บทที่ 2 1.2 ตามรัก กุลปรีดาพงษ์

ตามรัก Part

วันเสาร์ที่เราเฝ้ารอมาถึงสักทีความดีใจอีกอย่างคือเมื่อคืนคุณแม่โทรไปชวนให้พี่อิงมานอนค้างด้วยกัน พี่อิงเองก็ตอบรับมาแล้วนั้นทำให้ผมกับกลางระริกระรี้มากกว่าเคย ว่าไปแล้วเราสองคนก็ร่าเริงเต็มที่ตั้งแต่ควงแขนพี่อิงกับคุณแม่เดินซื้อของที่ห้างแล้ว แม้กระทั่งตอนแวะกินข้าวร้านโปรดอารมณ์ยินดียังคงครอบคลุมเราทั้งคู่จนกลับมาถึงบ้านเลยล่ะ

“สิ้นปีนี้พี่อิงมาเคานต์ดาวน์ด้วยกันนะฮะ”

“ช่ายเราสองคนจะช่วยกันแต่งบ้านลุงโปรดด้วยค่ะ เอ๊ะเอางี้สินี่ก็วันที่20กว่าแล้วทำงานอีกไม่กี่วันเองงั้นพี่อิงมานอนบ้านเราแล้วไปทำงานพร้อมลุงโปรดสิคะ” ในขณะที่คุณแม่กับพี่อิงช่วยกันรื้อของที่ซื้อมาจัดเก็บไว้ในตู้เย็นบ้างครัวบ้างผมกับกลางก็พากันมานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นกลางบ้าน ปากยังพร่ำเพ้อถึงแผนการสิ้นปีนี้ให้กันและกันฟังเช่นเดียวกับสายตายังคงเฝ้ารอคอยคำตอบจากพี่อิงเช่นกัน

“ขอโทษนะน้องแฝดสิ้นปีนี้พี่อิงมีธุระน่ะเอ้าไม่หน้าบึ้งสิ หมับ ยิ้มหน่อยวัยรุ่น”

“ไม่เอาเล็กไม่ยิ้มเล็กจะงอแงจะงอนด้วย หมับ จะกอดขาอย่างนี้แหละไม่ปล่อยให้พี่อิงไปไหนหรอก กลางตัวเองมาช่วยเค้ากอดขาพี่อิงไว้เลย อึ๊บ!”

หมับ “จับแน่น ๆ นะเล็กเค้าว่าพี่อิงต้องหนีเราไปเที่ยวแน่” ไม่ใช่แค่คิ้วขมวดแต่ปากผมยังคว่ำอีกด้วย พี่อิงคงรู้ว่าผมงอนแหละนิ้วอุ่นถึงได้เอื้อมมายกมุมปากทั้งสองข้างของผมให้ฉีกยิ้ม สองแขนเลยไม่รีรอจะคว้าหมับขาขวาของพี่อิงเอาไว้กลางก็ถึงกับใช้ทั้งแขนทั้งขาล็อกขาซ้ายของพี่อิงเช่นกัน เอาสิถ้าพี่อิงจะเดินหนีไปโดยมีเราสองคนกอดขาเป็นลูกลิงอย่างนี้ก็ตามใจเถอะ

แกรก! “ทำอะไรกันวะแมงทั้งหลาย”

“อ้าวลูกสมุนทำไมต้องทำตัวเป็นกุญแจคล้องแข้งขาพี่อิงอย่างนั้นล่ะ เอ๊ะมีสัมผัสพิเศษอะไรรึเปล่าเนี่ย” ถึงจะเห็นว่าประตูหลังบ้านถูกเปิดเข้ามาโดยลุงโปรดและพี่หลงแต่ผมกับกลางก็ยังกอดขาพี่อิงอยู่อย่างนั้น ขนาดได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากคุณแม่เราก็ยังไม่ปล่อยสักทีจะมาคลายอ้อมแขนลงก็ตอนที่ตงิดใจในบางคำของพี่หลงนี่แหละ

ไม่เพียงแค่นั้นแววตาของพี่หลงก็ยิ่งจุดชนวนความสงสัยให้เพิ่มกว่าเดิม อาการคล้ายคันปากของพี่หลงแบบนี้แสดงว่าน้าหลงหรือที่เราสองคนชอบเรียกพี่หลงต้องอยากคุยฟุ้งเรื่องอะไรบางอย่างแน่ ๆ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเพราะพี่หลงเอาแต่จิ๊ไปจิ๊มาจนความอยากรู้พลุ่งพล่านมากขึ้น เลยต้องกลั้นใจปล่อยมือจากการกอดขาพี่อิงแล้ววิ่งปรู๊ดปร๊าดไปจูงพี่หลงมานั่งโซฟาโดยมีตัวเองนอนหนุนตักอยู่หน้าทีวีแทน

“พี่หลงอยากกระซิบอะไรไหมฮะ”

“กระซิบอะไรไม่มีนี่พี่หลงไม่ใช่คนชอบเล่าเรื่องชาวบ้านสักหน่อยไม่เคยเล้ย” ผู้ชายวัยเลขสี่ตัวโตกว่าผมนิดหน่อยแต่หน้าตาน่ารักมากที่สุดและมีผมหน้าม้าเหมือนผมพูดโพล่งขึ้นมา แต่แววตาลุกลี้ลุกลนปนกับเสียงสูงอย่างนี้ยิ่งน่าสงสัยที่สุดเลยล่ะ

ฟึ่บ หมับ “คืนนี้มานอนกับเราไหมคะพี่หลง”

“นั่นสิพี่หลงมานอนกับหนูนะฮะเราจะได้วิดีโอคอลไปหาพี่โตไง” กลางเป็นอีกคนที่วิ่งตึงตังมาซบตักมือสวมกอดเอวพี่หลงเอาไว้ เอ๊ะทำไมพอพูดถึงพี่โตแววตาพี่หลงถึงลังเลและสลดลงนะไม่ได้การแล้วล่ะต้องมีอะไรแน่ ๆ

“น้าหลงทั้งรักทั้งเป็นห่วงพี่โตมากที่สุดไม่ใช่เหรอฮะ”

“นั่นสิถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงน้าหลงต้องบอกเราก่อนอยู่แล้วเนอะ” ลางสังหรณ์บางอย่างกระตุ้นให้ผมเอ่ยวาจาดักทางเอาไว้ คำว่าน้าหลงที่เราสองคนใช้เรียกขานทำให้ดวงตาคู่นั้นยิ่งมีแววครุ่นคิดมากขึ้นไปอีก ไม่กี่อึดใจพี่หลงก็หันหน้าไปมองทางคุณแม่กับพี่อิงที่กำลังช่วยกันทำกับข้าวอยู่ในครัว

พรึ่บ! บางอย่างจากแววตาของพี่หลงทำให้ผมต้องวิ่งกลับเข้าไปในห้องพี่โต หมับ โทรศัพท์ถูกคว้ามากดโทรหาพี่ชายทันที

ตรู๊ด ๆ “จะอ้อนเอาอะไรถึงโทรมาได้น่ะ”

“เล็กโทรหาพี่โตเกือบทุกวันมีแต่พี่โตนั่นแหละไม่สนใจเล็กเลย อ๋อไม่ใช่สินอกจากเรื่องเรียนกับเรื่องแฟนแล้วพี่โตคงไม่สนใจใครสิเนอะ” มันเป็นความน้อยใจด้วยแหละเลยยอกย้อนไปอย่างนั้นเพราะพักหลังมานี้พี่โตไม่ค่อยสนใจผมกับกลางเลยพอรู้อยู่หรอก ว่าการเรียนแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พี่โตวุ่นวายจนไม่มีเวลาอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะเรียนอย่างเดียวนี่แต่เพราะแฟนด้วยแหละ

“เล็กก็รู้ว่าพี่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเรามากที่สุดนะ”

“โอเคงั้นสิ้นปีนี้ถ้าไม่ได้เข้าเวรโรงพยาบาลก็กลับบ้านนะพี่โตเล็กจะชวนพี่อิงมาด้วยเราจะได้ฉลองวันปีใหม่ด้วยกันไง ตอนนี้พี่อิงก็อยู่บ้านเรานะคืนนี้เราจะนอนห้องพี่โตด้วยแหละ” เงียบกริบเลยแฮะนี่ก็ผิดปกติมาก ๆ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้พี่โตคงบ่นว่าทำไมต้องให้มานอนที่ห้องพี่โตหรือคงมีปฏิกิริยาอะไรที่แสดงถึงความไม่พอใจให้ได้เห็นไปแล้ว แต่วันนี้พี่ชายของผมกลับเงียบไปไม่ดุไม่บ่นไม่ทักท้วงอะไรเลยด้วย

“ขอโทษนะเล็กสิ้นปีนี้เห็นทีจะไม่ได้เล็กก็รู้ว่าเทศกาลทีไรหมอคือคนที่ต้องเตรียมพร้อมและประจำอยู่โรงพยาบาลตลอดนี่นา ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวหมอเล็กเข้าใจใช่ไหม”

“อื้อน้องเข้าใจก็ได้แต่ถ้าพี่โตว่างเมื่อไหร่ต้องรีบกลับมาหาน้องนะน้องคิดถึงฮะ” พอได้รับคำสัญญาจากพี่ชายความวางใจจึงมีได้บ้าง แต่ถ้าพี่โตไม่กลับมางั้นผมจะพาพี่อิงไปหาที่โรงพยาบาลก็ได้ผมเป็นน้องชายผมมีสิทธิ์ไปหาพี่ชายได้ทุกเวลานี่นา

“แอบมาคุยโทรศัพท์กับหนุ่มเหรอแมงนกเงือก หมอสัสลูกมึงซุ่มคุยกับผู้ชายอยู่น่ะ!”

อึ๊บ!ฟอด “หนูไม่ได้ทำอย่างนั้นสักหน่อยฮะคุณพ่อลุงโปรดใส่ร้ายหนูฮะ ฮ่า ๆ ๆ ลุงโปรดอย่าสะบัดเดี๋ยวหนูตกจากหลัง ฮ่า ๆ ๆ ไม่เอาลุงโปรดอย่าทำอย่างนี้หนูจะตกแล้วนะ!” หมับ พอลุงโปรดเดินเข้ามาในห้องแค่เห็นผมถือโทรศัพท์ลุงสุดที่รักก็ตะโกนฟ้องคุณพ่อจนผมต้องกระโดดขี่หลัง

ริมฝีปากกดแนบแก้มสากแรง ๆ ไปหลายทีสองมือรีบโอบคอลุงโปรดไว้แน่นเพราะลุงโปรดไม่ฟังคำของผมเลย คนตัวใหญ่แรงเยอะเอาแต่สะบัดผมที่เกาะอยู่บนหลังจนจะร่วงไม่ร่วงแหล่อยู่แล้ว

หมับ “ถ้าลูกกูตกลงมาหน้าแหกมึงโดนเผาบ้านแน่ไอ้โปรดสัส จุ๊บ น้องตามไม่ต้องไปใกล้มันหรอกเดี๋ยวมือหยาบ ๆ ของมันจะทำให้ลูกชายของพ่อเป็นรอยนะคะ”

ฟอดด “คุณพ่อน่ารักที่สุดเลยฮะ” คุณพ่อที่เดินมาสมทบในห้องรีบยื่นสองมือมาตวัดตัวผมไปโอบอุ้มเอาไว้เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย ริมฝีปากเลยไม่รอช้าจะกดจูบลงกับแก้มสากของคุณพ่อซ้ำ ๆ ผู้ชายคนนี้ทั้งรักทั้งห่วงผมยิ่งกว่าชีวิตของเขาอีก

“ไอ้สัสปากบอกว่าสอนลูกชายให้เป็นคนแมน ๆ เตะบอลกอดคอแดกเบียร์กันแต่มึงนั่นแหละคะขากับลูกชายตัวเองทุกวัน ถ้าวันไหนมันเอาลูกเขยเข้าบ้านก็ไม่ต้องไปโทษใครหรอกนะ”

“ไอ้โปรดสัสไอ้ปากเหี้ยลูกชายกูแมนทั้งแท่งจะให้เตะปากมึงตอนนี้ยังได้เลยหรือจะลองวะ!” สองมือที่กอดคอซบหน้าลงกับไหล่ของคุณพ่อรีบยกขึ้นมาปิดหูเพราะเสียงคุณพ่อตะโกนให้พรลุงโปรดลั่นบ้านจนหูแทบดับอยู่แล้ว ขนาดลุงโปรดเดินหัวเราะออกจากห้องนอนพี่โตไปแล้วคุณพ่อก็ยังไม่หยุดด่าจนผมต้องโอ๋แล้วโอ๋อีก ลมหายใจฟึดฟัดถึงได้คลายความคุกรุ่นลงไปบ้าง

“น้องตามของพ่อจะมีลูกสะใภ้น่ารัก ๆ กับหลานตัวเล็ก ๆ ให้พ่อเยอะแยะเต็มบ้านเลยใช่ไหมลูก”

“ฮะ ๆ หนูจะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองให้คุณพ่อเลี้ยงจนแก่เลยฮะ ฟอด ๆ แต่คุณพ่อต้องอึ๊บไว้อย่าโกรธเลยนะ โอ๋ ๆ โกรธมากจะหน้าแก่ไวเอานะหนูอยากให้คุณพ่อทั้งหนุ่มทั้งหล่อไปรับที่โรงเรียนจนถึงตอนหนูเรียนมหาลัยเลย” แววตาหวั่นไหวของคุณพ่อแปรเปลี่ยนเป็นมั่นคงทีละนิดไม่เพียงแค่นั้นรอยยิ้มเต็มสองแก้มของคุณพ่อทำให้ผมสบายใจขึ้นมาบ้าง

ใบหน้าถึงได้เอนไปซบลงกับไหล่สองมือกอดรอบคอพ่อเหมือนที่สองแขนของพ่อยังช้อนอุ้มผมเหมือนเด็กน้อย ริมฝีปากตัวเองเลยยกยิ้มขึ้นมาบ้างก็ตอนนี้เพลงแต่งงานของคุณพ่อกับคุณแม่ถูกคุณพ่อฮัมขึ้นมา สองขาแข็งแรงพาผมเดินออกไปข้างนอกทั้งที่ยังโอบอุ้มผมเอาไว้

ส่วนในใจเหรอผมรู้ดีว่าถ้อยคำที่ปลอบโยนคุณพ่อเมื่อกี้ผมอาจจะทำมันไม่ได้ แน่ล่ะแม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่มั่นใจว่าตัวเองชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ ในเมื่อตอนนี้สองตาของผมยังไม่มีใครที่ดวงตาอยากจับจ้องและเฝ้ามองเขาตลอดเวลาเหมือนคุณพ่อจ้องมองคุณแม่เลยนี่นา ไม่แน่นะตลอดชีวิตของผมอาจจะไม่มีใครเลยสักคนก็ได้

อีกอย่างตอนนี้ผมเป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตให้สมกับวัยของตัวเองเต็มที่ก่อน ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าผมอาจจะได้สบตากับคนที่ทำให้ผมอยากเฝ้ามองหาเขาก็ได้ และถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายผมก็จะมองผ่านเรื่องเพศไป เพราะสำหรับผมแล้วความรักไม่ได้อยู่ที่เพศที่วัยแต่ความรักมันอยู่ที่ใจเราอยากอยู่กับใครคนนั้นไปตลอดชีวิตต่างหากล่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป