บทที่ 5 การพรากจากกันของสองพี่น้อง

แต่ใครจะรู้ว่าการส่งคนมามอบของรับขวัญหลานทั้งสองครั้งนี้จะกลับกลายเป็นมารับหลานทั้งสองไป ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีเพราะหากไม่มีองครักษ์ลับหลี่ที่ท่านเหลียนอ๋องส่งมาในวันนั้นเด็กน้อยทั้งสองคงไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้

แต่เพราะองครักษ์ลับหลี่ผู้นั้นต้องพาเด็กน้อยทั้งสองหนีการตามล่า และยังต้องกลบเกลื่อนตัวตนของตนเองเพราะเขาไม่รู้ว่าเหตุใดครอบครัวสกุลฮั่วจึงถูกฆ่าล้างตระกูล หนำซ้ำไม่ใช่คนทั่วไปนักฆ่าที่มาล้วนมีทักษะที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี เขาจึงไม่อาจเร่งกลับแคว้นเหลียนได้ แต่หากจะให้หอบเด็กทั้งสองไปด้วยก็คงไม่ได้ แต่จะฝากเด็กไว้กับผู้อื่นเขาเองก็ไม่ไว้วางใจ

เขาจึงนำเด็กไปฝากไว้กับพี่ชายที่เป็นทหารเก่า เพราะการออกรบทำให้แขนของพี่ชายเขาขาดไปหนึ่งข้าง พี่ชายเขาจึงได้ขึ้นไปอยู่บนเขาเป็นนายพรานหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่หากจะทิ้งเด็กทั้งสองไว้ก็กลัวมีคนตามมาแล้วจะรู้ว่าเด็กทั้งสองเป็นลูกของสหายฮั่ว เพราะการเกิดของเด็กแฝดใช่ว่าจะพบเจอกันบ่อย จึงได้ฝากเด็กเอาไว้คนเดียวให้พี่ชายและพี่สะใภ้คอยดูแล

ส่วนเด็กอีกคนเขานำกลับมายังแคว้นเหลียนแต่ไม่ได้เอาเข้าวัง เขาจ้างให้คนตระกูลหลู่เลี้ยงดู ถึงอย่างไรตระกูลหลู่ก็เคยทำงานเป็นสายข่าวให้กับเขา เขาจึงวางใจฝากเด็กไว้ได้

เพราะการเดินทางไกลหนำซ้ำเด็กน้อยเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน บวกกับให้บุรุษที่ไม่เคยเลี้ยงดูเด็กมาก่อนดูแล จึงไม่ได้รับการดูแลที่ดีนักทำให้ร่างกายของเด็กอ่อนแอทำให้แฝดผู้น้องกลายเป็นเด็กขี้โรค

เมื่อเหลียนอ๋องทราบเรื่องราวทั้งหมดจากองครักษ์ลับหลี่จึงได้ส่งคนไปสืบหาว่าผู้ใดคือคนที่ส่งนักฆ่ามาฆ่าล้างตระกูลของสหายฮั่ว แต่กลับไร้วี่แวว เหลียนอ๋องจึงคิดได้อย่างเดียวว่าต้องเป็นคนที่มีอำนาจในวังหลวงแน่นอน แต่เพราะสาเหตุอะไรนั้นเขาเองก็ไม่สามารถรู้ได้

เพราะไม่รู้ตัวคนบงการเหลียนอ๋องจึงยังไม่กล้ารับเด็กน้อยทั้งสองเข้ามาเลี้ยงดูอย่างเปิดเผย ได้แต่ส่งเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ให้เด็กทั้งสอง และให้คนเหล่านั้นดูแล

หลังจากเวลาผ่านไปเด็กน้อยทั้งสองอายุได้3หนาว เหลียนอ๋องเห็นว่าเวลาผ่านมานานแล้ว จึงได้คิดจะรับพี่สาวฝาแฝดที่ถูกเลี้ยงด้วยคนตระกูลหลี่เข้ามาเลี้ยงในแคว้นเหลียน

แต่เมื่อไปรับกลับได้เห็นความรักลึกซึ้งที่ฮูหยินหลี่และเด็กน้อยมีต่อกัน เพราะฮูหยินหลี่ไม่มีบุตรจึงเลี้ยงดูนางมาราวกับเป็นบุตรสาวแท้ๆ ส่วนพี่สาวฝาแฝดที่คิดว่าตนเป็นบุตรสาวของคนตระกูลหลี่เมื่อรู้ว่าต้องจากลากับพ่อแม่ของตนเด็กน้อยก็ร้องไห้ไม่หยุด คนที่เลี้ยงดูมาก็อดที่จะร้องไห้ตามไม่ได้ เหลียนอ๋องเห็นเช่นนั้นก็นึกสงสารจึงไม่อยากฝืนใจพรากทั้งสองออกจากกัน จึงได้ให้เงินก้อนใหญ่เพื่อให้ตระกูลหลี่กลับเข้าเมืองเปิดกิจการและหาอาจารย์มาสั่งสอนให้แฝดผู้พี่ได้ร่ำเรียนหนังสือ

ส่วนแฝดผู้น้องหลังจากเหลียนอ๋องเสด็จไปเยี่ยมชาวบ้าน เมื่อกลับเข้าวังมาก็ให้คนแพร่ข่าวไปว่าพบเจอเด็กน้อยหมดสติอยู่ระหว่างทางกลับ เหลียนอ๋องเห็นแล้วถูกชะตาจึงรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม ที่ทำเช่นนี้เพราะเหลียนอ๋องเองก็ไม่รู้ว่านักฆ่าเหล่านั้นว่างมือไปหรือยัง จึงจำเป็นต้องปล่อยข่าวออกไปเช่นนั้น

ตำหนักเฉียนชิง

หลังจากกลับมาจากตำหนักคุนหนิง หนิงเฉิงฮ่องเต้ก็สั่งองครักษ์ลับให้คอยดูหลี่เยว่เล่อและอ๋องน้อยเหลียนเอาไว้ไม่ให้คาดสายตา เพราะเขาเองมั่นใจว่าการมาของสองคนนี้ไม่ได้เพียงเพื่อมาพบกับสวี่ฮองเฮาในฐานนะสหายที่ไม่ได้พบเจอกันมานานอย่างที่อ๋องน้อยเหลียนได้กล่าว

“จางหยง ทหารชายแดนส่งรายงานมาหรือยัง”

“ส่งมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่"

“ไม่มีการเคลื่อนกองกำลังอันใดพ่ะย่ะค่ะ ส่วนชาวบ้านและพ่อค้าที่เดินทางเข้าออกแคว้นเหลียนก็ดูเป็นปกติ ส่วนคนที่ติดตามท่านอ๋องน้อยเหลียนมาก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ”

“หากมีความผิดปกติอันใดให้รีบมารายงานเราในทันที”

เฟิ่งจางหยงเห็นท่าทางหนิงเฉิงฮ่องเต้ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องไปพบพิรุธอันใดมาเป็นแน่ จึงได้ส่งองครักษ์ลับไปจับตาดูหลี่เยว่เล่อไว้และยังรั้งนางเอาไว้ในวังอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามเพราะเห็นว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้ทรงนั่งอ่านฎีกาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

เฟิ่งจางหยงมองหน้าสหายที่นั่งเคร่งขรึมอยู่กับฎีกาตรงหน้า ตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ก็แทบไม่ได้มีเวลาพูดคุยกันถึงเรื่องใดเลย มีเพียงเรื่องบ้านเมืองและภารกิจต่าง ๆที่หนิงเฉิงฮ่องเต้สั่งเท่านั้นที่จะพูดคุยกัน

‘สหายข้าเจ้าไม่โศกเศร้าแล้วจริง ๆใช่หรือไม่ หรือที่เจ้าไม่ปล่อยให้ตนเองวางเช่นนี้เพียงเพื่อไม่ให้ตัวเจ้าเองคิดถึงเรื่องเศร้าเหล่านั้น’ เฟิ่งจางหยงได้แต่คิดอยู่ในใจ เพราะไม่ว่าหนิงเฉิงฮ่องเต้จะเข้มแข็งขึ้นจริงหรือไม่ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถาม เขากลัวว่าหากหนิงเฉิงฮ่องเต้ยังทำใจกับเรื่องของพี่ชายไม่ได้หากเอ่ยขึ้นจะเป็นการตอกย้ำจิตใจของสหาย

หนิงเฉิงฮ่องเต้เงยหน้ามองเฟิ่งจางหยงที่ยืนจ้องมองเขาอยู่ ถึงเขาไม่เอ่ยอันใดแต่หนิงเฉิงฮ่องเต้รู้ดีว่าสายตาที่มองมานี้กำลังสื่อว่าอย่างไร เพราะแววตาของเฟิ่งจางหยงที่มองเขาเหมือนกันกับตอนที่เขาสูญเสียมารดาไป

“จางหยง สายตาเจ้ามีหรือเราจะดูไม่ออก อย่าห่วงเราเลยเราไม่เป็นไร เอาไว้ว่างๆ เรามาดื่มสุราด้วยกันดีหรือไม่” หนิงเฉิงฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรอ” เฟิ่งจางหยงส่งยิ้มกลับ ความรู้สึกกังวลราวกับมลายหายไปในทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป