บทที่ 5 คุณต้องช่วยจารวี

นวินดาแทบจะกลั้นใจตะโกนเรียกชื่อภูมิออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างสุดจะทน

ความเจ็บปวดจากโรคร้ายที่รุมเร้าอย่างไม่หยุดยั้ง ผสมเข้ากับการยั่วยุของจารวี ทำให้เธอเกือบจะลืมไปเสียสนิทว่า ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้ต่างหาก คือต้นเหตุของความทุกข์ระทมทั้งหมด

ในวินาทีนี้ เธอเพียงแค่โหยหาอ้อมกอดและความห่วงใยจากเขาสักนิดก็ยังดี

ทว่า... น้ำเสียงของภูมิกลับเย็นเยียบกว่าครั้งไหน ๆ

"นวินดา คุณเลิกบ้าได้หรือยัง?"

บ้า?

คำพูดนั้นกระชากนวินดากลับสู่ความเป็นจริงทันที

เธอมองหน้าภูมิด้วยแววตาเลื่อนลอยราวกับคนไร้เรี่ยวแรง

"ฉันบ้าอะไร?"

เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา นวินดาจึงฝืนขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรง

แม้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจะทำให้เจ็บปวดไปทั่วร่างกาย แต่เธอก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ ต่อหน้าเขา

จริงอยู่...ตอนแต่งงานกับเขา เจตนาของเธออาจไม่ได้บริสุทธิ์นัก แต่สำหรับนวินดาในตอนนี้ เธอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพบว่าเธอไม่รู้สึกละอายใจเลยแม้แต่น้อย

ใบหน้าของภูมิยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงน้ำลึกที่พร้อมจะกลืนกินเธอให้จมหาย

"ทำไมคุณต้องไปก่อเรื่องที่บริษัทของจารวี?"

น้ำเสียงของเขาแฝงความกดดันและความไม่พอใจอย่างชัดเจน

แต่สำหรับนวินดา

เพียงได้ยินคำว่า "ก่อเรื่อง" เพลิงโทสะในใจเธอก็ลุกโชนขึ้นทันที

เป็นภูมิเองไม่ใช่เหรอที่บีบบังคับให้เธอไปช่วยแก้คดีให้จารวี เธอพยายามทำตามทุกอย่างตามคำสั่ง แต่จารวีกลับหลบหน้าขังตัวเองอยู่ในห้องประชุมไม่ยอมออกมาพบจนเธอต้องยืนรออย่างหมดแรงก่อนจะเป็นลมล้มพับไป

สุดท้าย... เธอกลับกลายเป็นคนผิดงั้นเหรอ?

"ภูมิ... ไม่ว่าจารวีจะพูดอะไร คุณก็เชื่อเธอทั้งหมดเลยใช่ไหม?"

แววตาของภูมิฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน

เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองลงมาที่นวินดาด้วยสายตาเย็นชาและห่างเหิน

"จารวีไม่เคยพูดถึงคุณเลยมีแต่คุณนั่นแหละนวินดา แอนตี้แฟนคนนั้น... คุณเป็นคนจ้างมาใช่ไหม?"

ข้อกล่าวหาไร้หลักฐานถูกโยนใส่เธออีกครั้ง

นวินดาหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความสมเพชในชะตาชีวิตของตัวเอง

"ภูมิ... คนอย่างฉัน ไม่เคยคิดจะลดตัวไปทำเรื่องแบบนั้น คุณดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว!"เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ถ้าจารวีไม่ให้ความร่วมมือ ก็เชิญคุณไปจ้างทนายคนอื่นเถอะ!"

สิ้นเสียง นวินดาก็ทิ้งตัวลงนอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล ลอยอ่อน ๆ มาแตะจมูกขอบตาของเธอร้อนผ่าวแต่เธอก็กัดริมฝีปากแน่น เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา

ภูมิยืนนิ่ง มองร่างที่สั่นไหวใต้ผ้าห่มด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อธิบายไม่ถูก " จำไว้นะนวินดา...ถ้าจารวีเป็นอะไรไป ผมจะไม่ให้อภัยคุณ "

พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมา

เสียงประตูปิดดัง ปัง!

ราวกับเป็นการตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้แตกสลายลงแล้ว

นวินดาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเหม่อลอย มือขวายกขึ้นลูบไหปลาร้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ตรงนั้นมีรอยแผลเป็นจาง ๆ ทอดยาวอยู่บนผิวเนื้อขาวซีด รอยแผลที่เคยทำให้เธอต้องนอนกินข้าวต้มอยู่โรงพยาบาลนานถึงสามเดือนเต็ม... รอยแผลที่เธอได้รับมาเพื่อปกป้องภูมิ

แต่ตอนนี้... เธอกลับรู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่คุ้มค่าเลย

ผู้ชายคนนี้... คุ้มค่าจริง ๆ เหรอ ที่เธอเคยแอบรักเขามานานหลายปีขนาดนั้น?

...

กว่าจะกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดสนิทไปแล้ว

นวินดาเปิดไฟในบ้าน แสงสว่างสาดกระทบสายตา แต่สิ่งที่เธอสะดุ้งกลับไม่ใช่ความสว่างนั้น

หากแต่เป็นเงาร่างใครบางคนที่นั่งนิ่งอยู่ในห้องรับแขก

"พี่ธีร์... ทำไมมืดค่ำแล้วไม่เปิดไฟคะ?"

เธอฝืนยิ้ม พยายามกลบเกลื่อนความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและหัวใจ พร้อมกับทำเสียงให้ดูสดใสที่สุด

ธีระวัชค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาดูสับสนปนกลัดกลุ้ม

นวินดาเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยหยอกล้อ

"ทำไมทำหน้าเหมือนคนอกหักแบบนั้นล่ะคะ? หรือว่าหาพี่สะใภ้ให้หนูได้แล้ว?"

ยิ่งเธอพยายามทำตัวร่าเริงมากเท่าไร บรรยากาศก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น

ธีระวัชเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบศีรษะของเธอเบา ๆ

"อย่าพูดเล่นเลย สภาพพี่ตอนนี้...ใครเขาจะมาสนใจ"

คำพูดนั้นทำให้นวินดานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเธอจะเม้มริมฝีปาก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"พี่ธีร์ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะล้างมลทินให้พี่ให้ได้ หนูสัญญา!"

คำพูดของเธอหนักแน่น แต่ลึกลงไปเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าหลังจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นไปในครัวต้มบะหมี่ง่าย ๆ มาสองชาม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่กลับไม่มีใครรู้สึกอยากอาหารเลย

ทั้งสองนั่งกินกันเงียบ ๆ โดยไม่มีบทสนทนาใดเพิ่มเติม

หลังมื้อค่ำ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องของตัวเอง

ไม่นานนัก เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นถี่ ๆ

หัวใจของนวินดาเต้นแรง เธอรีบหยิบขึ้นมาดูด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าจะเป็นการตอบรับงาน

แต่เมื่อชื่อขึ้นบนจอ...

ภูมิ

ความหวังทั้งหมดก็พังทลายลงในทันที

ข้อความปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา

[เรื่องของจารวีต้องจัดการให้เรียบร้อย อย่าเล่นลูกไม้ตื้น ๆ อีก]

[ไม่อย่างนั้น เธอรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น]

เพียงอ่านจบ ความหนาวเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

นวินดารู้สึกเหมือนมีบางอย่างตีขึ้นมาที่ลำคอ เธอรีบวิ่งไปในห้องน้ำก่อนจะอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง

ภาพตรงหน้าพร่ามัว...

ในโถสุขภัณฑ์มีเลือดสีแดงสดปะปนออกมาอย่างน่าตกใจ

น้ำตาไหลอาบโดยไม่รู้ตัว เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดทางร่างกาย หรือเพราะหัวใจที่แหลกสลายกันแน่

จังหวะนั้นเอง ประตูห้องน้ำถูกผลักเปิดออก

"นวินดา!"

ธีระวัชยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าซีดเผือด

นวินดารีบกดชักโครกอย่างลนลาน แต่ทุกอย่างกลับไม่ทันการณ์ เธอจึงรีบปิดฝาลง

"พี่ธีร์..."

น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย

ธีระวัชมองเธออย่างไม่ละสายตา ริมฝีปากสั่น

"นวินดา..."

นวินดามั่นใจแล้วว่าธีระวัชต้องเห็นแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ทำหน้าเหมือนใจจะขาดแบบนี้

เธอส่ายหน้าเบา ๆ ฝืนยิ้มแห้งแล้ง เตรียมจะเอ่ยปากปลอบโยนเขาว่าเธอไม่เป็นไร แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ธีระวัชก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น

"นวินดา... เธอต้องช่วยจารวีนะ"

นวินดาสงสัยว่าหูของตัวเองคงจะเพี้ยนไปแล้ว

ไม่อย่างนั้น... ทำไมเธอถึงได้ยินประโยคที่ไร้สาระที่สุดหลุดออกมาจากปากของธีระวัชได้?

"พี่...พูดอะไรคะ?"

น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

ธีระวัชมองเธอด้วยสายตาเว้าวอน

"พี่บอกว่า เธอต้องช่วยจารวี! พี่เห็นข่าวในอินเตอร์เน็ต เขาใส่ร้ายว่าจารวีเป็นมือที่สาม เป็นคนทำให้เมียหลวงตรอมใจจนเป็นลม! นวินดา... พี่เคยโดนภูมิเล่นงานมาแล้ว พี่รู้ดีว่าเขามีอิทธิพลและโหดเหี้ยมแค่ไหน ถ้าเธอไม่ช่วย มูลนิธิของแม่ต้องโดนเล่นงานแน่ ๆ ! เธอเห็นแก่แม่ภาวิณีเถอะนะ!"

ตอนแรกเขายังพูดตะกุกตะกัก แต่ประโยคหลัง ๆ กลับพรั่งพรูออกมาอย่างลื่นไหล สุดท้ายเขาบีบข้อมือเล็กบางของนวินดาแน่นขึ้น ราวกับจะถ่ายทอดความกดดันทั้งหมดผ่านการสัมผัส

แต่นวินดากลับรู้สึกเพียงความเจ็บปวด... ทั้งที่ข้อมือและที่หัวใจ

เธอสะบัดมือออกจากการเกาะกุมอย่างแรง มองหน้าธีระวัชด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

"พี่ธีร์... พี่เห็นข่าวในอินเตอร์เน็ตแล้วเหรอ? แล้วพี่เห็นรูปนั้นไหม?"

ธีระวัชตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด

"รูปนั้นมันต้องตัดต่อแน่ ๆ "

นวินดาพูดไม่ออก จุกจนพูดอะไรไม่ถูก

เธออยากจะถามเขาเหลือเกินว่า 'พี่จำไม่ได้เหรอว่าคนที่นอนกองอยู่กับพื้นนั่นคือฉันเอง?'

คนอื่นดูไม่ออกไม่แปลก แต่เขาที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก... จำน้องสาวคนนี้ไม่ได้เลยเหรอ?

"พี่..."

นวินดาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พออ้าปาก ความรู้สึกคลื่นเหียนก็ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก เธอรีบเปิดฝาชักโครกแล้วอาเจียนออกมาอีกครั้ง

ธีระวัชทำท่าจะเข้ามาลูบหลังให้ แต่เธอรีบยกมือห้าม

"อย่าเข้ามา! อ้วก... ออกไปก่อน เรื่องที่พี่พูด หนูจะเก็บไปคิดดู"

หลังจากอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง นวินดากดน้ำชำระล้างคราบเลือดจนหมดจด แล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า

เธอเงยหน้าที่เปียกชุ่มขึ้นมองกระจก หญิงสาวในนั้นใบหน้าซีดเซียว ขอบตาแดงก่ำ มุมปากยังมีคราบเลือดติดอยู่ และดูแตกสลาย

นวินดาแค่นหัวเราะให้กับเงาของตัวเอง

ที่แท้... คนที่เธอคิดว่ารักและห่วงใยเธอ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเธอมากขนาดนั้น

สิบนาทีต่อมา นวินดาเดินออกจากห้องน้ำหลังจากทำความสะอาดเรียบร้อย เธอเห็นธีระวัชยืนถือแก้วน้ำขิงรออยู่ที่หน้าประตู

เธอขมวดคิ้ว

"นี่อะไรคะ?"

ธีระวัชยัดแก้วน้ำขิงใส่มือเธอ

"น้ำขิงต้มสด ๆ สูตรของพี่เอง จำได้ไหมตอนเด็ก ๆ เวลาเธอเป็นหวัด กินแล้วก็หาย ลองชิมดูสิว่าฝีมือพี่ตกไปไหมตลอดสามปีที่ผ่านมา"

น้ำเสียงของเขาช่างดูเป็นปกติ ราวกับว่าฉากดราม่าในห้องน้ำเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

นวินดาหลุบตาลงมองแก้วน้ำขิงในมือ นิ่งเงียบไปนาน

ธีระวัชยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาคาดหวัง

สุดท้าย นวินดาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกแก้วน้ำขิงขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว

"อืม... ยังอร่อยเหมือนเดิม"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป