บทที่ 2 ตอนที่ 1/1
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีกรมเข้มเต็มยศเดินเข้ามาในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีชื่อเสียงในการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียมและบ้านพักอาศัย
อีกทั้งยังได้รับการว่าจ้างโดยที่บางครั้งไม่ต้องไปประมูลแข่งกับบริษัทอื่น ๆ ให้เสียเวลา เพียงเพราะลูกค้ามั่นใจและเชื่อมั่นว่างานจะออกมาดีและตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ไม่มีขาดตกบกพร่อง
เดิมทีบริษัทแห่งนี้ก็เจริญรุ่งเรืองอยู่แล้ว แต่หลังจากที่ได้ประธานหนุ่มไฟแรงคนใหม่มีดีกรีจบปริญญาโทจากเมืองนอกเข้ามาบริหารต่อจากมารดา ก็ยิ่งทำให้บริษัทฟันกำไรพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว
ใช่แล้ว หลังจากที่เตวิชญ์จบปริญญาตรีและผิดหวังจากความรักในครั้งนั้น เจ้าตัวก็หอบกระเป๋าบินไปเรียนต่อต่างประเทศทันที
แต่น่าเสียดายที่ประธานบริษัทแห่งนี้มีอายุถึงยี่สิบแปดปี ใบหน้าหล่อเหลาและความสามารถที่เก่งกาจ แต่กลับยังครองความโสด ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที
“ตอนเช้ามีประชุมภายในบริษัท ตอนเที่ยงมีนัดทานข้าวกับลูกค้าต่อด้วยตีกอล์ฟ หลังจากนั้นบ่ายสามโมงต้องไปดูงานก่อสร้างคอนโดตึกใหม่ค่ะ” เลขาวัยกลางคน ไว้ทรงผมบ๊อบสั้นประบ่า ใส่แว่นตาหนาเตอะ กำลังเดินตามเจ้านายมาติด ๆ ในมือของเธอถือแฟ้มเอกสารรายงานตารางเวลาด้วยความเร่งรีบ
เลขาคนนี้เธอมีชื่อว่ากนกพร หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพร ทำงานที่นี่มาหลายสิบปี ซึ่งประธานคนเก่าที่เธอรับใช้ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณหญิงนวมล ผู้เป็นมารดาของเตวิชญ์
เมื่อเจ้านายคนเก่าผลัดใบให้ลูกมารับงานต่อ เธอก็ตามมาดูแลเตวิชญ์ต่อเช่นกัน และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีขาดตกบกพร่อง
“เย็นนี้ผมมีนัดที่ไหนต่อหรือเปล่า” เมื่อเข้ามาในลิฟต์ เขาก็รับแฟ้มจากเลขามาอ่านข้อความที่อยู่บนแผ่นกระดาษ ก่อนทำการเซ็นชื่อลงไปเพื่ออนุมัติในการก่อสร้างตึกหลังต่อไป
“คุณหญิงนัดให้ท่านประธานไปทานข้าวกับลูกสาวรัฐมนตรีค่ะ”
“บอกไปว่าผมไม่ว่าง เย็นนี้มีธุระต้องทำต่อ”
“คือ… ดิฉันแจ้งท่านไปแล้วค่ะ ว่าเย็นนี้ท่านประธานว่าง ไม่มีงานที่ไหนต่อแล้วค่ะ” เอ่ยออกมาเสียงเบา ไม่กล้าสบสายตาคมกริบของเจ้านายที่กำลังตวัดมองมา
“แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกผมก่อน”
“ดิฉันขอโทษค่ะ ครั้งหน้าดิฉันจะแจ้งให้ท่านประธานรับทราบก่อนนะคะ”
“ถ้าครั้งหน้าคุณยังทำงานแบบนี้อีก ผมจะหาเลขาคนใหม่ ไม่ว่าแม่ผมจะนัดให้ผมไปดูตัวกับใคร ต้องแจ้งผมก่อนทุกครั้ง เข้าใจไหม”
“รับทราบค่ะ”
โทนเสียงหนาทุ้มแข็งกระด้างของผู้เป็นนายทำเอาเลขาวัยกลางคนหน้าเจื่อน กนกพรเองก็ทำตัวไม่ถูก เพราะคนหนึ่งก็เป็นเจ้านายเก่า อีกคนก็เป็นเจ้านายคนปัจจุบัน บางครั้งเธอก็แอบคิดว่าสองคนแม่ลูกทำไมไม่พูดคุยกันเองให้รู้เรื่อง จะใช้คนนอกอย่างเธอมาเป็นสื่อกลางทำไม
พรเองก็ลำบากใจนะคะ
บรรยากาศแสนอึดอัดภายในลิฟต์ดีขึ้น เมื่อสัญญาณเตือนถึงชั้นที่ห้าเรียบร้อยแล้ว กนกพรเป่าลมออกจากปากเพื่อเรียกกำลังใจตัวเอง เพราะเตวิชญ์ค่อนข้างจริงจังกับงาน เธอจึงค่อนข้างเกร็งมากกว่าตอนที่ยังทำงานให้กับคุณหญิงนวมล
ตลอดทั้งวันเตวิชญ์วุ่นวายกับการทำงาน เขาต้องเดินทางไปหลายแห่งเพื่อตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างเอง จะได้ไม่เกิดความผิดพลาด ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและกลับมาใช้บริการซ้ำ
หลังจากที่ทานข้าวกับลูกค้าคนสุดท้ายเสร็จ เขากำลังจะกลับก็มีเสียงข้อความของกนกพรดังขึ้น เมื่อเปิดขึ้นมาอ่านข้อความดังกล่าวก็ทำเอาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“ท่านประธานคะ”
ร่างสูงที่กำลังจะเดินเข้าไปนั่งในรถตู้สีดำราคาแพงหยุดชะงัก “มีอะไรก็พูดมา”
“คุณหญิงส่งข้อความมาต่อว่าท่านประธานค่ะ”
“ผมไม่ได้สนใจอยู่แล้ว” ประธานวัยยี่สิบแปดยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก้าวขาเดินขึ้นไปนั่งด้านในไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาโตพอที่จะหาเมียเองได้ ไม่ต้องให้แม่มาจัดการหรอก
“เอ่อ… คือ… คุณหญิงยังบอกอีกว่าอาทิตย์หน้าให้ลากตัวท่านประธานไปทานข้าวกับลูกสาวรัฐมนตรีให้ได้ค่ะ ถ้าไม่อย่างนั้นคุณหญิงจะไล่ดิฉันออก”
“แล้วคุณจะเชื่อใคร ระหว่างแม่กับผม” เป็นคำถามที่ทำให้เลขาวัยกลางคนกลืนน้ำลายลงคอย่างยากลำบาก จึงยกมือขึ้นมาขยับแว่นตา ท่าทางอึดอัดใจ
“ดิฉันเชื่อ… ดิฉันเชื่อท่านประธานค่ะ “เธอประเมินน้ำหนักแล้วจึงเข้าข้างเตวิชญ์ เพราะถ้าหากเอ่ยปากว่าเข้าข้างคุณหญิงนวมล ถึงอย่างไรก็โดนเจ้านายไล่ออกอยู่ดี
เมื่อครบกำหนดที่ต้องไปทานข้าวกับคนที่มารดาจัดหาเอาไว้ให้อีกครั้ง เตวิชญ์รีบบินหนีไปเคลียร์งานต่อที่จังหวัดเชียงราย เป็นสิ่งปลูกสร้างอาคารเรียนในอำเภอแม่สาย ใกล้ ๆ แถบชายแดนไทย-พม่า
ในความเป็นจริงนั้นเนื้องานไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย เพียงส่งพนักงานมาดูแลความเรียบร้อยก็ได้ แต่ด้วยความที่เขายังไม่อยากมีเมียจึงหนีมาตั้งหลักก่อน
ครืด… ครืด…
หลังจากนัดทานข้าวกับผู้ควบคุมงานก่อสร้างเสร็จ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นไม่หยุด สายตาคู่คมจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือปรากฏชื่อของมารดา เขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม
“แม่จะโทรมาทำไมนักหนาเนี่ย เฮ้อ!” บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด ตามด้วยข้อความจากเลขาเด้งตามมา
ติ้ง!
‘ท่านประธานคะ ตอนนี้คุณหญิงสั่งให้คนเฝ้าติดตามท่านประธานเอาไว้ค่ะ ถ้าท่านประธานกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ให้ลากตัวไปหาคุณหญิงทันทีเลยค่ะ’
ไม่รู้ว่าเป็นลูกชายหรือว่านักโทษกันแน่ ทำไมชอบบีบบังคับกันขนาดนี้
“ทำไงดีวะ” ชายวัยยี่สิบแปดปีนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ด้านหน้าพวงมาลัยรถยนต์ พยายามคิดอย่างหนักเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการดูตัวในครั้งนี้
ถึงอย่างไรเตวิชญ์ก็ต้องกลับกรุงเทพมหานคร จะหนีแบบนี้ไปตลอดไม่ได้อยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ขอใช้ชีวิตอย่างอิสระที่นี่สักวันสองวันก่อนก็แล้วกัน
จำได้ว่าสมัยเรียนปริญญาตรี เขามีเพื่อนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายถึงสามคน และเพื่อไม่ให้เป็นการน่าเบื่อจนเกินไป ค่ำคืนต่อมาเขาจึงอาศัยช่วงเวลานี้นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ
แต่แทนที่จะได้นั่งดื่มชิว ๆ ที่บ้าน รื้อฟื้นความหลังในวัยเรียน ทว่าดันถูกเพื่อน ๆ ลากมาที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ร้านเหล้ากลับไม่ใช่เป้าหมายหลักของพวกมัน เตวิชญ์ถูกพาเดินเข้ามาในตรอกซอยแคบ ๆ อีกราวห้าสิบเมตร จึงพบเข้ากับสถานบันเทิงอีกที่หนึ่ง และเตวิชญ์ก็รับรู้ได้ในทันทีว่าที่นี่เป็นแหล่งมั่วสุมสำหรับคนที่ต้องการซื้อบริการทางเพศ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าซ่องนั่นแหละ
โซนนี้ผู้คนค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนรวยกระเป๋าหนัก ที่สำคัญมีการ์ดคอยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวด และไม่ให้ใครเข้าไปได้ง่าย ๆ นอกจากลูกค้าวีไอพีและกลุ่มคนเงินหนา
“งอแงเป็นเด็กไปได้ เมียก็ไม่มี สู้วันนี้หาคนไปนอนปลดปล่อยสักคืนไม่ดีกว่าเหรอไง เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” หนึ่งในเพื่อนร่วมโต๊ะ ที่นั่งรออยู่ก่อนหน้าหยอกเย้า พวกเขาเองก็มาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
“วันนี้กูไม่มีอารมณ์ เชิญพวกมึงเลย” ถึงอยู่เชียงราย แต่เตวิชญ์ยังต้องเช็คงานในอีเมลตลอดทั้งวัน สายตาเริ่มล้าและเหน็ดเหนื่อยพอสมควร
“มึงแม่งเอาแต่ทำงานงก ๆ ต้องหาความสุขใส่ตัวบ้าง”
“จริง กูเห็นด้วย”
“หรือที่มึงพยายามทำตัวดี ๆ ตั้งใจทำงานนี่ เพราะมึงยังไม่เลิกคิดถึงมันอีกเหรอไง อย่าบอกกูนะว่ามึงยังรอมันกลับมา” เหมือนเพื่อนในกลุ่มจะรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าบุคคลที่เอ่ยมานั้นเป็นใคร
บรรยากาศภายในโต๊ะเริ่มอึมครึม ทำเอาเพื่อน ๆ ในโต๊ะเริ่มมองหน้ากันเพราะทำตัวไม่ถูก ก็คนที่ถูกเอ่ยถึงเป็นแฟนเก่าของเตวิชญ์ที่เลิกรากันไปไม่ค่อยจะดีนัก แถมยังเป็นคนที่ทำให้เตวิชญ์เย็นชา ไร้ความรู้สึกและเปลี่ยนเป็นคนแข็งกระด้างจนถึงทุกวันนี้
“กูเกลียดมันขนาดนั้น จะไปรอทำไม” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว พอ ๆ กับดวงตา ก่อนเอื้อมมือไปคว้าแก้วเหล้าตรงหน้ามากระดกเข้าปากพรวดเดียวจนหมดด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
“นั่นสิเนอะ ตอนนั้นที่มึงเล่าว่ามันไปหาผู้ชายคนใหม่เพราะให้เงินเยอะ กูยังตกใจ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะตอแหลได้ขนาดนี้”
“อืม”
“แต่กูได้ข่าวว่าหลังจากที่บอกเลิกกับมึงแล้ว มันก็ไม่ได้มาเรียนต่อนะ เพื่อนก็ติดต่อไม่ได้ หายไปเลย”
“คงติดผู้ชายจนเสียการเรียน ใจแตกสิไม่ว่า” ชายหนุ่มร่างท้วมนั่งฟังอยู่นานก็อดแสดงความคิดเห็นไม่ได้ เขาเองก็เป็นเพื่อนกับเตวิชญ์มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ย่อมเคยเห็นหน้าค่าตาของพลับพลึงเป็นธรรมดา
