บทที่ 4 ตอนที่ 2 ลูกค้าคนคุ้นเคย

ตอนที่ 2 ลูกค้าคนคุ้นเคย

แน่นอนว่าคนอย่างเตวิชญ์ถ้าได้ตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้วย่อมไม่มีคำว่ายอมแพ้ และในวันนี้เขาตั้งใจเดินทางมาร้านเหล้าด้วยตัวคนเดียวอีกครั้ง เพื่อต้องการเจอหน้าคนรักเก่าที่ทำงานเป็นเด็กขายตัวอยู่ในซ่องแห่งนี้ แถมยังเป็นตัวท็อปซะด้วย คงจะลีลาดีถูกใจแขกมากเลยสินะ

ยิ่งนึกว่าพลับพลึงเคยหลับนอนกับคนไม่เลือกหน้า ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดวาวโรจน์จนดวงตาแข็งกระด้าง

ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าหากพลับพลึงเจอเขามาซื้อบริการแล้ว จะทำหน้าอย่างไร ตลกดีฉิบหาย เลิกกันไปนึกว่าจะได้ดี แต่เป็นกะหรี่ขายตัว น่าภูมิใจตรงไหน

“รอนานหรือเปล่าคะ ตอนนี้ฉันให้เด็กไปรอที่ห้องแล้ว ตามฉันมาได้เลยค่ะ” เจ้าของร้านเดินยิ้มกริ่มเข้ามาตามลูกค้าวีไอพี เห็นจำนวนเงินมหาศาลล่อตาล่อใจ ใครบ้างจะไม่เอา เงินตั้งสามล้านบาทหาได้ง่าย ๆ เสียเมื่อไร

“ผมซื้อพลับพลึงนะครับ คนที่เต้นอยู่บนเวทีเมื่อวาน” เตวิชญ์เอ่ยกำชับกับเจ้าของร้านที่แต่งตัวเซ็กซี่

“แหม… เจ๊รู้แล้วแหละค่ะ”

“งั้นเดินนำไปเถอะครับ อย่าเสียเวลานักเลย” เตวิชญ์อยากจะเจอคนรักเก่าที่หน้าด้านไร้ยางอายเต็มแก่แล้ว

“ใจร้อนจังเลย” หล่อนกระตุกยิ้มมุมปาก เข้าใจว่าชายหนุ่มเสียเงินแล้วก็ต้องการปลดปล่อยเร็ว ๆ นั่นแหละ มันเป็นปกติของลูกค้าอยู่แล้ว

เมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าห้อง และเมื่อไขกุญแจห้องพักเสร็จเรียบร้อย หล่อนก็หันมาพูดถึงข้อตกลงในการซื้อบริการครั้งนี้อีกรอบ

“ลูกค้ามีเวลาแค่เที่ยงคืน สามารถตักตวงได้เต็มที่เลยนะคะ จำนวนครั้งไม่ติดเพราะเงินหนา เจ๊ยอม มีความสุขมาก ๆ นะคะ อ้อ!... ถ้าไม่อิ่มมากินเจ๊ต่อได้นะคะ เจ๊พร้อมเสมอ” ปากว่าตาขยิบ หล่อนแกล้งลูกค้าสุดหล่อเสร็จก็เดินออกไป เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ร่างสูงใหญ่ยืนทำหน้าตาบึ้งตึงอยู่ด้านหน้าประตูเพียงคนเดียว

แกร๊ก!... มือใหญ่บิดกลอนประตูเข้าไปด้านใน ภายในใจร้อนรนจนเก็บอาการกรุ่นโกรธเอาไว้ไม่อยู่ เสียงเพลงสากลเปิดคลอเบา ๆ และยังมีกลิ่นน้ำหอมตีรื้นเข้ามาในจมูก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เตวิชญ์รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด

สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นชายหนุ่มตัวเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้อยู่บนเตียงนอนขนาดกว้าง พลันมุมปากโค้งเป็นรูปสระอิ ทั้งเกลียด ขยะแขยง และรู้สึกสมเพชคนรักเก่าอย่างปิดไม่มิด

อีกฝ่ายสวมใส่เพียงผ้าขนหนูสีขาวทับมาจนถึงอกแบบหมิ่นเหม่ ไม่ได้มีท่าทีเขินอายเลยสักนิด โคตรน่ารังเกียจจริง ๆ

“คุณต้องการอาบน้ำก่อนไหมครับ หรือว่าจะทำ…” คำพูดที่เหลือถูกกลืนลงคอไปจนหมด เมื่อหันมาเห็นชายหนุ่มที่ซื้อบริการก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“พี่เต!” คล้ายกับโลกทั้งใบหยุดหมุน รู้สึกช็อกจนทำอะไรไม่ถูก รวมทั้งขาสองข้างก็แข็งทื่อจนก้าวไม่ออก แต่เมื่อถูกสายตาของคนรักเก่ามองมาด้วยความผิดหวัง ก็ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความประหม่า ก่อนจะหันไปหาผ้าขนหนูอีกผืนมาคลุมไหล่เอาไว้

“หึ!... ยังจำชื่อผัวเก่าได้ด้วยเหรอ” ร่างสูงใหญ่แค่นขำในลำคอ สองเท้าเดินตรงไปทางคนตัวเล็ก พลับพลึงผงะรีบเดินถอยหลังกรูดไปชิดติดขอบกำแพงด้วยอาการเนื้อตัวสั่นเทิ้ม

การที่ได้เจอเตวิชญ์วันนี้เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย

“พี่เตมาทำอะไรครับ” พลับพลึงเอ่ยออกมาเสียงเบา ดวงหน้าหวานก้มลงมองพื้นไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา เพราะความสัมพันธ์ของพวกเขามันจบลงไม่สวยนัก แถมสิ่งที่เจ้าตัวกำลังทำอยู่มันน่าอับอายจนแทบไม่อยากให้อภัยตัวเองเช่นกัน

“เรียกฉันว่าพี่ เธอสมองเสื่อมหรือว่าอะไร จำไม่ได้เหรอว่าแม่ของฉันมีลูกแค่คนเดียว”

โดนตอกหน้ามาแบบนั้นถึงกับหน้าชา แต่พลับพลึงก็นึกเอาไว้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาทำ อีกฝ่ายก็คงโกรธและเกลียดจนไม่สามารถให้อภัยได้ง่าย ๆ ถึงไม่ได้อยากให้เรียกสรรพนามคำว่าพี่เฉกเช่นแต่ก่อน

นั่นมันก็เป็นคำตอบอยู่แล้วว่าเตวิชญ์ไม่ได้อยากจะสนิทสนมกับคนอย่างพลับพลึง

“ขอโทษครับคุณเต”

“เลิกกับฉันไป ชีวิตตกต่ำขนาดต้องเอาตัวเองมาขายกินเลยเหรอ”

“…”

“แล้วไอ้ผู้ชายคนนั้นที่เธอบอกว่ามันให้เงินเธอใช้มากกว่าฉัน ให้เธอได้ถึงใจกว่าฉันล่ะ มันหายไปไหน หรือว่ามันตาสว่างเหมือนฉันใช่ไหม ที่รู้ว่าเธอเป็นคนร่านขนาดไหน”

“คุณเตเลิกด้อยค่าชีวิตคนอื่นได้แล้วครับ คนขายตัวก็ทำงานแลกเงินกันทั้งนั้น ไม่ได้แบมือของเงินคนอื่นฟรี ๆ”

คนฟังขบกัดกรามแน่น คว้าหมับไปที่ปลายคางมนด้วยความโมโห อีกทั้งยังออกแรงบีบด้วยความไม่พอใจ

คนอะไรกล้าเอาเรื่องบนเตียงมาบอกเลิกคนอื่น แถมยังมั่นใจว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้นมันมีศักดิ์ศรีมากเสียเหลือเกิน

ร่างกำยำจัดการถอดสูทตัวนอกออก แล้วโยนไปพาดไว้ที่เก้าอี้ด้านข้าง มือใหญ่ยกขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อเผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องทั้งหกลูก ทำเอาคนที่ขายบริการกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นแรง เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น

“คะ คุณเตจะทำอะไร ถอยออกไปนะครับ” พลับพลึงถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“เธอขายตัวไม่ใช่เหรอ แล้วจะให้ฉันทำอะไรได้นอกจากทำสิ่งที่เธอถนัด เดินขึ้นไปนอนอ้าขารอบนเตียงสิ ชักช้ามันเสียเวลา ฉันจะขาดทุนไม่สมกับเงินที่จ่ายค่าตัวไป”

“ผมว่าอย่าเลยครับคุณเต ผมจะไปบอกเจ๊ให้หาคนอื่นมาบริการคุณเตแทน” คนตัวเล็กกำลังจะวิ่งหนีออกไป แต่ก็ถูกร่างสูงมายืนขวางเอาไว้

เตวิชญ์ตอนนี้เหมือนคนหูหนวกตาบอด คล้ายกับมีไฟมาสุมอยู่ในอก

คำพูดเมื่อห้าปีก่อนมันผุดขึ้นมาในหัวสมอง ไม่คิดว่าพลับพลึงจะมีสันดานอุบาทว์ขนาดนี้ และคำถามต่อมาก็คือ เขาเคยรักคนต่ำ ๆ อย่างพลับพลึงลงไปได้อย่างไร

“เธอไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ถึงใจ ฉันไม่เบามือเหมือนเมื่อก่อนแน่ คอยดูสิ” ฝ่ามือใหญ่กระชากแขนพลับพลึงอย่างแรง ทำเอาผ้าขนหนูสีขาวที่ปกปิดร่างกายหลุดลงมากองไว้บนพื้นจนเนื้อตัวล่อนจ้อน แต่ยังไม่ทันที่พลับพลึงจะได้หยิบมันขึ้นมาใส่ก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นมานอนบนเตียง

ตุ๊บ!...

พลับพลึงพยายามคลานหนี แต่เมื่อร่างสูงใหญ่ตามเข้ามาคร่อมทับเอาไว้ ก็ไม่สามารถสู้แรงของเตวิชญ์ได้เลย

ทำให้ตอนนี้คนเปลือยเปล่าต้องนอนอยู่ใต้ร่างที่คุ้นเคย

“ใครสั่งใครสอนให้หนีลูกค้า ฉันจ่ายเงินค่าตัวเธอไปตั้งสามล้านจะให้มานั่งมองอยู่เฉย ๆ หรือไง ปัญญาอ่อน มีประโยชน์แค่ร่างกายก็ต้องได้ปลดปล่อยสักหน่อยสิวะ” เตวิชญ์สติแตกจนโมโหเลือดขึ้นหน้า ไม่แม้แต่สังเกตเห็นสีหน้าของคนรักเก่าด้วยซ้ำว่าที่แสดงอยู่นั้น มันไม่ใช่การรังเกียจและไม่ใช่เพราะดูถูกหาว่าเจ้าตัวไม่ถึงใจ

แต่มันเป็นเพราะเนื้อตัวของเขานั้นไม่ได้ใสสะอาดพอที่จะให้เอาคนดี ๆ อย่างเตวิชญ์มาปนเปื้อนต่างหาก

“อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย ได้ลองของผัวเก่าแล้วจะติดใจ” ใบหน้าคมคร้ามก้มลงมาซุกไซ้ซอกคอที่หอมกรุ่น ยอมรับตามตรงว่าร่างกายขาวไร้อาภรณ์มันกระตุ้นสัญชาตญาณดิบได้เป็นอย่างดี จนบางสิ่งบางอย่างมันแข็งตุงแทบจะระเบิด

“ผมไม่ได้เล่นตัว ผมบอกให้ปล่อยนะครับ”

“ทำไม?อยากโชว์ลีลาเองนักเหรอไง อย่างว่าแหละนะ เธอทำงานที่นี่มากี่ปีก็ต้องช่ำชองเป็นธรรมดา”

“คุณเตจะดูถูกผมมากเกินไปแล้วนะครับ”

“แล้วที่นอนอ้าขาเอากับคนไม่เลือกหน้าแบบเธอ มีเกียรติอะไรให้ฉันเกรงใจด้วย”

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือขาวฟาดเข้าที่ใบหน้าคมคายอย่างจัง ความเจ็บปวดมันตอกย้ำให้ความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อห้าปีก่อนวิ่งวนเข้ามาในหัวสมอง

จำได้ว่าครั้งก่อนที่เขาถูกอีกฝ่ายตบก็ตอนถูกบอกเลิก มันยิ่งทำให้เตวิชญ์เกลียดพลับพลึงเข้ากระดูกดำ จนเผลอพลั้งมือบีบคออีกฝ่ายเต็มแรง

“อึก! อ่อยอ๋อม” (ปล่อยผม) พลับพลึงร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล มือทั้งสองข้างพยายามดันท่อนแขนแข็งที่กดลงมาอย่างหนักออกไป แต่มันก็ไม่ได้ผล ความเจ็บปวดรอบคอทำให้เริ่มหายใจไม่ออกจนดวงตาพร่ามัว

แต่ชั่วครู่หนึ่งที่ภายนัยน์ตาสีดำขวับวูบไหวเมื่อเห็นคนรักเก่ากำลังจะตายลงไปต่อหน้าต่อตา ฉากสวีทหวานที่พวกเขาเคยมีให้แก่กันมันหวนคืนมาทำให้เขาคลายมือนั้นกลายเป็นอึ้งค้าง แล้วพลับพลึงก็อาศัยจังหวะนี้ผลักเตวิชญ์ออกไป เขาคว้าผ้าขนหนูได้ก็นุ่งกระโจมอกแล้วพุ่งออกนอกประตูไปอย่างรวดเร็ว

“โถ่โว้ย! ฮึก!” ในที่สุดชายหนุ่มก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ความรู้สึกตอนนี้มันหลากหลายและตีรวนกันไปหมด ทั้งโกรธแค้น เจ็บปวด เสียใจ จนแทบจะไม่สามารถตั้งสติตัวเองให้กลับมาได้เลย

ทางด้านพลับพลึงวิ่งจี๋ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต โชคดีที่ห้องพักของเจ้าของร้านอยู่ชั้นเดียวกัน เขาหันไปมองด้านหลังไม่เห็นว่าใครวิ่งตามมาก็รู้สึกโล่งอก

“นี่เธอวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องฉันเพื่ออะไร ทำไมถึงไม่ไปรับลูกค้า” สาวประเภทสองที่กำลังนั่งนับเงินอยู่บนเก้าอี้เงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความไม่พอใจ

“คือว่า…”

“อะไร อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้”

“ผะ ผมไม่ขอรับแขกคนนั้นได้ไหมครับ” สิ้นประโยคนี้ทำเอาดวงตาของเจ๊แข็งกร้าว ก่อนเก็บเงินใส่ลิ้นชักแล้วเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของพลับพลึง ปลายนิ้วชี้จิ้มไปผลักหน้าผากทำเอาพลับพลึงเซและถอยหลังออกมาอย่างคนทรงตัวไม่อยู่

“เธอเป็นใคร กล้ามาต่อรองกับฉัน”

“ผมขอโทษ แต่เจ๊จะให้ผมไปรับแขกคนไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่เขา” พลับพลึงลนลานยกมือไหว้สาวประเภทสองด้วยความกลัว

“ทำไม”

“เขาเป็นแฟนเก่าของผม” สิ้นประโยคนี้ทำเอาสาวสองยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

“เป็นกะหรี่ ไม่มีสิทธิ์เลือกแขก”

“แต่เจ๊ครับ ผมยอมทุกอย่าง จะให้ผมทำอะไรก็ได้”

“แต่ฉันต้องเสียเงินสามล้านไปฟรี ๆ เธอคิดว่าเงินจำนวนนั้นมันน้อยมากเหรอ เผลอ ๆ มันจะใช้หนี้ที่เธอค้างฉันเอาไว้ก็ได้”

“…”

“หรือเธอไม่อยากออกไปจากซ่องนี้ไว ๆ”

“…”

“จำไม่ได้เหรอไงว่าเธอติดหนี้ฉันไว้เยอะขนาดไหน ถ้าเธอรับแขกคนนั้นมันก็ทำให้เธอหลุดพ้นจากซ่องนี้ไปเร็ว ๆ ไหนบอกว่าคิดถึงลูก คิดถึงแม่ไง ทั้งหมดที่เธอเคยพูดออกมา เธอลืมมันไปหมดแล้วเหรอ”

“ผะ ผมไม่มีวันลืม”

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง อย่าคิดว่าแค่นอนอ้าขาแล้วได้เงินมันจะสบาย ถ้าเรื่องนี้คนอื่นรู้เข้าเธอจะไม่ได้มีพื้นที่ยืนในสังคม เพราะไม่มีใครเขารับได้หรอก”

“เรื่องนั้นผมทราบครับเจ๊ แต่ผม...”

“ไม่ได้ ยังไงเธอก็ต้องกลับไปรับแขก” ร่างเล็กร้องไห้น้ำตาคลอหน่วย จำใจหมุนตัวเดินกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ขายังไม่ทันได้ก้าวออกนอกห้อง เสียงโทรศัพท์ของเจ๊ก็ดังขึ้นเสียก่อน

และทันทีที่วางสายก็รู้สึกถึงความเจ็บแปล๊บที่หนังศีรษะอย่างรุนแรง

หมับ!…

เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนถูกกระชากโดยฝีมือของสาวประเภทสอง จริงอยู่ที่หล่อนไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดบังคับเด็กตัวเองไปนอนกับคนที่ไม่เต็มใจ แต่เมื่อมีโอกาสจะทำให้ตัวเองหลุดพ้นออกไปจากซ่องก็ควรจะทำ

เพี๊ยะ!

ตามด้วยแรงตบที่ใบหน้าเพื่อเรียกสติ แก้มพลับพลึงแดงเป็นรูปรอยมือ ก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่

“เธอทิ้งโอกาสนี้เองนะพลับพลึง ฉันละหมดความอดทนกับเธอจริง ๆ” พูดจบประโยคเจ้าของร้านก็เดินออกไปด้วยอาการหัวเสีย ส่วนพลับพลึงทำได้เพียงแค่ปลดปล่อยความอัดอั้นออกมาเป็นน้ำตา

ยิ่งเห็นสายตาของคนที่เขารักสุดหัวใจมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ก็ยิ่งตอกย้ำให้พลับพลึงรู้สึกเจ็บปวด

อาชีพที่ไม่ได้เลือก แต่มันจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด

“ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ” เสียงสะอื้นดังระงมในห้อง ดวงตากลมบวมแดงเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง

ปล่อยให้เตวิชญ์เกลียดเขาแบบนี้แหละ ถูกต้องแล้ว ชีวิตคนจนตรอกไม่มีทางเลือกอย่างเขา ไม่คู่ควรกับประธานบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่รวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศแบบนั้นหรอก

“ฮึก!”

ผมคิดถึงพี่เตเหลือเกิน ผมเฝ้ารอวันที่จะได้เจอกับพี่เตอีกครั้ง ถึงแม้ว่าพี่จะเกลียดผม แต่ผมก็ดีใจที่วันนี้เห็นพี่เตมีชีวิตที่ดี…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป