บทที่ 9 3.3 อาเลสซานโดร อินซากี หวัง

มังกร Part

เตร่ไปมาอยู่เมืองไทยได้สองเดือนกว่าตอนนี้ผมชักจะเบื่อกับการเที่ยวทั่วไทยเสียแล้ว กรุงเทพจึงเป็นสถานที่ให้เราปักหลักตั้งแต่ต้นมีนาคมจนนี่ก็กลางเดือนมีนาคม อุณหภูมิความร้อนของเมืองไทยส่งผลให้ความเบื่อหน่ายเข้ามาทักทาย สุดท้ายเลยพร้อมใจกับไอ้ครามพากันมากินข้าวที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งโดยมีเรื่องหุ้นกับกองทุนที่ตัวเองลงทุนไว้เงียบ ๆ เมื่อหลายปีก่อนจนตอนนี้มันทำเงินให้มหาศาลพอสมควรมาเป็นหัวข้อสนทนาในมื้ออาหารแทน

“เอาไปซื้อบ้านสักหลังสิผมว่าคุณมังกรน่าจะชอบบ้านมากกว่าคอนโดนะ”

“ไม่เอาว่ะกูชอบอยู่บ้านลุงมากกว่า” แม้พื้นที่บริเวณบ้านลุงจะมีอาณาเขตกว้าง ขวางต่างจากตัวบ้านไม่ได้ใหญ่โตเป็นคฤหาสน์เหมือนบ้านพ่อ แต่ตรงนั้นก็เป็นสถานที่เดียวในโลกที่ผมรู้สึกอุ่นใจพอจะเรียกว่าบ้านได้นี่หว่า การสนทนาเลยจบลงด้วยการตัดเรื่องซื้อบ้านทิ้งไปในตอนที่ก้าวออกจากร้านอาหารพอดี

กึก! “หือ? มึงว่านั่นผู้หญิงหรือผู้ชายวะ”

“น่าจะเด็กผู้ชายครับทำไมเหรออย่าบอกนะว่าจะแอ้มเด็กน่ะ ดูก็รู้ว่าคุณมังกรห่างกับน้องเขาหลายปีอยู่นะจะเป็นเฒ่าหัวงูเหรอเดี๋ยวก็โดนข้อหาพรากผู้เยาว์หรอก” เมื่อหางตาเห็นภาพวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งแต่มีเพียงคนเดียวที่สะดุดตาเป็นเหตุให้ผมถึงกับชะงักเท้า นิ้วชี้จึงยื่นไปยังเป้าหมายพร้อมกับเอ่ยถามคนข้างกายไปด้วย 

แล้วดูคำตอบของไอ้ครามสิน่าตบกะโหลกฉิบหายถึงอย่างนั้นสายตาก็อดหันไปจดจ้องหนุ่มน้อยคนนั้นอีกครั้งไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแต่ผมแค่คิดว่าเด็กผู้ชายคนนั้นมีอะไรบางอย่างน่าดึงดูดใจให้มองตามหลังชะมัด ในชีวิตผมใช่ว่าจะไม่เคยเจอผู้ชายที่มีเสน่ห์นะเรียกว่าผมเคยโชกโชนกับคนพวกนี้มาไม่น้อยไปกว่าผู้หญิงก็ได้แต่ไม่มีใครเหมือนเด็กคนนี้สักคน ที่สำคัญผมไม่ได้แก่เป็นเฒ่าหัวงูสักหน่อยผมกับมันก็อายุพอ ๆ กันเพิ่งจะยี่สิบหกต้น ๆ ด้วยซ้ำ

“กูก็แค่ถามดูเฉย ๆ ไปเหอะ” เมื่อเบื่อจะต่อปากต่อคำกับมันไหล่สองข้างกลับยกขึ้นแล้วเป็นฝ่ายหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองทิศทางนั้นอีกเพราะไม่มีอะไรให้ผมต้องสนใจต่อ เด็กมันแค่น่ารักน่ามองและผมก็แค่มองเหมือนผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ทำแค่มองเฉย ๆ ไม่ได้คิดอยากจะตามไปสานสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น เพราะในโลกใบนี้มันกว้างใหญ่และมีผู้คนให้ผมได้พบปะอีกมากมายส่วนเด็กน้อยคนนั้นเราคงเดินสวนกันครั้งเดียวแค่นั้นเอง

เพราะความร้อนอบอ้าวของเมืองไทยบวกกับความอยากเปลี่ยนทัศนียภาพเป็นเหตุผลทำให้ไม่กี่วันต่อมาผมเลือกจะพาตัวเองไปเสพกลิ่นอายทะเล และเมืองพัทยาคือเส้นทางที่ผมเลือกไปเยือนอีกครั้ง

“นายใหญ่โทรมาครับ”

“อืม” เพิ่งผ่อนคลายไปกับการว่ายน้ำได้สองรอบเองปลายรองเท้าผ้าใบของไอ้ครามก็มาโผล่อยู่ริมสระเพื่อบอกกล่าวเรื่องที่ชวนให้ถอนหายใจลึก ๆ แล้วโหนตัวขึ้นจากสระเดินกลับไปคว้าผ้าเช็ดตัวสีขาวมาเช็ดหัวเอื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่าปลายสายจะรอไหวไหมจนไอ้ครามยื่นเครื่องสื่อสารบางเฉียบให้นั่นแหละผมถึงยอมรับมาคุยสักที

“สวัสดีครับ”

“แกจะอยู่ที่นั่นอีกนานเท่าไหร่” ประโยคแรกของภาษาไทยแปร่ง ๆ คล้ายจำใจเจรจาส่งผลให้มุมปากอดแสยะยิ้มไม่ได้ ความทรงจำของผมที่มีต่อพ่อมาตั้งแต่เด็กคือพ่อเป็นคนแข็งกร้าวเด็ดขาดชอบเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่เสมอ แต่พอผมทำตามสัญญาที่ให้คือเรื่องเรียนซึ่งพ่อถูกใจหนักหนาแถมการที่ผมจบก่อนเกณฑ์อีกด้วยนั่นยิ่งเพิ่มความชอบใจให้พ่อยกใหญ่ แต่ในความชอบใจนั้นยังมีความจำใจจากพ่อตามมาอีกด้วย สองเดือนกว่ามานี้พ่อจึงเป็นฝ่ายโทรมาจี้ถามผมด้วยคำเดิม ๆ จนอดขำไม่ได้เลยว่ะ

“ผมบอกแล้วไงว่าผมเรียนมาหนักเรียนโดยไม่ได้พักด้วยซ้ำ พอผมทำตามที่พ่อต้องการได้สมบูรณ์แบบจนถูกใจพ่อแล้วงั้นผมควรมีเวลาชดเชยเวลาที่ขาดไปให้ตัวเองบ้างสิอย่าบอกนะว่าพ่อจะให้ผมรีบไปทำงานน่ะ ลูกหลานมีตั้งหลายคนเรียกว่ามีทั่วทุกมุมของโลกคอยช่วยงานพ่ออยู่นี่งั้นก็ใช้ลูกหลานคนอื่นบ้างเถอะ”

“แล้วแกต้องการเวลาพักผ่อนนานเท่าไหร่ล่ะ ความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่แค่เรียนจบอย่างเดียวนะมังกรต่อให้แกได้ปริญญาสิบใบแต่ถ้ายังร่อนไปเร่มาอย่างนี้ชีวิตแกก็ไม่มีความหมายอะไรหรอกเกิดมาทั้งทีควรมีชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมายซะบ้าง” วาจาสั่งสอนแกมสั่งของพ่อเรียกว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาผมเลยมั้งก็ผมได้ยินประโยคพวกนี้มาตั้งแต่ยังไม่สิบขวบด้วยซ้ำไป หลายครั้งเมื่อพูดคุยกันตามเครื่องสื่อสารพ่อก็คอยแต่ตอกย้ำเรื่องพวกนี้อยู่ร่ำไปอาจเป็นเพราะพ่อคือลูกคนเล็กของตระกูลด้วยมั้ง 

เมื่อยี่สิบปีก่อนพอปู่เสียโดยไม่มีใครได้ตั้งตัวตระกูลผมก็เกิดสงครามย่อม ๆ ขึ้นมาจากลุงป้าน้าอานั่นแหละ และพ่อเลือกจะจัดการมันอย่างเงียบเชียบเช่นกันเพียงไม่นานความวุ่นวายของตระกูลจบลงด้วยการที่มีพ่อผมเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งหลายซึ่งก็คือตระกูลของบรรดาเมียพ่อและแต่ละคนมีอิทธิพลไม่ใช่น้อยทั้งนั้น จะมีก็แค่แม่ผมคนเดียวที่ไม่มีอิทธิพลใดพอจะช่วยเพิ่มบารมีให้พ่อผมเลย แต่แม่ดันได้เป็นผู้หญิงที่พ่อเลือกจะจดทะเบียนสมรสด้วยนั่นทำให้ผมโดนแม่ ๆ ที่เหลือหลายคนกับพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันไม่ชอบขี้หน้าเราสองแม่ลูกเท่าไหร่นัก

“มังกรแกฟังที่พ่อพูดไหมเนี่ย”

“พูดมาสิครับ” ดูเหมือนการเงียบไปของผมจะทำให้อีกฝ่ายฉุนขึ้นมาแล้วสิ บุหรี่บนโต๊ะเลยเป็นตัวช่วยให้ผมใจเย็นขึ้นมาอีกนิดด้วยการพ่นควันสีเทาให้ล่องลอยไปตามสายลม สายตาเหม่อมองท้องทะเลสุดลูกหูลูกตาด้วยความอยากรู้ว่าปลายเส้นของขอบฟ้านั้นจะมีใครสักคนรอผมอยู่บ้างไหม

“เฮ้อ เอาเป็นว่าอย่าชดเชยเวลานานนักล่ะแกยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ”

“ผมไม่ใช่ลูกชายคนโตไม่มีอะไรให้ต้องรับผิดชอบมากมายนี่ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะ” ตรู๊ดด เป็นความตั้งใจที่จะตัดบทสนทนาแล้วตัดสายทิ้งไปขืนยังคุยต่อพ่อคงพาผมเข้าสู่หัวข้อเรื่องที่พ่อต้องการแต่นั่นไม่ใช่ความต้องการของผมนี่หว่า โทรศัพท์เครื่องบางเฉียบเลยถูกโยนทิ้งไว้บนเบาะกลมสีขาวตัวใหญ่อย่างไม่ไยดี

ตู้มม!!

แรงปะทะของน้ำในสระที่ตัวเองพุ่งหลาวลงไปไม่ได้ช่วยให้ใจผมคลายความหงุดหงิดลงสักนิดเลยว่ะ พอโผล่หน้าขึ้นมาจากสระสีฟ้าแสนสวยดวงตาเลยตวัดมองหาท้องทะเลสุดลูกหูลูกตาเป็นอันดับแรก อย่างน้อยการได้มองสถานที่ที่ไม่มีผู้คนก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นล่ะนะ

“กี่โมงแล้ววะคราม”

“จะสิบโมงแล้วครับคุณมังกรหิวรึยังผมจะได้สั่งอาหารให้” เรื่องปากท้องไม่ใช่สิ่งที่ผมให้ความใส่ใจ แต่เวลาสิบโมงนั่นเท่ากับว่าผมแหวกว่ายอยู่ในสระนี้ร่วมสองชั่วโมงแล้วสิ

“ไม่ต้องหรอกไปหาข้าวกินแถวหาดดีกว่า เมื่อคืนกูคุยกับลุงลุงบอกว่าแถวหาดจอมเทียนมีร้านอาหารอร่อยเยอะนี่มึงเลือกมาสักร้านแล้วกัน” หลังจากสั่งความผมก็พาตัวเองเดินดุ่มจากสระมุ่งตรงสู่ลิฟต์เพื่อกลับห้องพักสักที การว่ายน้ำสองชั่วโมงของผมเกือบจะฆ่าความเบื่อหน่ายได้แล้วเชียวถ้าไม่มีสายจากพ่อมาทำให้หงุดหงิดเบา ๆ เสียก่อน เฮ้อ เอาเถอะหวังว่าการมาพัทยาในรอบนี้ผมจะได้เจออะไรดี ๆ บ้างก็แล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป