บทที่ 14 5.2 แดงก่ำถึงหัวใจ
ตามรัก Part
เปิดเรียนมาหนึ่งอาทิตย์สิ่งที่เหมือนเดิมคือผมมักจะเห็นรถซูเปอร์คาร์คันคุ้นตาจอดอยู่ก่อนถึงทางเข้าซอยบ้านผมทุกวัน แต่กลับไม่เห็นเจ้าของรถเลยสักครั้งและผมก็ไม่ดิ้นรนจะมองหาอีกแล้ว เป็นอย่างกลางบอกนั่นแหละขนาดชื่อเขายังไม่แนะนำให้ผมรู้จักเลยแล้วทำไมผมต้องปล่อยหัวใจให้ร้อนรนเพียงลำพังด้วยล่ะ
“น้องตามออกไปซื้อของให้แม่ที่ตลาดหน่อยอะรายการ เอ๊ะแต่ว่าต้องขับรถช้า ๆ นะถ้ามีใครบ่นว่าน้องตามขับรถไวในไลน์หมู่บ้านแม่จะไม่ให้จับกุญแจรถไปสามเดือนเข้าใจไหม”
“ฮะคุณแม่งั้นหนูจะค่อย ๆ แว้นไปนะ” ถึงจะมีคำขู่ของคุณแม่ดักคอเอาไว้ผมก็ยังยิ้มร่าได้อยู่ดีไม่ใช่การออกนอกบ้านที่ทำให้ผมกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่พอนึกได้ว่าตัวเองจะได้แว้นตามลำพังสักทีอารมณ์เลยดีขึ้นมาทันตา
“อย่าลืมนะว่าต้องขับช้า ๆ”
“โอเคฮะ” ก่อนที่กลางจะลงมาจากชั้นบนผมก็คว้ากุญแจรถกับเงินและรายการที่ต้องซื้อ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้านทันควันไม่งั้นกลางได้ตามไปแน่
“วันนี้ฉายเดี่ยวเลยนะน้องตาม แม่ให้ซื้ออะไรเยอะแยะเลยน่ะ”
“เยอะจนสาธยายไม่ได้เลยพี่กบเดี๋ยวตามไปซื้อผักก่อนนะฮะ” เยอะของผมกับพี่กบร้านขายแตงโมก็แค่ถุงหิ้วสามสี่ถุงเองนะ ว่าแล้วก็รีบปลีกตัวไปร้านผักตามรายการของคุณแม่อย่างไวขืนกลับช้าผมต้องคุณแม่มาตามถึงตลาดแน่
“ใครน่ะยาย”
“นั่นสิไม่เคยเห็นเลยนะคนนอกหมู่บ้านรึเปล่าหน้าตาดีเหมือนดาราเลยเนอะ” เสียงซุบซิบของแม่ค้าเรียกความกังขาจนอดหันไปชะเง้อมองตามคำของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดไม่ได้
กึก! มือที่ยื่นไปรับถุงผักถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักคือเจ้าของรถซูเปอร์คาร์ราคาแพงนั่นเอง ที่สำคัญเขากำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงทอดสายตาจ้องมาทางผมอีกด้วย ดีนะที่ซื้อของเสร็จเรียบร้อยเลยไม่รอช้ารีบย่ำเท้ากลับไปหามอเตอร์ไซค์คันเดิม แม้จะรู้สึกว่าเขาคนนั้นเดินตามมาห่าง ๆ ด้วยท่าทีไม่ถึงกับคุกคามแต่ก็สร้างอาการหวั่นเกรงได้อยู่ดีแหละ
เอี๊ยด!!
มอเตอร์ไซค์คันเดิมถูกขี่ออกจากตลาดไม่ถึงสองร้อยเมตรเลย รถซูเปอร์คาร์คันคุ้นตาดันขับมาปาดหน้าจนผมเกือบชนแล้วนะเนี่ย!
“ขอคุยด้วยหน่อยสิ”
“แต่หนูเอ๊ยตามต้องรีบเอาของไปให้คุณแม่ฮะ” ยังไม่ทันได้ตั้งรับกับสถานการณ์อะไรทั้งนั้นเจ้าของรถกลับเป็นฝ่ายลงมายืนขวางมอเตอร์ไซค์ของผมไว้คำร้องขอของเขาถูกผมปัดไปพอ ๆ กับคำว่าหนูรีบเปลี่ยนเป็นตามทันควันเช่นกัน ถึงอย่างนั้นทันเห็นหรอกว่ามุมปากของคนสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนกับรองเท้าผ้าใบสีดำกำลังอมยิ้มอยู่ดี ไม่รู้จะขำอะไรนักหนาใครเขาก็พูดหนูกันทั้งนั้นแหละบางทีลุงโปรดยังพูดกับคุณปู่อรรคเลย
“เฮียขอโทษครับขอโทษที่ข้ามขั้นอะไรไปหลายอย่างขอโทษที่ใจร้อน หนูตามโกรธเฮียมากเหรอ”
“โกรธทำไมเรื่องอะไรเหรอฮะ” เอาสิเรื่องปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ผมก็ทำได้ดีเหมือนกันแหละ คนตัวใหญ่กว่าผมเยอะถึงได้เดินเข้ามาอีกสองก้าวมือเรียวเอื้อมมาวางไว้บนแฮนด์มอเตอร์ไซค์ทั้งสองข้างนั่นเท่ากับเขาวางมือไว้บนมือผมเลยนะ ความร้อนจากฝ่ามือเขาทำให้ผมต้องรีบผละมือจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ทันควัน
“อืม ก็อย่างเรื่องที่เฮียหึงหนูตามวันก่อนแล้วทำเป็นเมินใส่หนูตามไงล่ะ เฮียขอโทษครับ”
“ตามกับพี่ไม่ได้รู้จักอะไรกันขนาดนั้นการที่พี่ไม่ทักทายหรือไม่สนใจตามมันไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ ถ้าไม่มีอะไรแล้วตามกลับบ้านก่อนนะเดี๋ยวคุณแม่เป็นห่วง” ตอนนี้ผมไม่ได้ใส่ใจคำอธิบายอะไรของเขาหรอกนอกจากเอาแต่ชะเง้อตามองผ่านไหล่กว้างด้วยอาการใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ขืนผมยังชักช้ามีหวังกลางหรือคุณแม่ได้ขับรถมาตามหาแล้วต้องเจอกับพี่คนนี้แน่
“เฮียชื่อมังกรส่วนประวัติเดี๋ยวเฮียจะส่งเรซูเม่ไปให้นะ อ้อเมื่อไหร่จะรับเฮียเป็นเพื่อนในเฟซสักทีล่ะขอไปเป็นอาทิตย์แล้วครับ ฟึ่บ ปะกลับบ้านเถอะเดี๋ยวเฮียขับตามไปส่ง” อาการวูบวาบเกิดขึ้นมาจนต้องรีบบิดมอเตอร์ไซค์ไปข้างหน้าทันทีที่รถของผมเป็นอิสระจากฝ่ามือเรียวคู่นั้น จะไม่ให้ผมร้อนไปทั้งหน้าได้ยังไงในเมื่อฝ่ามือข้างหนึ่งของคนที่แนะนำตัวเมื่อกี้ยกขึ้นมาขยี้หัวผมเบา ๆ แล้วจะส่งประวัติมาให้ทำไมไม่รู้ผมไม่ได้เปิดรับสมัครคนงานสักหน่อย
เอี๊ยด!
“มาแล้วฮะเดี๋ยวหนูมานะฮะ” ถึงอย่างนั้นพอมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ผมทำก็คือคว้าโทรศัพท์มาเปิดหาแอปสีน้ำเงินแล้วกดรับเพื่อนที่มีโปรไฟล์เป็นรูปมังกรและใช้ชื่อตามภาพโปรไฟล์เฉยเลย คนอะไรจะขี้เกียจตั้งชื่อขนาดนี้แถมเป็นบัญชีที่เพิ่งสร้างขึ้นมายังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ
“ดูอะไรอยู่เหรอเล็ก”
“ดูว่าวันนี้พี่อิงเคลื่อนไหวอะไรบ้างไหม” แค่ได้ยินเสียงคู่แฝดทักขึ้นมาปลายนิ้วก็ไปเร็วเท่าคำพูด ฉะนั้นหน้าจอโทรศัพท์ของผมเลยกลายเป็นหน้าไทม์ไลน์ของพี่อิงแทน แต่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของคนที่หายไปจากชีวิตพี่ชายผมอยู่ดี
“คิดถึงพี่อิงจัง”
หมับ “เค้าก็คิดถึงขนาดเราสองคนยังคิดถึงพี่อิงมากขนาดนี้เลยพี่โตคงมากกว่าพวกเราหลายเท่าเนอะเล็ก” แค่ผมหลุดปากคำว่าคิดถึงออกไปกลางก็เดินมาสวมกอดผมเอาไว้เต็มสองแขนแล้วล่ะ เรื่องราวของพี่อิงกับพี่โตถูกเราสองคนหยิบยกขึ้นมาพูดจาพร้อมกับกอดคอพากันไปหาคุณแม่ที่ครัวอีกครั้งผู้ชายที่เป็นแบบอย่างให้ผมอยากดำเนินรอยตามก็ยังคงมีคำสอนดี ๆ ให้เราสองคนเสมอ
“ทุกครั้งพอผ่านบททดสอบไปหนึ่งก้าวเราจะเติบโตขึ้นอีกหนึ่งก้าวเสมอ ลูกสองคนก็เหมือนกันสักวันลูกก็ต้องเจอบททดสอบให้ตัวเองได้เติบโตเหมือนพี่โตนั่นแหละ”
หมับ “แต่คุณพ่อกับคุณแม่จะอยู่กับพวกเราในทุกก้าวใช่ไหมฮะ” รอยยิ้มอ่อนหวานของคุณแม่คือสัญญาณยืนยันว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย คนที่จะไม่มีวันหันหลังจากพวกเราไปไหนก็คือคุณพ่อกับคุณแม่นั่นเอง
จึก ๆ “ดูนู่นสิทุกทีเห็นจอดแอบอยู่ข้างโรงเรียนแต่วันนี้ลุงแกใจกล้าเข้ามาถึงถิ่นเลยเนอะ” หมับ เช้าวันรุ่งขึ้นลุงเอ๋ยังไม่ทันจอดรถให้เราสองคนลงเลยแต่กลางดันโพล่งมาเสียงดังจนผมอดยกมือไปหยิกแขนพี่สาวฝาแฝดไม่ได้ สายตาเหลือบมองไปทางลุงเอ๋ด้วยเจตนาขัดอาการพล่ามของพี่สาว ถ้าไม่ขัดนะมีหวังกลางได้พูดล่อเป้ามากกว่านี้และแน่นอนว่าลุงเอ๋ต้องรายงานให้คุณพ่อรู้เรื่องด้วยแน่
“ขอบคุณฮะ/ค่ะ” ดีที่ลุงเอ๋เอาแต่มองหาที่จอดรถพอลงจากรถพร้อมยกมือไหว้ร่ำลาจบความระแวงก็เจือจางจนเริ่มจะหายใจคล่องขึ้นแล้วล่ะ
“เดี๋ยวสิอะเอานี่ไปด้วย”
“อะไรเหรอลุง” ยังไม่ทันได้เดินเข้าประตูโรงเรียนเลยทางเดินของเราสองคนก็ถูกผู้ชายตัวสูงชะลูดเดินมาขวางทางเอาไว้ พร้อมกับยื่นถุงกระดาษสีขาวมาให้โดยมีกลางเป็นคนออกปากถามตามเคย
“ขนมปังน่ะเอาไว้กินตอนพักเบรกเพราะมื้อเช้าคงกินข้าวมาจากบ้านแล้วมั้ง”
หมับ “งั้นติมรับแทนตามเองลุงก็รีบไปทำงานเถอะเอ๊ะหรือว่าไม่มีงานทำคะ นั่นสิจะว่าไปติมเห็นลุงป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเราเหมือนคนไม่มีงานการทำอย่างนั้นแหละ ขวับ นี่เล็กถ้าตัวเองคิดจะทำความรู้จักกับใครดูให้ดีก่อนนะว่าเขามีความรับผิดชอบมีการมีงานทำไหม ขืนคุยกับคนลอยชายไปวัน ๆ มีหวังคุณพ่อคุณแม่ได้บ่นหูชาแน่” พอเขาตอบคำถามของกลางสมองก็นึกย้อนไปถึงข้อความเมื่อคืนอย่างอัตโนมัติ เพราะก่อนนอนมีข้อความจากคนชื่อมังกรส่งมาบอกว่าจะเอาอาหารว่างมาให้ นี่สินะอาหารว่างที่ว่าน่ะ
“ขอบคุณสำหรับขนมฮะเฮียก็ไปกินข้าวไปทำงานเถอะ”
“โอเคงั้นตั้งใจเรียนนะเย็นนี้เฮียจะเอาของว่างมาให้ อืม เดี๋ยวเฮียรออยู่ร้านนมปั่นข้าง ๆ โรงเรียนดีกว่าหนูตามจะมาหาไหมล่ะ” ไม่รู้ว่าคำว่าเฮียที่ผมพูดออกไปสร้างความถูกอกถูกใจอะไรให้คนฟังหนักหนา เจ้าของใบหน้าที่สวมใส่แว่นกันแดดสีดำถึงได้ฉีกยิ้มออกมาตอนที่ผมยกมือไหว้และบอกกับเขาไป
“ไปได้แป๊บหนึ่งฮะ” เพราะเหลือบตามองฝาแฝดแล้วเมื่อไม่เห็นท่าทางคัดค้านของกลางผมเลยพยักหน้าพึมพำตอบรับคำนัดหมายนั้นไป แม้จะไม่ถอดแว่นออกแต่ยังคงเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ชายใบหน้าลูกครึ่งมีผมสีดำคนนี้ยิ่งมีความยินดีกับคำตอบรับของผมมากกว่าเดิม และนั่นคงทำให้เขาวางใจคนตัวสูงใหญ่ถึงได้เดินกลับไปขึ้นรถสักที
“หูย กว่าลุงจะไปได้เค้านี่ต้องแบกหน้าไว้กับคออย่างหนักเลยนะเล็ก คนอะไรไม่รู้แค่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนรองเท้าผ้าใบยืนเฉย ๆ ก็เป็นจุดเด่นให้คนอื่นหันมามองเป็นแถวขนาดนี้น่ะ”
“ไอ้แฝดรอด้วย! แฮก ๆ ๆ โอ๊ยเหนื่อยฉิบหาย” ยังไม่ทันได้ผสมโรงกับกลางเลยแต่เสียงโวยวายพร้อมกับอาการวิ่งกระหืดกระหอบของไอ้คีนกับลูกหว้า มายืนหอบแฮก ๆ อยู่ตรงหน้าก็สร้างเสียงหัวเราะของผมกับกลางดังขึ้นมาพร้อมกันแล้วล่ะจะตื่นเต้นอะไรนักหนาเนี่ย
