บทที่ 7 3.1 อาเลสซานโดร อินซากี หวัง

มังกร Part 

ชีวิตของผมตั้งแต่จำความได้จนถึงวันนี้ในวัยยี่สิบหกปีสิ่งที่ผมถูกหลายคนพูดย้ำใส่หูทุกวันจนจำได้ขึ้นใจก็คือ ผมคืออาเลสซานโดร อินซากี หวัง เป็นบุตรชายอีกคนของอัลบาโน อินซากี หวัง นักธุรกิจลูกครึ่งอิตาลีจีนที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออิตาลีตระกูลของพ่อก็ยังเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในประเทศซึ่งสามารถชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและบางประเทศได้อย่างเด็ดขาดเผลอ ๆ ตระกูลอินซากี หวัง ยังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในระดับโลกด้วยมั้ง

หลายครั้งผมถึงเห็นตามข่าวไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นไปในทิศทางไหนมักจะมีตระกูลอินซากี หวัง อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น แตกต่างจากนางชีรณัฐ อัศวภัชรกุล มารดาผมเธอเป็นเพียงหญิงชาวไทยคนหนึ่งที่ไม่มีความยิ่งใหญ่หรือเส้นสายใด ๆ ทั้งนั้น ครอบครัวของเธอมีเพียงพี่ชายคนเดียวที่มีชื่อเสียงพอตัวอยู่บ้างแต่ลุงก็ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลทางด้านใดทั้งนั้นเช่นกันนั่นทำให้เรื่องราวในครอบครัวเราวุ่นวายยุ่งเหยิงเพราะเมียนับสิบแถมลูกอีกสิบกว่าคนของพ่อนั่นเอง

แต่ก็นั่นแหละไม่ใช่แค่เรื่องคนในครอบครัวไหนจะเรื่องธุรกิจอีกเพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนบนโลกนี้จะวางตัวอยู่บนความขาวสะอาดได้เต็มร้อยหรอกน่ะ ยิ่งเป็นธุรกิจครอบครัวของผมด้วยฉากหน้าแม้ว่าจะถือครองหุ้นบริษัทอื่นและพื้นฐานธุรกิจครอบครัวคือเจ้าของบริษัทขนส่งทั้งทางบกทางน้ำทางอากาศ ไหนจะบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่สำคัญคือบริษัทผลิตและส่งออก-นำเข้าอาวุธสงครามให้กับทั่วทุกมุมโลก แต่แท้จริงแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นตระกูลอินซากี หวัง กลับถือครองธุรกิจสีดำหลาก หลายอย่างจนบางครั้งผมยังนึกหวั่นไหวกับสิ่งที่ครอบครัวของตัวเองเป็นเลย

เพราะงั้นที่ผ่านมาผมถึงใช้ชีวิตโลดโผนได้ตามใจต้องการไม่ว่าจะกินเที่ยวดื่มปาร์ตี้กับใครต่อใครมากมาย แม้กระทั่งจะใช้ชีวิตสนุกสุดโต่งหรือเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยังไงก็ได้ โดยมีเงื่อนไขเดียวจากพ่อที่ผมต้องทำให้ได้นั่นคือผมต้องมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเกเรมากแค่ไหนแต่ต้องไม่ทิ้งการเรียนนั่นทำให้ผมในวัยยี่สิบห้าปีสามารถคว้าปริญญาตรีสองใบโทสองใบและเอกอีกหนึ่งใบให้ที่บ้านได้สมใจ 

รางวัลอีกอย่างที่เคยต่อรองกับทางบ้านไว้เลยถูกผมทวงขอโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ สุดท้ายแล้ววันที่ 5 มกราคมในวัยเริ่มต้นของปีที่ยี่สิบหกผมก็ได้รับอนุญาตตามคำขอสักทีนั่นคือการมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยดั่งใจหวัง ที่ผ่านมาแม้จะปักหลักอยู่จีนกับอเมริกาหรืออิตาลีเป็นส่วนมากแต่สถานที่เดียวที่ผมยึดมั่นว่าเป็นบ้านก็คือบ้านของลุงในเมืองไทยนี่แหละ

“มาอยู่อย่างนี้พ่อแม่ไม่ว่าเอาเหรอดราก้อน”

“เฮ้อ ถ้ายังเรียกผมว่าดราก้อนอีกผมจะไปหาซื้อบ้านอยู่เองจริง ๆ นะ” ลุงของผมอายุห่างจากแม่มากนักห่างจนเป็นน้ากับหลานยังได้เลยคงไม่ต่างจากพ่อกับแม่เพราะท่านทั้งคู่ก็อายุห่างเป็นรอบทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ลุงต่างจากคนทั้งคู่คือลุงเป็นคนทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่คอยตามไปดูแลผมเกือบทุกที่ก็ว่าได้ ตั้งแต่เล็กจนโตคุณลุงคนนี้แหละเป็นคนอยู่ข้าง ๆ ผมทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ผม เป็นผู้คอยสั่งสอนผมทุกอย่างอย่างที่พ่อแม่ควรจะทำ กระทั่งภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำที่พูดอยู่ตอนนี้แม้จะขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกไปบ้างแต่ผมก็ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กจากลุงเช่นเคย

“หึหึ เออ ๆ มังกรก็มังกรว่าแต่เมื่อไหร่พ่อแกจะเลิกยื่นมือไปสอดแทรกเรื่องราคาน้ำมันสักที ดูราคาน้ำมันโลกเมื่อเช้ามันขัดกับราคาน้ำมันสิงคโปร์เยอะไปนะทั้งที่ช่วงนี้ไม่มีอะไรเป็นเงื่อนไขให้ราคาผันผวนแท้ ๆ”

“พอเถอะลุงยิ่งพูดผมยิ่งปวดหัวอุตส่าห์รีบมาไทยเพราะจะหนีพ่อแท้ ๆ” ไวน์ยี่ห้อโปรดถูกไอ้ครามรินใส่แก้วยื่นให้ผมกับลุงแล้วมันก็เลี่ยงไปยืนด้านหลังเราสองคน จนผมต้องเป็นฝ่ายปรายตามองมันถึงได้ถอนหายใจแล้วกลับมานั่งหย่อนขากับระเบียงไม้หลังบ้านเคียงข้างผมแทน

“ไอ้ครามมันเป็นอย่างนี้ทุกทีจนผมไม่อยากอยู่กับมันแล้วนะ ลุงเอามันมาอยู่ด้วยเถอะน่าเบื่อฉิบหาย”

“หึหึ เรื่องนี้ลุงก็เบื่อเหมือนกันไม่รู้ว่ามันจะเคร่งในหน้าที่ไปทำไม ในเมื่อลุงบอกแล้วบอกอีกว่าแกสองคนอยู่อย่างเพื่อนอย่างพี่น้องอย่างครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ” ถึงผมกับลุงจะประสานแรงกันต่อว่าต่อขานไอ้ครามหรือสงครามชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนหน้าตาไทยแท้แม้จะอยู่ต่างประเทศเป็นเงาตามตัวของผมตั้งแต่เด็กก็เถอะ 

แต่ผู้ชายวัยเดียวกับผมใช่ว่าจะใส่ใจคำตอบเพราะมันทำเพียงหัวเราะเบา ๆ แต่สายตากลับทอดมองยังท้องฟ้ายามราตรีเสียอย่างนั้นน่าถีบฉิบหายว่ะ ก่อนจะหมั่นไส้ลงมือลงไม้กับเพื่อนซึ่งอยู่ในหลายสถานะผมก็เลือกจะหันไปสนทนากับชายสูงวัยดีกว่า เส้นผมแซมด้วยสีขาวผิวพรรณบ่งบอกถึงการใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มายาวนานของลุงเห็นแล้วชวนให้ความหวาดหวั่นแทรกซึมเข้ามาบาง ๆ ความกลัวเพียงอย่างเดียวบนโลกนี้ที่ผมมีก็คือกลัวสูญเสียผู้ชายสูงวัยคนนี้แหละ

“ถ้าลุงไม่อยู่ก็อย่าก่อเรื่องอะไรล่ะ”

พลั่ก! “ไอ้ครามมึงดูลุงมึงเลยเขาจะหนีไปเที่ยวกับรักแท้อีกแล้วนี่แหละที่เขาว่าเห็นแฟนดีกว่าลูกหลานน่ะ ว่าแต่แฟนลุงไปไหนล่ะตั้งแต่กลับมาผมยังไม่เจอเลยนะ” เห็นเงียบขรึมและเป็นคนมีชื่อเสียงระดับโลกในสาขาอาชีพหนึ่งอย่างนี้ แต่ลุงมีคนรักเป็นผู้ชายนะแถมยังเป็นรักเดียวในใจที่ลุงพูดให้ฟังอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย ดีนะสุดท้ายแล้วลุงก็ได้คนคนนั้นกลับมาอยู่ข้างกายจนได้ รอยยิ้มอบอุ่นจึงเผยขึ้นมาให้ผมได้เห็นจากใบหน้าของชายสูงวัยที่ผมรักมากกว่าพ่อกับแม่เสียอีก

“เอาไว้วันหนึ่งถ้าหลานมีใครคนนั้นหลานจะรู้ว่าต่อให้ต้องต่อสู้กับคนหลายพันล้านคน หรือต่อให้เราใช้ชีวิตอยู่บนคมมีดมากเท่าไหร่เราก็จะไม่รีรอต่อสู้เพื่อใครคนนั้นแม้แต่วินาทีเดียวเลย”

“หึหึ ผมจะได้เจอเหรอคนที่ทำให้ผมคิดแบบนั้นได้น่ะในเมื่อผมไม่เคยมีความศรัทธากับคำว่ารักเลย ลุงก็รู้นี่ว่านอกจากลุงแล้วผมไม่มีต้นแบบของความรักที่ดีให้ตัวเองได้ซึมซับเลยนี่นา” ทุกคำของผมไม่ได้เกินจริงสักน้อย

สายตาเลื่อนหนีจากแววตาอาทรของลุงไปมองท้องฟ้าสีมืดเหมือนไอ้ครามอีกคน มันไม่ใช่ความน้อยใจไม่ใช่ความโกรธเคืองเรื่องอลหม่านของครอบครัวใหญ่ที่ตัวเองเป็นสมาชิกหนึ่งในนั้น แต่นี่คือความจริงที่ว่าผมไม่เคยศรัทธากับความรักสักนิดเพราะผมไม่เคยมองเห็นสิ่งเหล่านั้นเลย อีกอย่างผมไม่เคยคิดว่ารักแท้เพียงหนึ่งเดียวมันมีอยู่จริงด้วยซ้ำไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป