บทที่ 1 คำนำ+ตอนที่ 1 บันทึกรักสีเทา 1

คำนำ

เมื่อนางตามล่า...แต่เขาตามรัก

นางตามล่าเพื่อความแค้นของนางได้รับการสะสาง

เขาตามรักเพื่อความแค้นของนางได้รับการขัดขวาง

หากนางไม่ยินยอม 

เขาจะจับนางปล้ำจับกดติดเตียง

‘เจ้าต้องรู้ไว้ว่ารูปโฉมของเจ้าคืออาวุธ

พิฆาตคนได้โดยไม่ต้องใช้ดาบ’

พบกับการตามล่าล้างแค้นแบบน่ารักๆ

กับการตามรักแบบมุ้งมุ้งกุ้งกิ้ง


บทนำ

หากจะมีบุรุษสักคนหนึ่งที่จะรักปักใจกับใครได้มากมายและยาวนานก็คงต้องยกให้เขาคนนี้

นางเป็นสตรีที่เขารักปักใจมาเนิ่นนาน ความปรารถนาในตัวนางย่อมมีมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่เขาก็พยายามข่มกลั้นเก็บกดมันเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อเขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับนาง ได้พบเจอกันจนกระทั่งได้พูดคุย ถึงแม้ว่าจะมิได้พูดคุยกันดีๆ แต่เขาก็ไม่สามารถห้ามใจของตนมิให้ก้มหน้าลงกดจูบนาง หอมแก้มนาง

ม่านนี ดรุณีสาววัยสะพรั่งเติบโตมาอย่างเดียวดายในป่าใหญ่ลึกลับด้วยความคับแค้นแน่นอกรอโอกาสเพื่อสะสาง

ถึงแม้จะยังอ่อนต่อโลกหล้าอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาล หนทางแก้แค้นยังคงยากนัก หากแต่นางจะฟันฝ่าไปให้จงได้

เฟยหมิง บุรุษหนุ่มผู้มีรักปักใจ หากนางจะออกล่าคล้ายเหยี่ยวตัวเมีย เขาจะเป็นพญาเหยี่ยวตัวผู้กางปีกขัดขวาง หากนางเป็นแม่เสือร้ายตัวเมีย เขาจะเป็นพ่อเสือร้ายตัวผู้กางกรงเล็บเพื่อตะปบนาง

โลกภายนอกช่างน่ากลัวยิ่งนัก ข้าจักขัดขวางนางทุกทาง 


ตอนที่ 1 บันทึกรักสีเทา

ณ หน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง

มีพื้นดินที่แข็งแรงลักษณะยาวยื่นออกไปจากร่มไม้ของภูเขาสูงเพื่อรับแสงแดดทอประกายร้อนแรงแผดเผาและรับสายลมรุนแรงด้วยความสูงของมัน

บนหน้าผาสูงชันนี้กำลังปรากฏร่างงามๆ ของสตรีผู้หนึ่ง นางผู้ซึ่งมีวงหน้าที่งดงามหาตัวจับได้ยาก เรียวคิ้วโค้งเว้า ดวงตาเรียวสวย ริมฝีปากได้รูปสีแดงสด ผิวพรรณนวลเนียนดั่งหยกสลัก

ผมสีดำขลับปล่อยสยายทิ้งตัวลงกรุยกรายไปตามแรงลมจนระเต็มแผ่นหลังบอบบาง ทุกอย่างช่างงดงามผิดกับอาภรณ์ที่สวมใส่ นางแต่งกายด้วยอาภรณ์เก่าๆ ขาดๆ สีหม่นหมอง ไม่ต่างจากดวงตาแววซึม

นางนั่งอยู่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย ตรงหน้าผาสูงชันด้วยใบหน้าเรียบเฉยแววตาสงบนิ่งคล้ายกับวิญญาณล่องลอย กำลังเทเหล้าออกจากจอกตรงตำแหน่งของป้ายหน้าหลุมศพ อย่างเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง

เมื่อเทเหล้าจนหมดจอกจึงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นด้วยแววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ใดๆ หญิงสาวหยิบบันทึกเล่มเก่าที่มีสีของกระดาษออกเหลืองค่อนไปทางขุ่น

เนื่องจากมันผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน

นานยิ่งกว่านางที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี

ในบันทึกเล่มนี้ได้เขียนบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกทั้งหมดที่ผ่านมาเกี่ยวกับเจ้าของป้ายวิญญาณตรงหน้าได้เป็นอย่างดี เจ้าของบันทึกมีนามว่า หลิวม่านเซียง สตรีผู้งดงามปานล่มเมือง ซึ่งก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของนางนั่นเอง

หญิงสาวมีนามว่า ม่านนี

ไม่มีชื่อสกุลรองรับ เนื่องจากว่าตระกูลของนางถูกฆ่าล้างตระกูลไปแล้วจนหมดสิ้นเมื่อครั้งที่นางเป็นแค่ร่างเล็กๆ อยู่ในครรภ์มารดา

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ม่านนีจึงเปิดบันทึกของมารดาออกอ่านอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับ

ในบันทึกของมารดานั้นได้บันทึกทุกอย่างทุกช่วงเวลาเอาไว้เป็นอย่างดี แม้แต่คำพูดที่มารดากำลังสนทนากับบิดาก็ถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ

ม่านนีกวาดสายตาคู่งามที่ตัวอักษรทุกตัวอย่างใจเย็น 

ตัวอักษรเหล่านั้นถูกเขียนเอาไว้ด้วยลายมืออันสวยงามมีเอกลักษณ์ของมารดา เจ้าของหลุมศพตรงหน้าม่านนี

‘ข้าหยางจื้อเฉิงยินดีที่ได้รู้จักแม่นาง’

เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ยิ่งนักเอ่ยทักทายข้าที่กำลังยืนหลบมุมอยู่ภายในอุทยานของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองของวังหลวง ข้าที่ออกจากจวนตระกูลหลิวมาแค่ครั้งแรกจึงไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่ทว่ากับองค์ชายสี่นามว่าหยางจื้อเฉิงกลับลดตัวมาทักทายข้าอย่างนี้ช่างเป็นบุญของข้ายิ่งนัก

ข้าตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หม่อมฉัน หลิวม่านเซียง เพคะ”

นั่นคือการพบกันครั้งแรกของพวกเรา ซึ่งนำมาซึ่งการนัดพบเจอกันอีกหลายครั้งหลายคราจนเกิดความสัมพันธ์เกินห้ามใจในครั้งต่อมา

โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของแคว้นหยางเป่ยที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่โตที่สุดรโหฐานที่สุดเหมาะสำหรับพวกสตรีและบุรุษสูงศักดิ์ใช้เป็นที่นัดหมายพบปะเจอะเจอ เรานัดพบกันในนั้น หลังจากที่ได้นัดเจอกันมาแล้วหลายครั้งหลายคราที่โรงน้ำชานอกเมือง

ภายในห้องพักห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยมแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เราสองใช้สำหรับนัดพบกันเพื่อบอกรักกันอย่างซาบซึ้งตราตรึงใจ

ในเมื่อความรักมันกำลังท่วมท้นล้นใจพวกเราจึงเลือกที่จะกระทำอย่างนี้ ใครไหนเลยจะห้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้ได้แม้แต่ใจของข้าเอง

‘ข้ารักเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง ข้ารักเจ้า’

เสียงกระซิบกระซาบของ หยางจื้อเฉิง ที่กำลังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์อยู่บนเรือนร่างงดงามของข้าเมื่อข้าได้ตัดสินใจยินยอมยามเมื่อเขาไม่อาจห้ามใจ

’ข้าก็รักท่าน จื้อเฉิง ข้ารักท่าน รักเหลือเกิน’

ข้าตอบกลับไปด้วยความรู้สึกจากใจจริง

‘มีเพียงเจ้าที่ข้ารัก ข้าอยากแต่งงานกับเจ้าเหลือเกิน ม่านเซียง’

เขาบอกกล่าวแก่ข้าว่าอย่างนั้น น้ำเสียงของเขายามเอ่ยคำนั้นช่างนุ่มนวลน่าฟังเหลือเกิน

‘ข้าเองก็เช่นกัน จื้อเฉิง ข้าอยากแต่งงานกับท่าน แค่ท่านที่ข้าจะยอมแต่งงานด้วย’

ข้าตอบกลับไปด้วยใจที่คิดเช่นนั้นจริงๆ

ม่านนีอ่านบันทึกของมารดามาถึงตรงนี้ นางละสายตาออกจากบันทึกเล่มนี้แล้วมองเหม่อไปยังทิศทางอันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตาด้วยสายตาว่างเปล่าเฉกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

บทถัดไป