บทที่ 6 2.3 หัวใจเต้นรัว

ตามรัก Part

โรงเรียนปิดเทอมได้อาทิตย์กว่าไอ้คีนกับลูกหว้าเพื่อนสนิทของเราก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนเราสองคนไปเที่ยวพัทยา ดีว่าคุณแม่อนุญาตเพราะเป็นทริปไปกลับอีกทั้งยังให้มากับลุงเอ๋ที่เราเคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง สายวันที่ 25 มีนาคมเราห้าคนรวมถึงลุงเอ๋เลยมาเริงร่าอยู่พัทยาเรียบร้อยแล้ว

“เรามาถึงโดยสวัสดิภาพและได้ที่นั่งเรียบร้อยค่ะคุณแม่ ตอนนี้กลางกับเล็กเดินมาซื้อไก่ย่างส้มตำกันค่ะเล็กมันร้องงอแงจะกินตั้งแต่อยู่บนรถแล้วค่ะ”

“ตัวเองก็อยากกินซุบหน่อไม้เหมือนกันแหละกลาง” ดีนะวันนี้เป็นวันธรรมดาคุณพ่อเลยไม่อยู่บ้านไม่งั้นคุณพ่อคงบอกให้เราเปิดวิดีโอคอลทั้งที่เรากำลังยืนอยู่ข้างรถส้มตำริมหาดจอมเทียนแน่

“จะกินอะไรก็อย่ารสจัดกันมากนะลูกระวังท้องไส้ด้วยอากาศยิ่งร้อน ๆ อยู่”

“รับทราบค่ะคุณแม่เดี๋ยวเราโทรไปใหม่นะคะ”

“ครับ ๆ อย่าลืมโทรไปบอกพ่อเขาด้วยล่ะไม่งั้นเขาจะเป็นห่วงเอา” ระหว่างยืนรออาหารคำบอกกล่าวของคุณแม่ทำให้เราต้องรีบต่อสายหาคุณพ่ออีกคน แต่คิดว่าคุณพ่อไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่หรอกเพราะผมเห็นอยู่ว่าคุณพ่อขยันโทรหาลุงเอ๋บ่อยจะตาย แต่กว่าจะวางสายได้อาหารที่สั่งก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แค่เห็นสารพัดเมนูในจานพลาสติกผมก็เผลอยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรก ๆ แล้วล่ะเยอะขนาดนี้จะถือไปยังไงไหวเนี่ย

“เดี๋ยวให้ไอ้คีนกับลูกหว้ามาเอาที่เหลือเองแล้วกันเค้าหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย”

“เหอะ! ทำเป็นบอกคุณแม่ว่าเค้าร้องจะกินนั่นกินนี่ที่แท้ตัวเองนั่นแหละ ตอนแวะปั๊มเค้าบอกให้หาขนมรองท้องก่อนก็ไม่เอาเองช่วยไม่ได้” อาการงอแงของพี่สาวเห็นแล้วอดเบ้ปากไม่ได้ แต่ก่อนจะเดินกลับเตียงผ้าใบที่มีเพื่อนนั่งอยู่ผมยังคว้าเอาไก่ย่างข้าวเหนียวน้ำตกหมูไปแวะให้ลุงเอ๋อยู่ดี

“กินข้าวก่อนฮะลุงเอ๋เล็กชวนไปนั่งด้วยกันก็ไม่ไปไม่รู้ห่วงอะไรกับรถเนี่ย”

“มีแต่เด็ก ๆ ทั้งนั้นลุงนั่งดูทะเลตรงนี้ดีกว่าคุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงลุงนะครับ” เมื่อสุดจะกล่อมลุงเอ๋ต่อได้เลยต้องเดินถือจานกลับไปหาเพื่อนที่รออยู่อีกครั้งก่อนกลางจะบ่นหิวมากกว่านี้

“เรากำลังถูกมองอยู่ไหมเค้ารู้สึกว่ามีใครไม่รู้จ้องมองเราอยู่อะ”

“เขาก็มองเราทั้งนั้นแหละตัวเองเล่นใส่เสื้อสายเดี่ยวเอวลอยขนาดนี้น่ะ นี่ถ้าคุณพ่อเห็นนะมีหวังโดนหยิกเนื้อเขียวแน่” ทำไมผมจะไม่รู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่มองเราสองคนล่ะส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราสองคนหน้าตาคล้ายกันมากจนถ้าจ้องมองดี ๆ ก็จะรู้ว่าเราสองคนเป็นฝาแฝดกัน แต่ถ้ามีมารยาทมากพอจะมองผ่านก็แค่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

“ติมตามมึงสองคนเปลี่ยนมาใส่กางเกงขายาวดีไหม เอ๊ะไม่ต้องก็ได้มันยุ่งยากไปมานี่มึงสองคนนั่นแหละ”

หมับ “ทำอะไรเนี่ยลูกหว้ากูเป็นผู้ชายจะผูกผ้าคลุมให้ทำไมเนี่ย” จะไม่ให้ผมโวยวายได้ยังไงในเมื่อพอวางจานอาหารการกินบนโต๊ะได้ลูกหว้าก็ดึงแขนผมให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนประถมคว้าเอาผ้าคลุมผืนบางมาผูกเป็นปมให้ที่เอวจนเหมือนผมใส่กระโปรงยังไงไม่รู้ ไม่เพียงแค่นั้นกลางก็โดนทำไม่ต่างกันเลย

“ก็คนเขามองขามึงสองคนทั้งหาดแล้วเนี่ย ถ้ามึงสึกหรอแค่นิดเดียวกูสองคนได้โดนพี่ชายกับพ่อมึงตามไปเล่นงานยับถึงบ้านชัวร์”

“นั่นสิไอ้ตามไม่ต้องอ้าปากเถียงเลยกูรู้ว่ามึงคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายแต่หัดยอม รับความจริงบ้างเถอะว่ามึงเป็นผู้ชายที่เอวบางร่างน้อยกว่าผู้หญิงอย่างไอ้หว้าซะอีก แถมไม่มีกล้ามเนื้อสักนิดใครจะไม่มองวะเพราะงั้นมึงจะมาใส่กางเกงสั้นแค่คืบแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะตัวผู้ทั้งหลายอัตราส่วนการมองมึงกับไอ้กลางก็พอ ๆ กันนั่นแหละ” ผมไม่ได้จะเถียงไอ้คีนเรื่องสรีระตัวเองสักหน่อย รู้หรอกว่ารูปร่างหน้าตาผมกระเดียดไปทางแฝดผู้พี่แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นผู้ชายนะจะมาให้นุ่งผ้าคลุมอะไรแบบนี้เห็นทีไม่ไหวมั้ง

“เออ ๆ ช่างเถอะมึงสองคนไปเอากับข้าวเลยรถขายส้มตำจอดอยู่ใกล้ ๆ ลุงเอ๋นั่นแหละ”

“เดี๋ยวเค้าไปกับไอ้คีนเองกลางกับลูกหว้ากินกันเถอะ หมับ ลุกสิคุณคีริน” ว่าแล้วผมก็รีบคว้ามือไอ้คีนให้เดินมาด้วยกันผมเป็นผู้ชายอย่างน้อยควรจะเทคแคร์ผู้หญิงอย่างที่คุณแม่สอนมาบ้างสิ ถึงจะรู้ว่ามีสายตาของหลายคนมองตามแต่ก็ช่างเถอะเราไม่สามารถห้ามสายตาใครได้เหมือนที่ไม่สามารถห้ามความคิดใครได้ แค่อย่าก้าวก่ายหรือล้ำเส้นกันก็พอ

“รอตรงนี้ก่อนนะคีนกูไปซื้อผ้าเย็นกับน้ำแป๊บ”

“ข้ามถนนดี ๆ ล่ะมึง” ก่อนจะถึงรถส้มตำผมดันเปลี่ยนจุดหมายเป็นร้านสะดวกซื้ออีกฝั่งของถนนเสียก่อน ที่ไอ้คีนไม่เกาะติดผมเป็นเพราะตามันเอาแต่สาละวนมองตามคนกลุ่มหนึ่งอายุน่าจะไม่ห่างจากพวกเราล่ะมั้ง แค่เห็นมันมองตาเป็นมันอย่างนั้นก็รู้ว่าสายตามันโฟกัสไปที่ขาของพวกเธอแน่ ๆ ระวังเข้าเถอะมันจะโดนปลาห้าหัวจากผู้ชายที่มากับพวกเธอเหล่านั้นประเคนแจกให้สักที ถึงจะหมั่นไส้เพื่อนยังไงแต่ของกินของใช้ที่ผมตั้งใจซื้อไปให้ลุงเอ๋โดยเฉพาะผ้าเย็นกับน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบก็ถูกหิ้วออกจากร้านสะดวกซื้ออย่างรวดเร็วดังใจเช่นกัน

เอี๊ยด!!

แต่เพราะสองไม้สองมือเต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรัง อีกทั้งสองตายังเอาแต่ชะเง้อหาไอ้คีนทำให้ไม่ทันดูรถที่ขับมาจากอีกฝั่งจะรู้ตัวอีกทีรถเก๋งคันหนึ่งก็เกือบปะทะเข้ากับตัวผมเสียแล้ว อาการตกใจสุดขีดแขนขาอ่อนแรงจนฝืนยืนไม่ไหวเลยต้องทรุดนั่งอยู่บนพื้นพร้อมข้าวของตกเกลื่อนกลาดเกิดขึ้นทันควัน ยิ่งสายตากวาดมองไปรอบตัวเห็นรถราจอดนิ่งอยู่กับที่บางคันมีบีบแตรเสียงดังสนั่น ความตกใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรก่อนดี

“สวัสดี แปะ ๆ เฮ้ หนูน้อยเจ็บตรงไหนบ้างครับ”

เฮือก! “ฮะ เอ่อ ไม่เป็นไรฮะขอโทษด้วยนะที่ผมวิ่งตัดหน้ารถของคุณ” สิ่งที่ทำให้ผมเคลื่อนไหวได้อีกครั้งคือฝ่ามือที่เอื้อมมาตบแก้มผมเบา ๆ ดวงตาเอาแต่จ้องหน้าผู้ชายผิวขาวจัดใบหน้ามีแว่นสีชาสวมใส่ไว้ แล้วลวดลายมังกรตัวใหญ่เต็มแขนนั่นอีกที่ทำให้หัวใจผมเต้นถี่รัวจนกลัวว่ามันจะดังออกมาให้เขาได้ยิน

ยิ่งเห็นมุมปากของผู้ชายคนนั้นยกยิ้มขึ้นมาหัวใจผมก็ยิ่งเต้นระรัวมากขึ้นจนไม่กล้าขยับตัวไปไหน แม้จะเห็นว่าสองมือของคนปลายนิ้วเรียวสวยกำลังหยิบข้าวของของผมที่หล่นบนพื้นมาใส่ถุงให้แต่ผมยังคงทำได้แค่นั่งตัวแข็งทื่อมองเขาอยู่อย่างนั้น ไอ้ตามเอ๊ยไอ้ตามจะปล่อยไก่ไปถึงเนี่ย!

หมับ “คุณหนูเป็นยังไงบ้างครับเจ็บตรงไหนไหม”

หมับ “กูบอกมึงแล้วว่าข้ามถนนให้ดูรถไงไอ้ตามรัก! พี่ด้วยเกือบชนเพื่อนผมไหมวะมันไม่ใช่มดนะพี่ อีกอย่างถนนแคบแค่เนี่ยรถก็เยอะผมรู้ว่ารถพี่มันแรงแต่ไม่เห็นต้องขับเร็วในสถานที่แบบนี้ก็ได้ปะ” อาการตัวแข็งของผมถูกลุงเอ๋กับไอ้คีนวิ่งหน้าตั้งมาช่วยกันหิ้วปีกให้ลุกขึ้นยืนคนละข้าง แต่เพื่อนผมไม่ยอมความไงมันเลยหันไปต่อว่าผู้ชายผิวขาวจัดคนนั้นด้วยน้ำเสียงชวนตีเสียเลย

“เฮ้ยคีนกูผิดเองไม่ต้องไปว่าพี่เขาหรอกขอโทษอีกครั้งนะฮะ” ก่อนจะเป็นเป้าสายตาเพราะอยู่กลางถนนไปนานกว่านี้ผมก็ต้องรีบไหว้ขอบคุณผู้ชายที่ยังนั่งยอง ๆ ปัดฝุ่นออกจากแข้งขาให้ผมเป็นพัลวัน แม้แว่นสีชาจะปกปิดไม่ให้เห็นว่าดวงตาคู่นั้นมองมาด้วยความรู้สึกยังไงแต่หัวใจผมยังคงเต้นแรงจนต้องคว้ามือลุงเอ๋กับไอ้คีนคนละข้างแล้วรั้งให้เดินกลับไปที่เตียงผ้าใบด้วยใจเต้นรัวกว่าทุกที

ตึก,ๆ ๆ รอยยิ้มกับน้ำเสียงทุ้มยังคงติดหูติดตาจนอดยกมือขึ้นมาจับหัวใจไม่ได้เลยล่ะ สงสัยผมจะตกใจกับเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่หายมั้งหัวใจเลยไม่ยอมหยุดเต้นแรงสักที

“ทำไมหน้าแดงล่ะเล็กร้อนเหรอแล้วเมื่อกี้ที่ถนนมีอะไรกันน่ะได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดเสียงบีบแตรซะลั่นขนาดนั้น”

“ไม่รู้สิเค้าไม่ทันได้มอง” ถึงปากจะพูดกับคู่แฝดแต่สายตาไม่วายเหลือบไปมองไอ้คีนกับลุงเอ๋เพื่อเป็นสัญญาณขอร้องให้คนทั้งคู่อย่าพูดอะไรออกมา ขืนเรื่องที่ผมเซ่อซ่าเมื่อกี้เข้าหูแฝดผู้พี่คนนี้มีหวังผมได้โดนด่าตลอดทริปจนถึงกลับบ้านแน่ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป