บทที่ 6 ตอนที่ 4 จองคิวล่วงหน้า
ตอนที่ 4 จองคิวล่วงหน้า
‘ท่านประธานจะกลับมาวันไหนคะ พอดีว่ามีงานที่ต้องให้ท่านประธานเซ็นอนุมัติค่ะ’ ข้อความส่งมาจากเลขาทำเอาเตวิชญ์ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด เพราะมัวแต่เอาเวลาไปโฟกัสอยู่กับคนรักเก่า จนลืมงานที่ต้องทำไปเสียสนิท
‘อาทิตย์หน้าผมจะกลับ บอกแม่ผมด้วยว่าไม่ต้องตาม ที่หน้าไซต์งานมีปัญหาเลยต้องอยู่ต่ออีกหน่อย’ เลือกที่จะโกหกออกไปทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ใช่
‘ได้ค่ะ เดี๋ยวพรจัดการให้ค่ะ แต่ถ้าคุณหญิงไล่พรออก ท่านประธานต้องช่วยพรด้วยนะคะ พรไม่อยากตกงานค่ะ’
‘เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง’
‘ขอบคุณค่ะ’
เกือบอาทิตย์แล้วที่เตวิชญ์ยังคงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในจังหวัดเชียงราย และวันนี้อีกเช่นกันที่เขาขับรถมาจอดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เขาทุ่มเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อต้องการซื้อคิวพลับพลึงล่วงหน้ายาวไปจนกว่าจะถึงกำหนดกลับกรุงเทพมหานคร
“สุดหล่อเข้าไปรอในห้องนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวไม่นานเจ๊จะไปตามน้องพลับพลึงมาให้” เจ๊นุชขยิบตาหยอกเย้าลูกค้าวีไอพี ก่อนจะเดินนวยนาดออกไป
ทางด้านเตวิชญ์ก็เดินเข้ามาภายในห้องเดิมที่อยู่ชั้นสามของตัวอาคาร บรรยากาศยังคงปลุกความต้องการทางเพศได้อย่างดีเยี่ยม ถือว่าบริการแขกดีกว่าสถานที่ที่เขาเคยใช้บริการมาเสียอีก แถมยังเปิดแอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นเทียนหอมที่ตั้งเอาไว้หัวเตียงก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย พลันรอยยิ้มร้ายกาจกระตุกข้างมุมปาก
วันนี้เธอหนีฉันไปไหนไม่รอดแน่พลับพลึง…
พรึ่บ!เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดไปกองไว้บนที่นอน ตามด้วยเนกไทคลายออกหลวม ๆ เพื่อระบายความร้อน เตรียมพร้อมที่จะให้ใครบางคนเข้ามาปรนนิบัติ
และไม่นานบานประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าเหมือนกระต่ายตื่นตูม
น่าตลกดีฉิบหาย…
ดูเหมือนวันนี้พลับพลึงจะไม่รู้ว่าต้องมาบริการแขกคนไหนด้วยซ้ำ แต่เมื่อเห็นเตวิชญ์อีกครั้งก็ใจหายวาบ
“คะ คุณเต ทำไมเป็นคุณ ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราอย่าเจอกันอีก” คนตัวเล็กเอ่ยออกมาเสียงสั่น มือสองข้างบีบเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า
“เธอเป็นเจ้าของที่นี่เหรอ ถึงได้มาห้ามฉัน”
“ถ้าคุณเตต้องการซื้อบริการจริง ผมแนะนำให้คุณซื้อคนอื่นครับ เดี๋ยวผมจะไปบอกกับเจ๊นุชเอง” สิ้นประโยคนี้คนขายบริการหน้าหวานก็ผลักประตูห้อง แต่กลับพบว่าถูกล็อกจากทางด้านนอก ภายในใจกระวนกระวายพยายามคิดว่าจะรอดจากการทำเรื่องอย่างว่ากับเตวิชญ์ได้อย่างไร เมื่อประตูห้องถูกล็อกแน่นหนาขนาดนี้ เขาก็หมดหนทางในการหนีรอดออกไปได้
ชีวิตของพลับพลึงมีตำหนิแล้ว มันสกปรกเกินกว่าจะให้คนดี ๆ อย่างเตวิชญ์เข้ามาแตะเนื้อต้องตัวด้วยซ้ำ
“ใครอยู่ข้างนอก เปิดประตูให้พลับพลึงหน่อย” ฝ่ามือขาวยกมือขึ้นมาเคาะบานประตูห้องรัว ๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีคนเปิดออก กระทั่งมีใครบางคนเดินเข้ามายืนซ้อนหลัง พร้อมทั้งยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ตามด้วยประโยคเชือดเฉือนน้ำใจที่ทำเอาคนฟังน้ำตาตกใน
“หนีไปไหนไม่รอดแล้ว ไอ้กะหรี่พลับพลึง!”
“…”
“คิดจะหนีลูกค้าเหรอ ไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่เสียจริง”
คล้ายจะมีหนามทิ่มอยู่กลางอก มันทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดอะไรไม่ออก ถึงแม้ข้างในจะรู้สึกเจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้ แต่พลับพลึงจำเป็นต้องกลั้นความเสียใจไว้ไม่แสดงมันออกมา
ทำให้ดวงหน้าหวานที่หันมามองเตวิชญ์ในตอนนี้กลายเป็นความเย็นชา ไร้ความรู้สึก ซึ่งมันกลับกระตุกต่อมความโมโหของร่างสูงได้เป็นอย่างดี
“ผมแค่ไม่พอใจจะรับลูกค้าอย่างคุณเฉย ๆ ลีลาคุณมันห่วยขนาดไหน ทำไมผมจะไม่รู้”
หมับ! มือใหญ่คว้ามาที่ท่อนแขนเรียวเต็มแรง เสี้ยวหน้าหวานบูดเบี้ยวเพราะเจ็บเหมือนกระดูกจะหัก ทำเอาเตวิชญ์ชะงักทำทีสะบัดออกคล้ายกับรังเกียจ
“ปากดีนักใช่ไหม” สิ้นประโยคนี้ร่างสูงลากตัวของพลับพลึงเหวี่ยงกระเด็นไปบนเตียง ไม่รอให้พลับพลึงได้คลานหนีไปไหนก็รีบตามเข้ามาคร่อมทับอย่างไว ตามด้วยก้มหน้าลงมาปิดริมฝีปากที่ชอบเถียงคำไม่ตกฟาก
“ฮื้ออออส์” แต่ดูเหมือนว่าพลับพลึงจะพยายามปิดริมฝีปากไม่ยอมให้ชายหนุ่มได้รุกล้ำเข้าไปด้านใน ดังนั้นเตวิชญ์จึงเลือกที่จะใช้ฟันกัดตรงมุมปากแทนเพื่อเป็นการสั่งสอนคนที่กล้าขัดใจ
“โอ้ยย!” พลับพลึงรู้สึกเจ็บจึงร้องโอดครวญ ร่างสูงจึงอาศัยจังหวะนี้แทรกเรียวลิ้นเข้ามาสำรวจภายในโพรงปากที่คุ้นเคย แม้จะได้กลิ่นคาวของเลือด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รสชาติความหวานนั้นลดทอนลงเลย มิหนำซ้ำจะเติมเต็มความโหยหาที่ไม่ได้จูบกันมานานถึงห้าปีเต็ม
ถึงแม้ว่าหลังจากที่เลิกรากับพลับพลึง ชายหนุ่มจะมีความสัมพันธ์ทางกายกับคนอื่นก็จริง แต่ก็ไม่เคยมีใครได้จูบกับเขาเลย…
“อย่าดิ้น ทำเป็นเล่นตัวไปได้”
“ก็ผมเจ็บ คุณช่วยเบาหน่อยไม่ได้หรือไง”
“เสียเงินไปตั้งหลายล้านบาท จะให้ฉันมัวมานั่งทะนุถนอมเธอเหรอไง ตลกไปหน่อยไหม”
“จูบห่วย ๆ แบบนี้ ผมไม่มีทางเคลิ้มหรอก”
คนหนึ่งพูดเพื่อต้องการให้เตวิชญ์เสียความมั่นใจ จะได้ล้มเลิกในการทำเรื่องอย่างว่าต่อไป ส่วนอีกคนกลับเข้าใจผิด คิดว่าอีกฝ่ายจงใจจะดูถูก
“งั้นอย่ามาร้องขอชีวิตจากฉันก็แล้วกัน” ร่างสูงตะโบมจูบอย่างผลีผลามและอุกอาจ ฝ่ามือใหญ่กระชากเสื้อเชิ้ตสีขาวของคนใต้ร่างจนขาดวิ่นตามห้วงอารมณ์ที่ร้อนฉ่า
หลังจากที่คนใต้อาณัติดีดดิ้นกลับเริ่มอ่อนระทวยเพียงเพราะถูกสัมผัสที่คุ้นเคยเข้าครอบงำ ไม่สามารถฝืนความต้องการของร่างกายได้ จนเผลอส่งลิ้นออกมาเกี่ยวตวัดพันพัว โต้ตอบกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
“แค่นี้ก็แข็งแล้วเหรอ” รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระตุกยิ้มข้างมุมปาก เตวิชญ์หยัดกายลุกขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งหกลูก
เวลาผ่านไปห้าปีแล้ว แต่เตวิชญ์ยังมีรูปร่างที่ดีเหมือนเดิม ยังเป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองได้ดี
“เจ้าของร้านให้เวลาฉันถึงเช้าวันพรุ่งนี้เลย ฉันคงได้รื้อฟื้นความหลังกับเธออีกยาว” พูดจบก็ถอดกางเกงรูดลงมาพร้อมกับอันเดอร์แวร์สีน้ำเงินเข้ม เผยให้เห็นท่อนเนื้อขนาดใหญ่ยาว พาให้ใจสั่นจนเก็บอาการไม่อยู่
“คุณเตไปอาบน้ำก่อนไหมครับ”
“อย่าถ่วงเวลา ฉันไม่ได้โง่”
นอกจากจะเป็นคนรักเก่าก็ยังรู้จักนิสัยใจคอกันด้วย พลับพลึงจนปัญญาไม่รู้จะหาอะไรมาเปลี่ยนใจอีกฝ่ายแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือการถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด เผื่อว่ามันจะทำให้เตวิชญ์เปลี่ยนใจไม่ต้องการนอนกับเขาในค่ำคืนนี้ก็ได้
“อ้าปากแล้วอมเข้าไปซะ” ร่างสูงเดินเข้ามาข้างเตียง ดึงแขนของคนที่นอนโอ้เอ้อยู่บนที่นอนให้ลุกขึ้นมานั่ง ทำให้ใบหน้าหวานอยู่ในระดับเดียวกับแก่นกาย ทำเอาคนตัวเล็กหน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก และเมื่อหันใบหน้าหนีก็ถูกฝ่ามือหนาขยุ้มเส้นผมสีน้ำตาลให้หันกลับมามอง
“คุณมันโรคจิต!” พลับพลึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำนี้ออกมา
“ก็สมน้ำสมเนื้อแล้วไม่ใช่เหรอ คนหนึ่งโรคจิต อีกคนก็ร่าน เข้ากันดีจะตาย”
“คุณเต! มันจะเกินไปแล้วนะครับ”
“ฉันพูดเรื่องจริง เธอรับไม่ได้เหรอ…”
“…”
“ไหนลองโชว์ลีลาการอมให้ฉันดูหน่อย ว่ามันจะเก่งขนาดไหน”
“ผมไม่อม”
“งั้นฉันทำเอง” ร่างสูงใหญ่พยายามจะจับส่วนที่แข็งขืนเข้ามาในปากบาง แต่ดูเหมือนคนที่เคยคบกันมาจะรู้ตัวจึงรีบวิ่งขึ้นไปยืนอยู่บนเตียงนอนท่าทางตื่นตระหนก
“เล่นตัวแบบนี้เองลูกค้าถึงได้ติดใจเธอนักหนา”
“ผมแค่จะโชว์ให้คุณดูก่อนต่างหาก” แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ เพื่อถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด
“งั้นก็เอาสิ ฉันจะนั่งมองเธอก่อนก็แล้วกัน” ร่างใหญ่ล่ำสันเดินโทงเทงมานั่งอยู่บนเตียงนอน สายตาคมกริบจ้องมองคนรักเก่าที่กำลังทำตัวไม่ถูก
“คุณปิดตาก่อนสิ”
“ปิดให้โง่เหรอไง อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าช้าฉันจะทำเอง” สิ้นประโยคนี้พลับพลึงคว้าผ้าขนหนูที่วางเอาไว้ปลายเตียงได้ก็โบกสะบัดไปมาตามเสียงเพลงที่คลอเคล้า พยายามยั่วยวนอยู่นานจนคนเฝ้ามองเริ่มทนไม่ไหว สังเกตได้จากลำเนื้อใหญ่ยาวที่มีน้ำสีใสไหลออกมาจากรูส่วนปลาย
มันแข็งจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
หมับ! ฝ่ามือใหญ่ดึงรั้งคนตัวเล็กจนเสียหลักล้มลงมาทับลำตัว ทำให้แท่งร้อนระอุดันหน้าท้องของพลับพลึงเอาไว้ชวนให้ใจสั่นระรัว
“ไม่ต้องยั่วแล้ว ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว พลับพลึงอมให้ฉันหน่อย” พูดจบก็ดันร่างของตัวคนเล็กให้เคลื่อนใบหน้าต่ำลงมา เจ้าหัวเห็ดบานแดงมันชี้หน้าเขาอยู่ทำเอาพลับพลึงเม้มริมฝีปาก พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก…
