุงก็ค่อย ๆ เข้ามาแล้วกันเพราะที่ปากลุงบอกว่าไม่ได้คุกคามเมื่อกี้น่ะมันย้อนแย้งกับพฤติกรรมนะคะ”

“โอเคงั้นเฮียจะมองอยู่ห่าง ๆ ไกล ๆ แบบนี้ก่อนเอาไว้พี่สาวของหนูตามอนุญาตเมื่อไหร่เฮียจะขยับเข้าไปใกล้ ๆ ให้เราสองคนได้รู้จักกันมากขึ้นนะครับ” กติกาเงื่อนไขของเด็กสาวเป็นสิ่งที่ผมต้องให้เกียรติและทำตามนั้นเช่นกัน

ใบหน้าเล็กผงกรับคำความแดงก่ำยังไม่จางหายไปไหนสักนิดเดียวแค่นั้นก็ทำให้หัวใจผมกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นแล้วล่ะ ส่วนที่เหลือผมได้แต่หวังว่าพี่สาวของหนูตามรักจะเปิดใจกว้างให้ผมได้เข้าไปทักทายชิดใกล้น้องชายเธอมากขึ้นอีกนิดในเร็ววันนี้ก็พอ

ดูเหมือนความตั้งใจค่อย ๆ ทำความรู้จักค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ชิดหนูตามของผมจะเป็นไปอย่างราบรื่นนะ เพราะหลังจากตกลงอยู่ในกติกาของแฝดหญิงวันก่อนรถของผมก็มีโอกาสได้ขับตามมาส่งฝาแฝดทั้งคู่จนถึงปากซอยบ้านของเขาเป็นวันที่สามแล้วล่ะ เมื่อสายตามองฝ่าฟิล์มดำทะมึนของรถไปเห็นว่าทั้งคู่เดินเข้าบ้านโดยสวัสดิภาพ เส้นทางของรถก็ถูกตั้งจุดหมายให้ขับกลับคอนโดโดยไม่คิดจะแวะที่ไหนอีกเลย

“ได้แค่นั่งมองกับขับรถตามห่าง ๆ สามวันแล้วนะครับคุณมังกร”

“แล้วไงกูไม่รีบอะไรนี่” แค่ล้อหมุนออกเขตหมู่บ้านสู่ถนนใหญ่ไม่กี่ร้อยเมตรคำถามของคนทำหน้าที่สารถีวันนี้ทำให้ผมอดหรี่ตามองไม่ได้ มันจะใจร้อนอะไรนักหนาวะขนาดผมเป็นเจ้าของเรื่องยังไม่รู้สึกรีบร้อนอะไรขนาดนั้นเลยนะ

“ผมไม่ได้รีบครับแต่ผมแค่กลัวว่ายิ่งใช้เวลานานวันเข้าเด็กคนนั้นก็จะยิ่งผูกพันกับคุณมังกรมากขึ้นกว่านี้ ถ้าถึงวันนั้นคุณตามรักคงน่าสงสารน่าดูเลย”

“ทำไมต้องสงสารในเมื่อกูไม่เคยคิดร้ายหรือคิดไม่ดีกับเขาสักนิดนี่หว่า ไม่เคยคิดตั้งแต่ครั้งแรกเจอจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคิดอย่างนั้นสักนิดเดียว” ความกังวลของไอ้ครามทำให้ผมอดท้วงขึ้นมาไม่ได้

ครืดด แต่การสั่นสะเทือนกับชื่อที่ปรากฏอยู่หน้าจอโทรศัพท์ทำให้ลมหายใจต้องถอดถอนออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายอีกครั้ง ถึงอย่างนั้นก็ยังกดรับสายที่ไม่ได้คุยกันมาร่วมอาทิตย์อยู่ดี

“เงียบหายไปเลยนะลูก”

“ผมไม่อยากโทรไปกวนแม่ต่างหากล่ะ” คำทักทายแรกของแม่ไม่แตกต่างจากหลายครั้งที่ท่านเอ่ยจนชินหู และทุกครั้งผมก็จะตอบกลับไปด้วยประโยคเดิมเช่นกันนี่ถือว่าเป็นการแสดงออกอย่างละมุนละม่อมของผมมากที่สุดแล้วล่ะ ถึงไม่ได้สนิทกับพ่อแม่มากเท่าไหร่แต่ผมไม่ได้มีอคติกับพ่อแม่ตัวเองหรอกนะ

“ไม่ใช่เอาแต่เที่ยวเล่นจนเพลินเหรอมังกร คุณลุงไม่อยู่คุมความประพฤติแบบนี้คงเที่ยวหามรุ่งหามค่ำเลยล่ะสิ”

“หึหึ มันก็มีบ้างนิดหน่อยตามประสาหนุ่มโสดไงแม่อย่างว่าแหละผมใช้เวลาทั้งชีวิตทำในสิ่งที่พ่อต้องการจนสมหวังแล้วนี่ ว่าแต่แม่มีอะไรอีกไหมถ้าไม่มีผมต้องวางสายก่อนนะพอดีขับรถอยู่น่ะ” เพราะรู้ว่าตัวเองพูดปดหางตาเลยเหลือบไปมองคนขับรถโดยอัตโนมัติ แค่เห็นมุมปากมันสั่นระริกผมก็รู้แล้วว่าไอ้ครามคงขำในคำโป้ปดมดเท็จของผมแน่ แต่ช่างเถอะมันคงขำจนชินเพราะผมก็พูดไม่จริงกับพ่อแม่มาหลายต่อหลายครั้งแล้วนี่หว่า

“จ้า ๆ ว่างเมื่อไหร่โทรหาแม่บ้างนะแม่คิดถึงนะครับ”

“ครับแค่นี้นะแม่” ตรู๊ดด ความเงียบปกคลุมไปทั่วรถอีกพักใหญ่ ถึงตัดสายไปแล้วแต่คำว่าคิดถึงของแม่ก็ยังไม่เข้าถึงใจของผมอยู่ดี แม้ว่าแม่จะพูดคำนี้มาตั้งแต่ผมเด็ก ๆ จนโตแต่เพราะแม่เอาแต่บอกคำนี้มาหลายต่อหลายครั้งบอกทั้งที่ไม่เคยทำตามถ้อยคำพูดพร่ำแล้วมันจะมีความหมายอะไรล่ะ 

ขนาดตอนเรียนอยู่เกรดหกที่อเมริกาผมถูกรถเฉี่ยวจนแขนหักแม่ก็ยังไม่เคยมาหาผมสักครั้ง จะมีก็แค่คำว่าเป็นห่วงและคิดถึงที่ส่งมาตามเครื่องมือสื่อสารแค่นั้นเอง แล้วผมจะไปนึกยินดียินร้ายกับคำว่าห่วงใยให้เสียเวลาทำไมกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป