บทที่ 13 5.1 แดงก่ำถึงหัวใจ
ตามรัก Part
ในที่สุดก็ถึงวันที่รอคอยสักที 16 พฤษภาคมวันนี้ผมได้เป็นรุ่นพี่ชั้นม.6วันแรก ความกระตือรือร้นในการไปโรงเรียนมีมากถึงขั้นลากกลางมาโรงเรียนด้วยกันตั้งแต่เช้าตรู่จนได้
ติ๊ง เนสกาแฟ : น้องตามมาโรงเรียนรึยังพี่รออยู่หน้าโรงเรียนครับ
เพิ่งจะภาคภูมิใจกับการเป็นพี่ใหญ่ในโรงเรียนได้ไม่ถึงสิบนาทีข้อความจากพี่เนสทำให้ผมชักคิดหนักแล้วสิ เอาไงดีหรือจะโทรไปปรึกษาพี่หลงดีนะแต่ปรึกษาคุณแม่ไม่ได้หรอกเดี๋ยวข่าวรั่วถึงคุณพ่ออีก
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะไม่อยากเจอพี่เนสเหรอ”
ฟึ่บ “อื้อเค้ากลัวว่าจะทำให้พี่เนสเสียใจอะกลาง” คำถามจากกลางที่ฟุบหน้าอยู่กับแขนที่พาดไปกับโต๊ะเรียนชวนให้ผมต้องไถลตัวฟุบหน้าตะแคงมองตากับพี่สาวฝาแฝด ใจเอาแต่ก่นด่าที่ตัวเองเป็นคนเลือดเย็นและใจง่ายขนาดนี้ เลือดเย็นเพราะตั้งใจจะหันหลังให้คนที่ดีกับผมมาเสมออย่างพี่เนสแม้ว่าตลอดมาผมจะเป็นคนขีดเส้นความสัมพันธ์ให้เราเป็นแค่พี่น้องกันก็เถอะ
แต่การที่ผมเปิดโอกาสให้พี่เนสก็เท่ากับเป็นการให้ความหวังเขาไม่ใช่เหรอที่สำคัญพี่เนสยังคงความเสมอต้นเสมอปลายกับผมมาตลอด ส่วนเรื่องใจง่ายน่ะเหรอเพียงแค่คิดถึงดวงตาคมกริบของผู้ชายผิวขาวจัดคิ้วเข้มใบหน้าบ่งบอกถึงความเป็นลูกครึ่งเอเชียกับยุโรปอย่างชัดเจนแม้จะพูดไทยชัดปร๋อก็เถอะ ไหนจะรูปร่างสูงใหญ่นั่นอีกดูไปดูมาน่าจะทั้งสูงทั้งบึกบึนกว่าพี่โตอีกมั้ง เพียงแค่นึกถึงเขาผมก็รู้สึกร้อนไปทั้งหน้าแล้วล่ะนี่แหละคือความหมายคำว่าใจง่ายที่ผมต่อว่าตัวเองอยู่น่ะ
“หน้าแดงอีกแล้วพักนี้หน้าแดงบ่อยจังอย่าบอกนะว่าคิดถึงลุงคนนั้นอีกน่ะ”
“อายุห่างกันแค่แปดปีเองพี่เขาไม่ใช่ลุงสักหน่อยปะไปหาพี่เนสกันเถอะ” ก่อนจะถูกกลางรุกคืบเรื่องพี่ชายคนนั้นที่ผมไม่รู้จักเขาดีนักตัวเองก็ต้องรีบคว้ามือแฝดผู้พี่ให้เดินปรี่ออกไปนอกโรงเรียนด้วยกันอีกมือพัลวันอยู่กับการจิ้มข้อความตอบกลับคนที่รออยู่ ถึงจะไม่อยากออกไปหามากเท่าไหร่แต่ความเห็นใจปนเกรงใจสั่งให้สองเท้าเดินออกไปหาคนที่ยืนฉีกยิ้มให้ผมแต่ไกลอยู่ดี
“พี่มารับไปกินข้าวเช้าน่ะกินข้าวมันไก่ดีไหม ไปเถอะเดี๋ยวคนจะเยอะ” พี่เนสเล่นมัดมือชกอย่างนี้ผมกับกลางจะปฏิเสธก็ใช่ที่ อีกอย่างคิดถึงข้าวมันไก่ร้านลุงด้วยเราสองพี่น้องเลยไม่อิดออดให้เสียเวลาติดจะเดินปรี่ไปร้านข้าวมันไก่ข้างโรงเรียนอย่างคุ้นเคยอีกด้วย
“พี่เนสได้หอรึยังฮะ”
“พี่จองหอในเรียบร้อยแล้วน่ะ” ทั้งข้าวทั้งเลือดจากจานพี่เนสถูกเจ้าตัวแบ่งมาให้ผมเกือบครึ่ง ไม่ถึงเสี้ยววินาทีข้าวในจานผมก็ถูกกลางตักใส่จานตัวเองเหมือนกัน
จึก ๆ กลืนข้าวได้เพียงสองสามคำอาการสะกิดจากใต้โต๊ะของกลางพร้อมกับมองออกไปนอกร้านชวนให้ผมเลื่อนตามองตามอย่างนึกแปลกใจ
กึก! แต่แล้วอาการชะงักงันกลับเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเพราะตอนนี้ผู้ชายที่อยู่ในความคำนึงบ่อยครั้งเขากำลังเดินหน้านิ่งเข้ามาในร้าน และเดินผ่านโต๊ะผมไปนั่งโต๊ะด้านหลังด้วยสีหน้าแววตาเฉยเมยเหลือเกิน
แค่สัมผัสได้ถึงความเฉยชาความร้อนรนก็วิ่งเข้าสู่ใจกลัวไปหมดกลัวว่าเจ้าของดวงตาคมคู่นั้นจะเข้าใจผิดไปถึงไหนต่อไหนกลัวว่าสายตาของผมจะมองไม่เห็นใครคนนี้อีก คนที่ขยันมารอผมที่โรงเรียนกวดวิชาทุกวันกลัวเขาจะโกรธเคืองจนหายหน้าไปจากกันถ้าเป็นจริงผมคงใจหายน่าดู
“อะกินเยอะ ๆ น้องตามชอบกินเลือดนี่วันนี้เปิดเทอมวันแรกจะได้มีแรงเรียน เป็นรุ่นพี่เขาแล้วต้องกินให้ตัวโตกว่านี้สิจะได้คุมน้องอยู่ไง”
“พี่เนสเทคแคร์เล็กดีจนเล็กมันเคยตัวแล้วนะคะ” ขวับ วาจาหยอกเอินแต่เสียงดังเกินเหตุของกลางคล้ายว่าเจ้าตัวอยากส่งสารไปถึงโต๊ะข้างหลัง นั่นทำให้ผมรีบเบือนหน้าหันไปมองหาเจ้าของแววตาคู่นั้นด้วยความหวังเหลือเกินว่าจะไม่ได้เห็นความเฉยชาจากสายตาของเขา แต่พอได้สบตากันผมก็ยิ่งใจแป้วมากขึ้นใบหน้านิ่งเฉยแต่คิ้วขมวดดวงตาดุดันแบบนี้สงสัยโกรธชัวร์เลย
“พี่ต้องทำคะแนนไงว่าแต่วันหยุดนี้ว่างไหมครับ”
“ไม่ว่างฮะ! อะ เอ่อ แหะ ๆ” เสียงดังเกินไปผมรู้ว่าเมื่อกี้ตัวเองเสียงดังจนไม่กล้าเหลือบมองคนทั้งร้านเพราะมั่นใจว่าทุกสายตาต้องหันมาจ้องมองทางนี้ที่เดียวแน่ ก็ตอนพี่เนสเอ่ยถามสมองมันสั่งความให้ต้องรีบปฏิเสธออกไปเองนี่นา แต่พอเห็นสีหน้าเจื่อนลงของพี่เนสความลังเลใจกลับวิ่งวุ่นเข้ามาทักทายอีกแล้ว
เฮ้อ! ไอ้ตามนะไอ้ตามทำไมต้องทำตัวเหมือนคนโลเลรักพี่เสียดายน้องอย่างนี้ ทั้งที่ตัวเองก็รู้แก่ใจว่าหัวใจมันเต้นแรงเพราะใครกันแน่น่ะ อาการเบื่อหน่ายมีมากจนฝืนกินต่อไม่ไหวข้าวมันไก่อาหารจานโปรดถูกผมกินไปแค่สามสี่คำเลยรู้สึกอิ่มตื้อแล้วล่ะ และความอิ่มกลับกลายเป็นจุกแทนเมื่อคนนั่งโต๊ะข้างหลังพากันเดินออกจากร้านโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลกันสักนิด
หมับ ริมฝีปากเผลอขบเม้มจนรู้ว่ามันเจ็บก็ตอนที่กลางวางมือมาบีบต้นขาผมแน่น มื้ออาหารแสนกร่อยเลยจบลงด้วยการโบกมือลาพี่เนสที่ทำท่ายกมือขึ้นมาเป็นสัญญาณว่าจะโทรหาอีกครั้ง
“แค่ลุงคนนั้นมาเห็นทำไมต้องทำท่าเหมือนจะตายอย่างนี้ด้วยล่ะเล็ก อย่าบอกนะว่าตัวเองกลัวลุงเขาเข้าใจผิดหรืองอนที่เขาไม่ทักเมื่อกี้น่ะนี่ขนาดยังไม่รู้จักเขาดีเล็กยังแคร์เขามากขนาดนี้เลยเหรอ อย่าให้หัวใจกับใครง่าย ๆ หรืออย่าทุ่มเทความรู้สึกตัวเองให้ใครจนไม่เป็นตัวเองอย่างนี้สิ”
“เค้าขอโทษเค้าแค่” ไม่มีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านั้นเพราะคำถามของผู้หญิงที่ยืนเท้าเอวถามด้วยน้ำเสียงเข้มท่าทีดุดันทำให้ตัวเองต้องก้มหน้าจนคางชิดอกเต็มที่ ใจเอาแต่นึกกลัวว่าตัวเองจะเป็นอย่างที่กลางพูดจริง ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมกลัวว่าหากสิ่งที่ใจต้องการมันไม่เป็นดั่งใจหวัง แล้ววันนั้นผมจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและทำให้คนรอบข้างผมเป็นห่วงมากแค่ไหนกันนะ
หมับ “ไปห้องเรียนเถอะป่านนี้ไอ้คีนไอ้หว้ามาแล้วมั้ง ส่วนเรื่องลุงน่ะยังไม่ต้องรีบคิดตอนนี้ก็ได้ขนาดชื่อของลุงเขายังไม่แนะนำให้เรารู้จักจริงจังเลย ถ้าเล็กคิดว่าตัวเองชอบเขาก็ค่อย ๆ เรียนรู้นิสัยเขาเอา จำที่ลุงโปรดเคยพูดได้ไหมถ้าคนที่ใช่ต่อให้มีอุปสรรคอะไรสุดท้ายมันก็จะใช่อยู่ดีแหละ”
“อื้อเค้าขอโทษที่ปล่อยให้ใจวิ่งเต้นไปมาจนลืมหันมามองคนที่เป็นห่วงเค้าเสมอ ขอโทษนะกลาง” แขนเล็กพอกันของกลางยกมากอดคอพาผมเดินไปทางอาคารเรียนด้วยกัน อีกทั้งคำตักเตือนปนแนะนำจากอีกครึ่งหนึ่งของผมนั่นช่วยให้ผมเบาใจขึ้นเยอะเลยล่ะ
ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีความรักสักครั้งไม่เคยรู้ว่ามันเป็นยังไงแต่ก็ใช่ว่าไม่อยากรู้จักนะ ผมเคยคิดบ่อย ๆ ด้วยซ้ำว่าใครกันจะเป็นคนในความฝันของผมใครกันจะทำให้หัวใจของผมเต้นแรงมากขึ้นกว่าเดิม พอได้เจอคนที่คล้ายจะเป็นอย่างนั้นผมเลยทำตัวไม่ถูกวิ่งเต้นไปตามอารมณ์จนใจไม่นิ่งพอ ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้จักความรักกับเขาบ้างสักครั้งไม่ว่าความรักนั้นจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับใครก็ตาม
