บทที่ 1 บทนำ
ใครมันจะไปคิดว่าแฟนที่คบกันมาถึงสามปี มีความสุขชื่นมื่นและไม่เคยมีเรื่องมือที่สามเข้ามาให้รบกวนจิตใจเลยสักนิด ทว่าวันนี้กลับถูกคนรักบอกเลิกได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งสีหน้าและแววตาไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจเลยสักนิด
แล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำพูดบอกรักกัน มันไม่มีความหมายเลยเหรอ?
“บอกพี่มาสิว่าพลับพลึงกำลังอำพี่เล่นอยู่ใช่ไหม”
“ทำไมพี่เตถึงกลายเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ละครับ ผมเองก็พูดชัดเจนพอนะครับ เรื่องของเราสองคนให้มันจบลงเพียงเท่านี้เถอะ เพราะพี่เตงี่เง่าแบบนี้ไง ผมถึงเบื่อพี่เต”
“ไม่จริง”
“เราเลิกกันเถอะครับพี่เต ต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่”
พรึ่บ… ดอกกุหลาบช่อโตที่อุตส่าห์ตั้งใจเอามาเซอร์ไพรส์วันครบรอบสามปีที่พวกเขาคบกันร่วงหลุดมือ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ทรุดลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาพร่ามัวเมื่อมีหยาดน้ำตาคลอหน่วย แต่ก็ถูกชะล้างด้วยหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาห่าใหญ่ในค่ำคืนนี้
ค่ำคืนที่ทุกอย่างในชีวิตของเขาพังทลายลง เพราะเส้นทางข้างหน้าที่เคยวาดฝันเอาไว้นั้น มันมีพลับพลึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคำว่าครอบครัวจนถึงบั้นปลายของชีวิต
เต หรือ เตวิชญ์ ชายหนุ่มอายุยี่สิบสามปี เพิ่งจะจบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีใบหน้าคมเข้มเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาหนุ่มสาว แต่ทุกคนต่างก็ต้องผิดหวังเมื่อเตวิชญ์ไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง เพราะเจ้าตัวมีคนรักอยู่แล้วก็คือพลับพลึง เป็นรุ่นน้องต่างสาขาที่อ่อนกว่ากันเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
พลับพลึงเป็นผู้ชายตัวเล็กมีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ทรงผมสีน้ำตาลเข้มเป็นเอกลักษณ์ ใบหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตา แน่นอนว่าต้องเป็นที่หมายปองของพวกเสือสิงห์ทั้งหลาย แต่เมื่อคนเหล่านั้นรับรู้ว่าพลับพลึงได้คบหาดูใจกับเตวิชญ์นั้น ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเพราะมีหวังได้โดนกระทืบกลับมาแน่
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะเป็นเพียงแค่เด็กทุนที่ต้องปากกัดตีนถีบทำงานส่งตัวเองเรียน เตวิชญ์ก็ไม่เคยคิดจะรังเกียจเลยสักนิด และไม่เคยเอาความจนของพลับพลึงมาเป็นปมด้อยเลย
“ขอแค่พลับพลึงบอกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่พร้อมปรับปรุงตัวเองทุกอย่าง ให้โอกาสพี่นะ”
“พี่เตกลับไปเถอะครับ ตอนนี้มันดึกมากแล้ว ผมจะนอน” พลับพลึงพูดจบก็เดินหายขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสองของตัวเอง ปล่อยให้คนที่เพิ่งอกหักนั่งคุกเข่าขอความรักอยู่หน้าบ้าน สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักนั้นก็คาดว่าอีกไม่นานเตวิชญ์คงจะกลับไป แต่พลับพลึงคิดผิด เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของคนรักดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง
“พลับพลึง ลงมาคุยกับพี่ให้รู้เรื่องก่อน”
“…”
“พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น พี่ไม่ยอมเลิกกับพลับพลึงเด็ดขาด ได้ยินไหม”
“…”
“พลับพลึง อย่าทิ้งพี่ไป พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพลับพลึง” น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ตลอดระยะเวลาสามปีที่คบกัน ดูเหมือนจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตของเตวิชญ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน จากเป็นคนที่ไม่เอาถ่าน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตนอกจากกิน เที่ยวเล่น และเมาไปวัน ๆ จนใครหลาย ๆ คนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีดีแค่บ้านรวย
แต่พอมาวันนี้เตวิชญ์เรียนจบพร้อมสำหรับการทำงานและสามารถเลี้ยงดูพลับพลึงได้ กลับต้องมาจบความสัมพันธ์เพียงเพราะเหตุผลไร้สาระแบบนี้เหรอ เขาไม่มีทางเชื่อว่าพลับพลึงจะเบื่อกันง่าย ๆ อย่างที่พูดหรอก
แกร็ก!.. เสียงประตูบ้านเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับใครบางคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ในมือของพลับพลึงถือร่มเอาไว้หนึ่งคัน ทำให้คนที่กำลังจมอยู่กับความเสียใจยิ้มหน้าบานเหมือนหมาที่กระดิกหางเวลาเห็นเจ้าของไม่มีผิด
ไม่ว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะคิดอย่างไรก็ช่าง เตวิชญ์ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็คือการเสียบุคคลตรงหน้าไปต่างหาก
“พลับพลึงให้โอกาสพี่แล้วใช่ไหม” คนโตกว่าพูดเสียงสั่นเครือ ขาสองข้างคลานเข้าไปเพื่อเอื้อมมือจะไปจับมือคนรัก แต่เมื่ออีกฝ่ายก้าวถอยหลังสามก้าวพลันรอยยิ้มบนใบหน้าคมคายเจื่อนลงทันที
“พี่เตลุกขึ้นเถอะครับ อย่าพยายามเลย”
“…” คล้ายกับว่ามีสายฟ้าผ่าลงมากลางอก เพราะความหวังที่ดูเหมือนจะริบหรี่ก็ยังไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด การที่พลับพลึงลงมาอีกครั้งไม่ใช่เพราะให้อภัย แต่ลงมาไล่ให้เขากลับต่างหาก
“พลับพลึงมีคนอื่นใช่ไหม ได้โปรดบอกให้พี่หายโง่ที”
“งั้นผมก็จะไม่ปิดบังพี่เตอีกแล้ว ผมยอมรับก็ได้ว่าผมมีคนอื่น” เมื่อถูกความจริงตอกหน้า น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เตวิชญ์เงยหน้ามองคนรักที่พูดออกมาหน้าตาเฉย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยทอแววชื่นชม รักใคร่ บัดนี้กลับว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก ไม่ได้สะทกสะท้านหรือรู้สึกเสียใจเลยสักนิดที่คิดจะจบความสัมพันธ์ในครั้งนี้
“มันเป็นใคร” เอ่ยถามออกไปเสียงแข็งเพราะเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นเข้าครอบงำ เขาภักดีและทุ่มเทให้กับความรักครั้งนี้มาโดยตลอด แต่กลับถูกตอบแทนด้วยการนอกใจและถูกทิ้งด้วยเหตุผลไร้สาระแบบนี้ มันสมควรแล้วเหรอ
“พี่ไม่รู้จักหรอกครับ ผู้ชายคนนั้นผมเจอที่ร้านเหล้าเมื่อหลายเดือนก่อน เราแอบคบกันมาสักพักแล้ว”
“มันดีกว่าพี่ตรงไหน พลับพลึงถึงต้องทิ้งพี่ไปหามัน”
“เขารวยกว่า หล่อกว่า เอาใจใส่ดีกว่า แถมยังให้เงินผมเป็นล้าน ๆ ใครบ้างไม่อยากรับไว้ ต่างจากพี่เตที่ทั้งเห่ย ทั้งน่ารำคาญ ตามประกบผมเหมือนลูก จะทำอะไรก็อึดอัดไปหมด ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย” เหมือนพลับพลึงได้ระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่มี ทำเอาร่างสูงเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นก้อนสะอื้น
คนถูกหักอกมีดวงตาแข็งกระด้าง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยที่พลับพลึงถอยหลังไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้เตวิชญ์เจ็บปวดหัวใจมากเหลือเกิน
“ถ้าพลับพลึงต้องการแบบนั้น พี่ยินดีให้พลับพลึงมีผู้ชายคนอื่น แต่ขอแค่พี่อยู่ตรงนี้ไม่จากพลับพลึงไปไหนก็พอ พี่ขอแค่นี้ทำให้กันได้ไหมครับ”
“พี่เตจะอยู่เป็นมารชีวิตของผมกับแฟนใหม่ทำไมครับ”
“มันแรงเกินไปหรือเปล่า”
“ในเมื่อผมพูดอ้อม ๆ แล้วพี่เตก็ไม่ฟังเอง ช่วยไม่ได้”
“แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา พลับพลึงบอกรักพี่หมายความว่ายังไง เคยรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า งั้นบอกพี่ทีว่าพลับพลึงกำลังโกหกหรือว่าตอแหล…”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือขาวที่เคยประคองแก้มเขาอย่างทะนุถนอม บัดนี้ได้ฟาดตบใบหน้าคมสันกลับมาอย่างรุนแรง ความเจ็บมันแล่นจนหน้าชาแต่ก็ไม่เท่ากับหัวใจในตอนนี้
หมับ!... มือใหญ่กระชากแขนคนรักเข้ามากอดแน่นจนจมอก ร่มที่พลับพลึงถือเอาไว้ก็หลุดมือทำให้ทั้งสองร่างที่กอดกันนั้นเปียกปอน
“ปล่อยผมนะ!” ร่างเล็กดีดดิ้น พยายามแกะมือของคนรักออก แต่ในเมื่อสู้แรงไม่ไหวจึงเกิดการยื้อยุดกันอยู่แบบนั้น
“พี่ขอโทษ พี่ปากไม่ดีเอง พลับพลึงตบพี่อีก ตบให้ปากแตกเลย จนกว่าพลับพลึงจะพอใจ” ท่าทางของเตวิชญ์เหมือนคนไม่มีสติ ร้องไห้โวยวายขอความรักมันไม่ต่างจากคำว่าน่าสมเพชเวทนาสักเท่าไร
คนเขาพูดออกมาตามตรงว่าหมดรักแล้ว ก็ยังดันทุรังเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์รักสามเส้านั้นทำไม
ทางด้านพลับพลึงเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะหาวิถีทางไหนมาไล่เตวิชญ์ เพื่อให้อีกฝ่ายเลิกตอแย อะไรที่คิดได้ก็พูดออกมาจนหมด
“พี่เตฟังชัด ๆ นะครับ ผมรักเขา ไม่ได้รักพี่เต ผมต้องการอยู่กับเขาแค่สองคน ไม่เอาส่วนเกินอย่างพี่เตครับ”
“…”
“แล้วจะบอกความจริงอะไรให้นะ คนที่พลับพลึงจะคบด้วยเขาทั้งแซ่บกว่า ใหญ่กว่า ให้พลับพลึงถึงใจได้มากกว่า ไม่เหมือนคนตายด้านอย่างพี่หรอก พี่เตเหมือนคนทำไม่เป็น มันไม่เร้าใจเลยสักนิด” สิ้นประโยคนี้ทำให้ร่างสูงใหญ่หยุดชะงัก ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยื้อคนตรงหน้าเอาไว้
คนหลุดจากพันธนาการอาศัยจังหวะนี้วิ่งหนีขึ้นไปบนบ้านพร้อมทั้งปิดประตูลงกลอน นั่นเป็นคำตอบที่พลับพลึงได้เลือกแล้ว นับว่าการที่เขาอยู่ง้องอนอ้อนวอนขอความรักมันช่างสูญเปล่าจริง ๆ
ถ้าการเลิกราในครั้งนี้มันเป็นเพียงแค่การหมดรัก เตวิชญ์ก็จะไม่โกรธไม่เกลียดพลับพลึงเลยสักนิด คิดไม่ถึงว่าผู้ชายหน้าตาน่ารักดูใส ๆ เวลายิ้มทำให้โลกสดใส แต่ใครมันจะรู้ว่าภายในใจกลับเน่าเฟะจนน่าขยะแขยงสิ้นดี
ร่าน… คำนี้คงไม่แรงเกินไปสำหรับคนที่กล้ายกเรื่องบนเตียงมาเป็นข้ออ้างในการบอกเลิก
สายตาคมกริบที่ทอดมองไปยังหน้าต่างบ้านของคนที่เพิ่งบอกเลิก เดิมทีมันทอแววความหม่นเศร้า เสียใจ ทว่าบัดนี้มันกลับมีแต่ความโกรธแค้น ขุ่นเคือง
ชายหนุ่มได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่เร้าใจงั้นหรือ พลับพลึงน่าเอาขนาดนั้นใครบ้างจะอดใจไหว แน่นอนว่าที่ผ่านมาเตวิชญ์อยากจะรุนแรงทุกครั้งที่ทำเรื่องอย่างว่ากับพลับพลึงใจจะขาด แต่เพราะคำว่ารักไง เขาจึงต้องข่มอารมณ์และความต้องการของตัวเองไว้ด้วยความทะนุถนอม
พลับพลึงไม่ได้ใสซื่อ… ทุกอย่างที่เขาเห็นมันเป็นภาพลวงตาที่สร้างขึ้นมางั้นสินะ
หัวใจของเตวิชญ์ถูกย่ำยีไม่มีชิ้นดีด้วยน้ำมือของคนที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่าจะรักกันตลอดไป แต่ทั้งหมดมันเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น
ก็ได้พลับพลึง ในเมื่ออยากได้ผู้ชายคนใหม่ที่ให้เธอถึงใจขนาดนั้น เห็นทีว่าเขาคงต้องปล่อยอีกฝ่ายไป แล้วชีวิตหลังจากนี้ ทางใครทางมัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันอีก
TBC...
