บทที่ 9 ท่านเป็นใครกันแน่ 2
อืม...อันที่จริงก็น่าแปลกที่นางบังเอิญได้เจอกับเขาในป่าใหญ่
เขามาทำอะไรในป่านี่ ดูท่าทางเขาจะคุ้นชินกับทิศทางในป่าแห่งนี้เป็นอย่างดีเสียด้วย
น่าแปลกยิ่ง!
ม่านนีคิดอย่างนั้นอยู่ในใจ พลางเดินตามร่างสูงใหญ่ของบุรุษตรงหน้าไปอย่างใจเย็น
“นี่ท่าน” นางเรียกเขาเสียงเบา
เขาถึงกับหยุดเดินก่อนปรายสายตามองมาทางนางนิ่งงันหาได้ขานรับหรือส่งเสียงอันใดไม่
แต่อย่างน้อยเขาก็ถึงกับหยุดเดินเพื่อรอฟังว่านางจะกล่าวสิ่งใด
“ท่านมาทำอะไรในป่านี่”
และคำถามของม่านนีก็ทำเอาบุรุษตรงหน้าถึงกับชะงักไป
ชะงักทำไม?
ม่านนีถามในใจ
“ท่าทางของท่านดูจะรู้จักป่าแห่งนี้เป็นอย่างดี ท่านเคยมาบ่อยหรือ แล้วทำไม...” ม่านนีหยุดคำเพียงเท่านั้น หากว่าเขาเคยมาป่าแห่งนี้บ่อยจริงดังนางสงสัย แล้วทำไมนางไม่เคยเจอเขา
น่าแปลกยิ่งนัก
เขาเป็นใครกันแน่
ม่านนีถามตนเองอยู่ในใจพลางจ้องหน้าเขานิ่งๆ เพื่อหยั่งเชิง สายตาหวานใสของนางพลันเปลี่ยนไปเป็นสายตาคมเฉี่ยวคล้ายเหยี่ยวจ้องตะครุบเหยื่อ
เขาเองก็ไม่แตกต่าง
สายตาของเขาที่เดิมทีคล้ายกับพญาเหยี่ยวอยู่แล้ว ในยามนี้ก็พลันเปลี่ยนไป คล้ายกับเป็นสายตาคมดุของราชสีห์กระนั้น
อา...นางเริ่มไม่ไว้ใจเขาเสียแล้ว
ม่านนีเริ่มคิดได้อย่างนั้นพลางเปลี่ยนท่าทีทั้งหมด
“ท่านเป็นใครกันแน่” ม่านนีถามออกไปพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมดุของเขาอย่างเข้มข้น
บุรุษตรงหน้ายืนเงียบงันไร้ซึ่งเส้นเสียงใดๆ
ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันนิ่งๆ เนิ่นนานไร้วาจาอีกอึดใจ
“ข้าถามว่าท่านเป็นใคร” หญิงสาวเริ่มเสียงเข้มเมื่อถามซ้ำประโยคเดิม ดวงตาของนางจับจ้องจิกกัดอย่างกดดันเข้าใส่เขาอย่างไม่มีหวั่นเกรง
“หากท่านไม่บอก ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยสิ่งใดกับท่าน ลาก่อน” ม่านนีส่งเสียงเข้มข้นพลางหันหน้าเปลี่ยนทิศเพื่อจะเดินผละไป
กับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจนางไม่ควรต่อคำ
“เรียกข้าว่าเฟยหมิง” เสียงทุ้มต่ำพลันเอ่ย
ม่านนีหันหน้ากลับมามองแต่ยังคงฉายแววคมเฉี่ยวในดวงตา หาได้มีประกายล้อเล่นอันใดไม่
ความอ่อนหวานใดๆ ก็ไม่มี
กิริยานอบน้อมก่อนหน้านี้หาได้เกิดขึ้นอีกแต่อย่างใดไม่
“ท่านมีนามว่าเฟยหมิงหรือ” ม่านนีถามออกไป
“อืม” เขาตอบรับในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกล้าแต่ทว่าคล้ายซับซ้อนจ้องมองม่านนีไม่วางตา
“แต่ท่านไม่น่าไว้ใจ เราควรแยกทางกัน” จบคำก็รีบเดินแยกตัวออกไป
“เจ้าไม่ควรทำอย่างนี้ ม่านนี”
“หือ!?”
ตอนที่9 ตอนพิเศษ เรียกข้าว่าเฟยหมิง1
เขามีนามว่า หวงเฟยหมิง
เขาเป็นองค์ชายแห่งแคว้นเว่ย เขาเป็นพระอนุชาเพียงคนเดียวขององค์หญิงแคว้นเว่ยที่มีนามว่า หวงเหม่ยเหลียน
เขากับเสด็จพี่มีกันแค่สองพี่น้องที่เกิดจากมารดาในอุทรเดียวกัน
เขาเดินทางข้ามแคว้นมากับภคินีของเขาเมื่อภคินีของเขาต้องมาแต่งงานหมายเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกับองค์ชายของแคว้นเป่ยหยางผู้มีนามว่า หยางจื้อเฉิง นั่นจึงทำให้เขากับองค์ชายหยางจื้อเฉิงค่อนข้างจะสนิทกันถึงแม้ว่าอายุของเราจะห่างไกล เพราะในยามนั้นเขาอายุได้เพียงเจ็ดขวบ ส่วนองค์ชายสี่หยางจื้อเฉิงอายุย่างยี่สิบปีเข้าไปแล้ว
ในวันหนึ่ง วันที่มีสตรีงดงามปานล่มเมืองผู้หนึ่งได้เดินทางมาหาองค์ชายหยางจื้อเฉิง วันนั้นเขาอยู่ไม่ไกลจากศาลากลางอุทยานภายในวังขององค์ชายสี่เขาได้ยินองค์ชายสี่หยางจื้อเฉิงเรียกสตรีนางนั้นว่าม่านเซียง
เขาพอจะดูออกว่าสตรีนางนั้นเป็นคนรักขององค์ชายหยางจื้อเฉิง และนางก็คงยังไม่รู้ว่าคนรักของนางกำลังมีองค์หญิงจากต่างแคว้นเดินทางมาเชื่อมสัมพันธ์
เขาแอบเห็นนางมาบอกกล่าวแก่องค์ชายหยางจื้อเฉิงว่านางกำลังตั้งครรภ์กับองค์ชายหยางจื้อเฉิง
เขาที่อยู่ใกล้ๆ กับศาลากลางอุทยานมีเพียงพุ่มไม้กางกั้นนั่นพลันได้ยินทั้งหมด เพราะว่าเขากำลังเดินทางมาเที่ยวเล่นกับองค์ชายหยางจื้อเฉิงตามวิสัยแต่ยังไม่ทันได้เข้าไป
เขาที่เป็นแค่เด็กชายตัวเล็กๆ หลังพุ่มไม้ที่สูงท่วมหัวจึงได้แอบเห็นทุกอย่าง ทุกการกระทำขององค์ชายหยางจื้อเฉิง
แต่เขาไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
ด้วยอายุที่น้อยเกินไปใครไหนเลยจะเชื่อฟัง
นั่นจึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเขารู้เรื่องพวกนี้
และแล้วไม่นานต่อมา
คนสามคนกับรักสามเศร้าของพวกเขาพลันเกิดขึ้น
พวกเขาทั้งสามก็ได้เจอกันตรงศาลานั่น
องค์ชายหยางจื้อเฉิงทรงเลือกที่จะเดินเข้าหาเสด็จพี่ของเขา ทั้งสองส่งยิ้มให้กันและพากันเดินไปโดยไม่สนใจสตรีนามว่าม่านเซียง
ยามนั้นเขาก็ได้แอบเห็นอีกเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเขาจะยังเด็กอยู่ แต่ก็มิใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจอันใด
และต่อมา การเปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจแห่งราชวงศ์ของ เป่ยหยางก็เกิดขึ้น
เมื่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนสวรรคต การกระทำอันโหดร้ายจึงไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาในยามนั้นที่อายุเพียงเจ็ดปีหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดไม่ ด้วยวัยที่ยังเด็กเกินไป แต่ถึงกระนั้นเขากลับรับรู้เรื่องราวและเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างได้เป็นอย่างดี
องค์ชายหยางจื้อเฉิงกับเสด็จพี่เหม่ยเหลียนของเขาร่วมมือกัน
เพื่ออำนาจ เพื่อความยิ่งใหญ่ เพื่อการดำรงอยู่เหนือผู้ใด
เขาที่ยังอยู่ในวัยเด็กหาได้มีใครสนใจในตัวเขาไม่
เขาที่สามารถแอบหนีไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างแนบเนียนอยู่เป็นนิตย์ จึงได้แอบหนีออกมาจากวังตะวันตกของพระราชวังเป่ยหยางที่พำนักพักพิงชั่วคราวของเขา เพื่อลักลอบมาดูเหตุการณ์นองเลือดในครั้งนั้นอยู่ไกลๆ
