บทที่ 5 ตอนที่ 3 ค่าตอบแทนที่เธอถนัด

ตอนที่ 3 ค่าตอบแทนที่เธอถนัด

ภายในห้องนอนที่คับแคบมีไว้สำหรับซุกหัวนอนเพียงเท่านั้น พลับพลึงไม่ได้คิดจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่นาน เพราะหวังว่าสักวันจะมีเงินมาคืนเจ้าของร้านและออกไปจากขุมนรกนี้สักที

แน่นอนว่าการได้เข้ามาทำงานที่นี่เป็นสิ่งที่พลับพลึงเลือกไม่ได้ ในตอนนั้นเขาต้องแบกรับภาระหลาย ๆ อย่าง นอกจากจะต้องทำงานหาเงินมาอย่างยากลำบากแล้ว แม่ก็ดันมาล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลจนรู้ว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ในความโชคร้ายก็ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง เพราะหมอแจ้งว่าอาการมะเร็งของแม่อาจจะรักษาหาย แต่ต้องใช้เงินร่วมห้าล้านบาทซึ่งมันเกินกำลังและกว่าเขาจะหามาได้

ตอนนั้นเหมือนคนมืดแปดด้านไปหมด ชีวิตแห่งความเป็นความตายของผู้เป็นแม่ถูกแบกอยู่ภายใต้ความกดดันของพลับพลึงในวัยเพียงยี่สิบสามเท่านั้น แถมยังมีลูกวัยสองขวบอีกต่างหาก ดังนั้นคำถามต่อมาคือเงินหลายล้านขนาดนั้นเขาจะไปหามาจากไหนได้

บังเอิญว่าตอนนั้นเจ๊นุชไปเปิดร้านเหล้าอีกสาขาในจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้บ้านของพลับพลึง เขาจึงได้เข้าไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟจึงมีโอกาสรู้จักกับเจ้าของร้าน และได้ยืมเงินมารักษาผู้เป็นแม่จนหาย และเมื่อไม่มีเงินมาคืนตามกำหนดก็ต้องบากหน้ามาทำงานตามที่ตกลงกับเจ๊นุชในจังหวัดเชียงราย แนวเขตชายแดนไทย-พม่า

ส่วนตัวเขาไม่ได้ถือศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง แต่การได้ซื้อชีวิตของผู้เป็นแม่เอาไว้ต่างหาก คือการตอบแทนพระคุณผู้ให้กำเนิดอย่างแท้จริง

นับตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้ก็ร่วมสามปี โรคมะเร็งที่แม่เป็นอยู่นั้นสงบแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องไปให้หมอเช็คดูอาการทุก ๆ สามถึงหกเดือนเพื่อความปลอดภัยว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก โชคดีที่ได้น้องที่รู้จักแถวบ้านเป็นคนพาไป เขาจึงเบาใจลงไปเปลาะหนึ่ง

“ผมไม่อยากอ่อนแอเลย ฮึก!” เสียงสะอื้นดังก้องอย่างน่าหดหู่ภายในห้อง ในมือของพลับพลึงถือรูปถ่ายสามรูปซึ่งเป็นคนที่เขารักสุดหัวใจ

หนึ่งคือศรี มารดาผู้ให้กำเนิด เป็นรูปภาพที่ยิ้มหน้าบานตอนรู้ว่าเขาสอบชิงทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่ท้ายที่สุดกลับท้องโตเรียนไม่จบ ทำให้แม่ผิดหวังอีกจนได้

คนที่สองเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกชายวัยสี่ขวบเศษ มีชื่อว่าเจ้าขุน ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยที่ผู้เป็นยายไม่ต้องเหนื่อยมาก และที่สำคัญเป็นหัวหน้าห้องมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกต่างหาก

และคนสุดท้ายก็เป็นคนรักเก่า ไม่สิ เตวิชญ์ไม่ใช่คนรักเก่าสำหรับพลับพลึงเลย เตวิชญ์คือรักแรกและรักเดียวที่อยู่ในใจมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

“เห็นพี่เตได้ดีก็ควรยินดีสิพลับพลึง” ปากพร่ำปลอบใจตัวเอง แต่ภายในใจกลับเจ็บปวด เขายังคงรู้สึกผิดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ พลับพลึงก็ยังคงตัดสินใจที่จะบอกเลิกเตวิชญ์อยู่ดี

ครืด.. ครืด..

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฉุดดึงความสนใจจากคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายหันกลับมาดูโทรศัพท์เก่า ๆ หน้าจอปรากฏเป็นชื่อของลูกชาย พลันรอยยิ้มประดับที่มุมปาก คล้ายกับเป็นยาชั้นเลิศที่เยียวยาจิตใจของพลับพลึงให้ดีขึ้นในตอนนี้

[ฮะโหลแม่พลับ] เสียงใสดังเล็ดลอดเข้ามาทำเอาคนถูกเรียกชื่อยกมือขึ้นมาปาดคราบน้ำตา

“ว่าไงลูก”

[อาทิตย์หน้าที่โรงเรียนจัดงานวันพ่อครับ ครูบอกว่าให้เอาพ่อไปด้วย แต่แม่บอกพ่อผมเสียแล้ว] น้ำเสียงนั้นฟังดูห่อเหี่ยวเหลือเกิน จนพลับพลึงอดสงสารลูกไม่ได้

เรื่องลูกก็เช่นกัน เขาจะไม่มีวันปริปากบอกกับพ่อของลูกเด็ดขาด ว่าที่เลิกรากันเมื่อห้าปีก่อนนั้น พลับพลึงท้องกับเตวิชญ์ได้สี่เดือนแล้ว

“แต่ลูกยังมีแม่ ยังมียายนะครับที่สู้เพื่อลูกอยู่”

[ผมคิดถึงแม่ ผมอยากอยู่กับแม่ แม่เอาผมกับยายไปอยู่ด้วยไม่ได้เหรอครับ]

“อดทนอีกนิดนะลูก รอแม่เก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ แม่ก็กลับไปอยู่บ้านเราแล้ว”

[แม่สัญญากับผมแล้วนะ]

“สัญญาสิ”

[งั้นผมจะรอแม่มาอยู่ด้วยกัน ตาของยายไม่ค่อยดีสอนการบ้านผมไม่ค่อยได้เลย]

“แล้วได้ไปบอกพี่เจี๊ยบให้สอนแทนหรือเปล่า” พลับพลึงหมายถึงน้องที่อาสาพายายศรีไปพบหมอด้วยอาการมะเร็ง

[สอนครับ แต่แม่สอนเข้าใจกว่า]

“แม่ขอโทษที่ทำให้ลูกเหงา อยู่บ้านก็อย่าดื้อกับยายนะ ยายไม่ค่อยแข็งแรง”

[ครับผม]

จากเสียงร้องไห้กลายเป็นเสียงหัวเราะในที่สุด วันนี้โรงเรียนของเจ้าขุนหยุดก็เลยมีโอกาสได้คุยนานหน่อย และเมื่อวางสายพลับพลึงก็หลับไปในที่สุด ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นช่วงเวลาสองทุ่ม ใกล้ได้เวลาเข้างาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือดวงตากลับบวมเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง แน่นอนว่าโดนเจ้าของร้านด่าไม่ยั้ง จนสุดท้ายต้องสั่งพักงานเป็นเวลาหนึ่งวัน

คนตัวเล็กเดินทางกลับที่พัก ระหว่างทางเห็นของเล่นพวกตัวต่อราคาไม่แพงก็ซื้อติดไม้ติดมือกะว่าจะส่งไปให้ลูกชายเล่น แต่ด้วยความที่เขาใช้เงินไปกับการซื้อของเล่นให้ลูกแล้ว ดังนั้นจึงต้องเลือกที่จะเดินกลับเพื่อประหยัดค่ารถ

ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วสองข้างทาง ปกติใช้รถประจำทางมันจะวิ่งบนเส้นหลัก แต่เพราะไกลเกินไปจึงต้องเดินมาทางลัดตามตรอกซอยเปลี่ยว ๆ เสียงหมาเห่าไกล ๆ ชวนให้เสียวสันหลัง แต่พลับพลึงก็รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพราะรู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินตาม

หมับ! แขนของพลับพลึงถูกกระชากอย่างแรง ทำเอาเจ้าตัวเบิกตากว้าง หันมาเห็นชายฉกรรจ์สองคนท่าทางน่ากลัว

คนหนึ่งมีรูปร่างท้วมไม่สูงมาก อีกคนผอมและสูงใส่หมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้าเหี้ยมเกรียม

“ปล่อยผม”

“จะดิ้นทำไมล่ะคนสวย มาให้พี่ได้ชื่นใจหน่อย” ชายร่างท้วมเอ่ย แสดงสีหน้าหื่นกระหายอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่จะหันมาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกันอยู่สองคน

“ปล่อยผมเถอะครับ อย่าทำอะไรผมเลย” พลับพลึงกลัวสุดขีดถึงกับยกมือขึ้นมาไหว้อ้อนวอนเนื้อตัวสั่นเทิ้ม

“อย่ากลัวพวกพี่สิ พวกพี่จะทำให้หนูมีความสุขที่สุดเลยไม่ต้องห่วง” ครั้งนี้เป็นชายตัวผอมพุ่งเข้ามาลากตัวพลับพลึงออกจากถนน ถึงแม้จะไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรแต่ก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาเห็นหรือขัดจังหวะในขณะที่ต้องการปลดปล่อยความสุข

พลั่ก! พลับพลึงล้มทั้งยืนเมื่อถูกผลักไปที่พงหญ้า ข้าวของในมือก็หล่นกระจายไปคนละทิศคนละทาง ความหวาดกลัวมันทำให้พลับพลึงร้องไห้ออกมา พยายามตะโกนขอร้องให้คนช่วยแต่ดูเหมือนจะไม่มีใครได้ยิน

และไม่ทันที่เขาจะได้ลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนี ร่างกายอันสกปรกของพวกมันก็ทิ้งตัวลงคร่อมทับร่างเขาเอาไว้จนไม่สามารถดิ้นไปไหนรอด

“อย่าทำอะไรผมเลย ผมขอร้องเถอะนะครับ อยากได้เงินเท่าไรเดี๋ยวผมจะเอาให้พวกคุณหมดเลย” คนหวาดกลัวเอ่ยออกมาเสียงสั่น พยายามผลักอกของชายฉกรรจ์ทั้งสองคนออกไป

“ถุ้ย!อย่ากระแดะนักเลย มึงอย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ ว่าเป็นกะหรี่ตัวท็อปอยู่ในซ่อง” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พวกมันจะไม่ยอมปล่อยพลับพลึงไปง่าย ๆ ราคาค่าตัวของพลับพลึงไม่ใช่บาทสองบาท พวกมันมีโอกาสแค่เพียงติดตามเจ้านายเข้าไปในซ่องแห่งนั้น แต่มีเงินซื้อที่ไหนกัน แล้ววันนี้บังเอิญได้เจอใครมันจะโง่ปล่อยไปวะ

เสื้อยืดของพลับพลึงถูกกระชากออก เผยให้เห็นผิวขาวที่ต้องแสงพระจันทร์ในยามมืดสะท้อนตา สร้างความต้องการสัญชาตญาณดิบของพวกมันได้เป็นอย่างดี”

“แม่ง น่าเอาฉิบหาย วันนี้กูจะเล่นให้หายเงี่ยนเลย” ชายร่างท้วมยกมือขึ้นมาวาดปาก หันไปยิ้มให้เพื่อนอีกคนที่กำลังถอดเสื้อ แต่จังหวะนั้นเอง…

พลั่ก!ผลัวะ!

ไม่รู้มีใครที่ไหนเข้ามากระโดดถีบพวกมัน ตามด้วยไม้หน้าสามที่ฟาดลงมาไม่ยั้งทำเอาพวกมันตั้งตัวไม่ทัน และเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มาช่วยชัด ๆ ก็ทำเอาพลับพลึงตกใจรีบลุกขึ้นมาหยิบเสื้อตัวขาดคลุมร่างกายเอาไว้

“โอ้ยยยย!พอแล้ว อย่าเอากูถึงตายเลย” เสียงร้องโอดครวญของพวกมันฟังดูเจ็บปวด ก็แน่ละ โดนฟาดไปแรง ๆ แบบนั้นจนได้เลือดไม่แขนหักก็คงช้ำในเกือบตาย

แต่ดูเหมือนเตวิชญ์จะโมโหจนเลือดขึ้นหน้า แม้แต่คำขอร้องไห้ไว้ชีวิตก็ส่งไปไม่ถึง และเมื่อเห็นพลับพลึงเข้ามาห้ามก็คล้ายกับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีมากระตุ้นไฟภายในอกให้ลุกโชนได้เป็นอย่างดี

“ทำไม โกรธฉันหรือไงที่มาขัดจังหวะของเธอ” เสียงตะคอกของคนรักเก่าทำเอาน้ำตาไหลพราก พลับพลึงเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นก้อนสะอื้น ก่อนที่ชายฉกรรจ์มีสภาพสะบักสะบอมวิ่งหนีไป

“ผะ ผมเปล่า ผมแค่ไม่อยากให้คุณติดคุกเฉย ๆ” เพราะถ้าหากเรื่องนี้ถึงตำรวจก็จะทำให้เตวิชญ์เสื่อมเสียชื่อเสียง

“แล้วดูสภาพดิ น่าสมเพชฉิบหาย ฉันแม่งคบเธอไปได้ไงวะ” คนโตกว่าว่าเสียงดุ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถอดสูทตัวนอกสีกรมโยนให้คนรักเก่าได้สวมใส่ เพราะดูจากเสื้อยืดที่เจ้าตัวถือนั้นมันขาดรุ่งริ่งจนเหมือนผ้าขี้ริ้วไปแล้ว

ไม่มีการปลอบขวัญ มีแค่คำด่าทอ ซึ่งมันก็สาสมแล้วกับสิ่งที่พลับพลึงเคยทำกับเตวิชญ์

“ขอบคุณคุณเตมาก ๆ นะครับที่มาช่วย” พลับพลึงไหว้ผู้มีพระคุณ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดต่อมา

“ฉันก็แค่ขับรถผ่านมา จริง ๆ ไม่คิดว่าเป็นเธอด้วยซ้ำที่โดนข่มขืน ถ้ารู้งี้ฉันไม่เหยียบเบรกให้เสียผ้าเบรกฟรี ๆ หรอก” สิ้นประโยคนี้ร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามานั่งในรถ แต่ยังไม่ได้ขับออกไปก็ลดกระจกลงมา

“ยืนบื้ออยู่ได้ อารมณ์ค้างเหรอ ถึงรอพวกมันกลับมาทำต่อให้เสร็จหรือไง”

“เชิญคุณเตวิชญ์เถอะครับ ผมกลับเองได้”

“อวดเก่ง เมื่อกี้ไม่เห็นเก่งเหมือนปากเลย”

“…”

“ถ้าชักช้าฉันจะไปจริง ๆ แล้วนะพลับพลึง อย่าเล่นตัวให้มันมากนัก ฉันไม่มีทางใจอ่อนกลับไปโง่เหมือนตอนที่เราเคยคบกันแน่ ๆ”

พลับพลึงมองซ้ายมองขวาเห็นทางค่อนข้างเปลี่ยว และไม่มีทางเลือกจึงจำใจจะต้องติดรถของคนรักเก่าไปลงที่ถนนใหญ่ แต่ก่อนจะได้ขึ้นรถพลันนึกถึงของเล่นที่ซื้อมาให้ลูกรีบไปเก็บรวบ ๆ ใส่ถุง แล้ววิ่งขึ้นมานั่งด้านข้างคนขับตัวแข็งทื่อ ไม่แม้จะได้ยินเสียงลมหายใจ

“ซื้อของเล่นไปทำไม เป็นเด็กเอ๋อหรือไง โตเป็นควายแล้วยังเล่นของพวกนี้อีก” แสงไฟส่องผ่านเข้ามาในรถเห็นเป็นรถของเล่นราคาถูก ๆ อยู่ในถุง แถมยังมีพวกเศษหญ้าเศษดินอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเตวิชญ์เองก็ไม่รู้ว่าจะหวงอะไรนักหนาของเล่นกะโหลกกะลาพวกนั้น

“ปะ เปล่าครับ พอดีแม่โทรมาบอกว่าน้องอยากได้ของเล่น ผมก็เลยซื้อว่าจะส่งไปให้ครับ” เมื่อรถเคลื่อนตัวออกมาสู่ท้องถนน แต่มันดูเชื่องช้าเหลือเกิน ใจของเขาร้อนรนจนอยากจะไปให้ไกลจากเตวิชญ์แล้ว

ปกติแล้วเตวิชญ์เป็นคนขับรถค่อนข้างไว แต่พอผ่านไปห้าปีกลับขับช้าจัง

ทันทีที่ถึงถนนเส้นหลัก พลับพลึงก็บอกให้คนโตกว่าหยุดรถ เพราะเขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ที่อยู่

“อยากโดนมันพาพวกมาดักรออีกเหรอไง ทำไมถึงดื้อด้านขนาดนี้”

“ผมไม่ได้รอพวกมันสักหน่อย ถ้าผมอยากทำแบบนั้นจริง ผมไม่จำเป็นต้องไปหาคนน่ากลัวพวกนั้นหรอก เพราะเงินก็ไม่ได้ สู้ผมไปเดินแถว ๆ ห้างดีกว่า เพราะมีแต่คนรวย ๆ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้ง…”

“พอกันทีพลับพลึง! สันดานเธอมันร่านไม่หายจริง ๆ” มือใหญ่กระชากแขนของคนรักเก่าเต็มแรงตามห้วงอารมณ์ที่มันปะทุขึ้นมา อีกฝ่ายกล้าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าต่อตา เตวิชญ์ถึงกับเดือดดาล

“ผมเจ็บ…”

“อย่าสำออยนักเลย”

“ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบขี้หน้าผม เรื่องที่ช่วยผมไว้ผมขอบคุณอีกครั้งนะครับ หลังจากนี้เราอย่าได้พบกันอีกเลย” พลับพลึงกำลังจะเปิดประตูรถเพื่อเดินออกไป แต่ดูเหมือนเตวิชญ์จะไม่พอใจจึงกระชากตัวให้กลับมา

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรครับ”

“แค่คำขอบคุณฉันว่ามันไม่พอหรอก เอาเป็นว่าเปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

“แล้วคุณจะเอาอะไรเหรอครับ” ถามออกไปด้วยความสงสัย ถ้าเป็นเงินไม่มากจนเกินไปก็พอจะหามาให้ได้

“ก็ทำในสิ่งที่เธอถนัดสิ” สิ้นประโยคนี้เตวิชญ์ก็ดันเบาะรถให้กว้างขึ้น กระดุมกางเกงถูกปลดออกก่อนจะควักท่อนเนื้อใหญ่ยาวออกมานอกกางเกง แสงไฟสลัวมันก็พอจะทำให้พลับพลึงเห็นขนาดเก้านิ้ว พาให้ใจสั่นจนเก็บอาการไม่อยู่

เพราะนอกจากนิสัยของเตวิชญ์ที่เคยอ่อนโยนจะเปลี่ยนไป ขนาดแก่นกายก็ใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

“คุณเตให้ผมทำอย่างอื่นเถอะครับ”

“ทำไม? ของฉันมันใหญ่ไม่เท่าลูกค้าที่เธอเคยรับเหรอ”

“ผมไม่เคยเปรียบเทียบคุณกับคนพวกนั้นเลยนะครับ”

“งั้นก็อย่ามัวโอ้เอ้ รีบอมให้เสร็จ เพราะฉันจะได้จัดให้เธอถึงใจ”

“…”

“พลับพลึง!” คนเอาแต่ใจตะคอกเสียงดัง

“…”

“ฉันบอกให้เธออ้าปากแล้วอมไง” โทนเสียงหนาทุ้มเริ่มแข็งกระด้าง แสดงความไม่พอใจจนพลับพลึงต้องทำใจเคลื่อนเบาะให้กว้างขึ้น

หมับ! ฝ่ามือขาวเอื้อมไปจับท่อนเนื้อใหญ่ยาวพลางนวดคลึงอย่างคุ้นเคย คนเคยคบกันย่อมรู้จุดกระตุ้นของกันและกันได้เป็นอย่างดี และทันทีที่เตวิชญ์หลับตาเพื่อรับรสกระสัน พลับพลึงก็อาศัยจังหวะนี้พุ่งไปเปิดประตูรถยนต์ออกไปพร้อมกับถุงของเล่นในมือ

คนที่ถูกปล่อยให้อารมณ์ค้างหงุดหงิด แต่ถึงอย่างนั้นก็เก็บส่วนที่แข็งขืนใส่กางเกงเอาไว้ดังเดิม เขามองคนตัวเล็กวิ่งออกไปจนลับสายตา แต่ก็ไม่ได้คิดจะตามแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไร พลับพลึงก็ไม่สามารถหนีเขารอดไปได้หรอก

ที่ผ่านมาเขาต้องได้รับความเจ็บปวด ทุกข์ เศร้า เสียใจ ดังนั้นต่อไปนี้ฉันจะทำให้เธอได้ลิ้มรสชาติคนที่เหมือนตกนรกทั้งเป็น ว่าจะรู้สึกอย่างไร…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป