บทที่ 10 ตอนพิเศษ เรียกข้าว่าเฟยหมิง 1

เขาได้แอบเห็นสตรีนามว่า ม่านเซียง ได้รับการช่วยเหลือจากทหารนายหนึ่ง และเขาก็ยังคงไม่บอกกล่าวแก่ใครออกไป

หลังจากศึกนองเลือดได้จบลง ตระกูลหลิวทั้งหมดตายในกองเพลิงพร้อมกับจวนของพวกเขาที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง

และไม่นานต่อมา องค์ชายสี่หยางจื้อเฉิงก็ขึ้นครองราชย์ โดยมีเสด็จพี่เหม่ยเหลียนของเขาเป็นฮองเฮา

หลังจากนั้นเขาก็เดินทางกลับไปยังแคว้นเว่ยและอยู่ที่แคว้นเว่ยเสียหลายปี

แต่ทว่า...

เรื่องราวของสตรีนามว่าหลิวม่านเซียงยังคงคาใจ

เมื่อเขาโตขึ้นจนเป็นชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดย่างเข้าสิบแปดปี

เขามักจะออกเดินทางท่องเที่ยวโดยไม่สนใจใคร ไม่สนใจงานราชกิจช่วงชิงเอาหน้าเอาตา เขาชอบชีวิตอิสระ ไม่ชอบเรื่องของขั้วอำนาจอะไรทั้งนั้น จนได้ฉายาว่าเป็นองค์ชายเจ้าสำราญ

เขาได้เดินทางท่องเที่ยวข้ามแคว้นมาจนเจอกับป่าใหญ่แห่งนี้ และได้บังเอิญเจอเข้ากับดรุณีน้อยนางหนึ่ง

นางมีใบหน้าพริ้มเพรางดงามอ่อนหวาน คิ้วสวย ดวงตาเรียวโต ผิวพรรณขาวนวลเนียนดั่งหยกสลัก ถึงแม้จะแต่งกายด้วยอาภรณ์เป็นผ้าเนื้อหยาบสีหม่นทั้งเก่าทั้งขาดแต่ก็ไม่สามารถบดบังความงามของนางได้แต่อย่างใด 

นางคล้ายกับพรายงามในป่าลึกลับ คล้ายกับของหายากที่เขาช่างโชคดีได้ประสบพบเจอ

นางกำลังจับปลาอยู่ในลำธารอย่างคล่องแคล่วว่องไว

เขาแอบมองนางจากบนต้นไม้อยู่ไม่ไกล

ยามนั้นนางน่าจะอายุได้แค่สิบขวบ

นางยังเป็นเด็กเล็กนัก นางอาศัยอยู่กับมารดาของนางเพียงลำพังในป่าใหญ่แห่งนี้

มารดาของนาง...

หลิวม่านเซียง

หากเขาไม่แอบตามนางมาอย่างนึกสนุกจนเจอเข้ากับบ้านของนางและแอบได้เห็นมารดาของนาง

เขาคงไม่อาจจะรู้ได้ว่านางเป็นใคร 

นางเป็นธิดาคนแรกของหยางจื้อเฉิง

นางเป็นถึงราชธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเป่ยหยาง

หลังจากนั้นเขาจึงเดินทางมาคอยวนเวียน มาสอดส่องดูแลสองแม่ลูกอยู่ห่างๆ มิได้แสดงตัวตนแต่อย่างใด

ยามเมื่อมีบุคคลแปลกตาที่อาจจะเป็นภัยใกล้เข้ามาถึงตัวพวกนางสองแม่ลูก เขาจึงคอยขับไล่ให้ห่างไกล

เขาแอบสืบจนล่วงรู้ว่า ในวันที่เกิดเหตุนองเลือดครั้งนั้น ทหารที่ได้แอบช่วยเหลือสองแม่ลูกคู่นี้เอาไว้เป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่นามว่าเทียนฉิน และต่อมาท่านแม่ทัพผู้นั้นก็ตายไปจากศึกสงครามครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน

จนต่อมาในวันหนึ่งมารดาของสตรีนางนั้นได้ล้มตายไปอีกคน คงเหลือไว้แค่นางที่ยังคงยืนหยัดที่จะอาศัยอยู่ในป่าใหญ่เพียงลำพัง

ในยามนั้นนางอายุเพียงสิบสี่ปี

ในขณะที่เขาอายุได้ยี่สิบสองปี

เขาได้เฝ้ามองนาง แอบมองนางเติบใหญ่จากเด็กหญิงวัยเยาว์จนเข้าวัยดรุณีและวัยสาวสะพรั่งทีละเล็กทีละน้อย

จนใจชายเช่นเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนไป

เขาที่เป็นชายหนุ่มโตเต็มวัยแล้วได้มองเห็นนางเจริญเติบโตมีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กหญิงตัวน้อยรูปร่างผอมบางตัวเล็กทรงกระบอก นางเริ่มเปลี่ยนไป จากที่ไม่มีอะไรก็มีขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ 

ส่วนเว้าส่วนโค้งของนางทำเขาหวั่นไหวในใจไม่เบา


ยามเมื่อนางยังเด็กนางช่างงดงามแล้ว เมื่อยามนางโตเต็มวัยนางยิ่งงามล้ำ ดวงตาของนางเรียวสวยทอประกายสดใส คิ้วโค้งได้รูป จมูกน้อยๆ ตั้งตรงเชิดรั้น ริมฝีปากของนางสีสวยหวานจับใจ ผิวพรรณของนางขาวนวลเนียนละเอียดลออน่าสัมผัสน่าลูบไล้ เวลานางแย้มยิ้มช่างตราตรึงได้ใจ

สัตว์น้อยใหญ่ในป่าช่างน่าอิจฉาสิ้นดี เขาเห็นนางหยอกล้อกับพวกมันออกบ่อยไป การกระทำอย่างนั้นของนางทำเขานึกหวาดหวั่นเกรงจะไปฆ่าฟันพวกมันให้หมดป่า

นั่นจึงทำให้เขายิ่งไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนออกไปด้วยกลัวว่าจะไม่อาจห้ามใจกับอารมณ์บางอย่างที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้หากว่าได้ใกล้ชิดกัน 

และไม่นานต่อมา นักฆ่าล่าค่าหัวสูงวัยรายหนึ่งได้เดินทางหลบหนีทางการมาจนมาเจอบ้านกลางป่าที่นางอาศัยอยู่

นักฆ่ารายนั้นได้เดินทางมาเจอเข้ากับเขาที่เป็นดั่งปราการคอยปกป้องนางอยู่

พวกเราได้ตกลงกันถึงการรับนางเป็นศิษย์เพื่อประสิทธิ์ประสาทวิชาให้นางเพื่อความปลอดภัยและความอยู่รอดของนาง แลกกับการได้เงินจำนวนหนึ่งไปตั้งตัวยังดินแดนห่างไกลไร้ทางการติดตาม

และมันก็เป็นดังที่เขาคาดคิด เมื่อทั้งสองพูดคุยกันถูกคอจึงตกลงกันเป็นศิษย์อาจารย์ในเวลาเพียงไม่นาน

นางได้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ต่างๆ จากอาจารย์ของนางที่เป็นนักฆ่าระดับตำนาน ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้นางได้อยู่รอดมาโดยตลอดแม้ว่าจะเป็นแค่สตรีตัวเล็กๆ กลางป่าใหญ่

การฝึกฝนผ่านไปถึงสองปีในยามนั้นนางอายุได้สิบหกปีและไม่นานนักฆ่าท่านนั้นก็จากไป

เหลือนางคนเดียวในป่าแห่งนี้อีกครา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป