บทที่ 2 ค่ำคืนในกรงทอง
มาเฟียหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที เขาจ้องมองร่างเล็กที่กำลังเมามายจนแทบจะประคองตัวเองไม่อยู่
และในวินาทีนั้นเอง ชายแปลกหน้าสองสามคนท่าทางไม่น่าไว้ใจเริ่มเดินเข้าไปรุมล้อม และพยายามจะแตะเนื้อต้องตัวเธอ
แยมพยายามปัดป้องด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด แต่ความเมาทำให้เธอแทบไม่มีสติ
“นายครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
สิงห์... ลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวผู้เป็นเจ้านาย
“สั่งคนของเราด้านล่าง ไปลากคอไอ้พวกที่อยู่รอบตัวผู้หญิงเดรสสีดำตรงบาร์ออกไปหักข้อมือทิ้งซะ อย่าให้พวกมันได้เห็นแสงตะวันอีก”
น้ำเสียงของภาคิรันย์เย็นเฉียบจนน่าขนลุก
“และสั่งปิดคลับชั้นบนทั้งหมด ห้ามใครขึ้นมาเด็ดขาด”
“รับทราบครับนาย” สิงห์รีบรับคำสั่งแล้ววิทยุบอกลูกน้องทันที
ภาคิรันย์ไม่รอช้า เขารีบก้าวออกจากห้องวีไอพีและตรงดิ่งลงไปยังชั้นล่างทันที
จิตใต้สำนึกของเขาเต็มไปด้วยความหวงแหนและอยากปกป้อง
เพลิงความคลั่งรักที่สะสมมาสิบกว่าปี แปรเปลี่ยนเป็นความต้องการที่จะ ‘กักขัง’ และครอบครองเธอไว้แต่เพียงผู้เดียว เพื่อไม่ให้เธอต้องเผชิญกับโลกที่โหดร้ายอีกต่อไป
ทางด้านของแยม สติของเธอเลือนรางเต็มที โลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างกายร้อนรุ่มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และหัวใจที่แตกสลาย
เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะล้มพับลงไปกับพื้น และก็มีมืออันหยาบกร้านของใครบางคนพยายามจะดึงเธอไป
แต่แล้ว... สัมผัสป่าเถื่อนเหล่านั้นกลับถูกกระชากออกไปอย่างแรง พร้อมกับเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของพวกผู้ชายเหล่านั้น ที่แยมไม่ได้ยินชัดเจนนัก
รู้เพียงแค่ว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะร่วงหล่นลงสู่พื้นอันเย็นเยียบ
อ้อมแขนแกร่งและทรงพลังของใครบางคน ก็สวมกอดและประคองร่างของเธอเอาไว้ได้ทัน
“อื้อ~ ใคร?” เสียงหวานเอ่ยประท้วงในลำคอ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาซุกลงกับแผงอกกว้างของชายแปลกหน้าอย่างไร้ทางสู้
สองมือน้อยๆ ขยำเสื้อสูทของเขาไว้แน่นเพราะกลัวว่าจะล้มลงไป
ภาคิรันย์ก้มลงมองยลลดาในอ้อมกอด หัวใจที่เคยด้านชาของมาเฟียหนุ่มเต้นรัวราวกับกลองรบ
เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนร่างเล็กแทบจะจมหายไปกับอกหนา ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูนเมื่อเห็นรอยช้ำ และคราบน้ำตาบนใบหน้าของเธอ
“พี่หาเธอเจอแล้ว ยัยเด็กดื้อ” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพยายามจะมองคนตรงหน้า นัยน์ตากลมโตที่ปรือและฉ่ำวาวด้วยน้ำตา เธอจ้องมองสบตากับดวงตาคมกริบดุจซาตานของมาเฟียหนุ่ม
“คุณ~ ช่วยแยมด้วย แยมไม่เหลือใครแล้ว” เธอบ่นพึมพำด้วยความเมา แล้วก็ความอ้างว้างทำให้เธอโผเข้าหาความอบอุ่นตรงหน้าอย่างลืมตัว
ภาคิรันย์ไม่ได้เอ่ยตอบคำใด เขาเพียงช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย
เธอหมดสติพับไปในอ้อมแขนของเขาโดยไม่รับรู้เลยว่า ค่ำคืนที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้... จะกลายเป็นโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่พันธนาการชีวิตและหัวใจของเธอไว้ไปตลอดกาล
ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบนสุดของคลับหรูอย่างเงียบๆ
ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยรังสีความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่
ภาคิรันย์กระชับร่างเล็กที่เปียกปอนในอ้อมแขนให้แนบชิดกับแผงอกกว้างมากขึ้น เสียงลมหายใจกระสับกระส่ายของยลลดาที่ดังอยู่ชิดลำคอทำให้ความอดทนของมาเฟียหนุ่ม ที่เพียรสะสมมานานนับสิบกว่าปีแทบพังทลาย
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ภาคิรันย์อุ้มเธอตรงดิ่งไปยังห้องเพ้นท์เฮ้าท์ส่วนตัวทันที
ประตูห้องนอนบานใหญ่ถูกเปิดออก พร้อมกับความเงียบสงัดของค่ำคืน เขาวางร่างเล็กลงบนเตียงอย่างทะนุถนอมราวกับเธอเป็นตุ๊กตาแก้วราคาแพง
แสงไฟสลัวสีส้มภายในห้องสะท้อนให้เห็นใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
เสื้อผ้าเดรสสีดำที่เปียกชื้นแนบเนื้อจนเผยให้เห็นสัดส่วนอ้อนแอ้นอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่
“หนาว~ แยมหนาว” ร่างเล็กส่งเสียงครางออกมาเบาๆ
มือเรียวเล็กปัดป้ายไปมาบนที่นอน เหมือนว่าเธอกำลังจะหาอะไรบางอย่าง เพื่อทำให้เธอคลายหนาวได้
“ถ้าหนาวก็ลืมตาขึ้นมามองพี่ มองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ” ภาคิรันย์เอ่ยพูดเสียงแหบพร่า
ประโยคของมาเฟียหนุ่ม ทำให้เธอพยายามประคองสติที่หลงเหลืออยู่ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เพื่อจะมองคนตรงหน้าเธอ
“คุณอย่าใจร้ายกับฉันเลยนะ” เธอเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา หยดน้ำสีใสไหลซึมออกจากหางตาเมื่อเผลอคิดถึงเรื่องราวที่เจอมา
“ฉันจะไม่มีวันใจร้ายกับเธอ และใครหน้าไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเธอได้อีก”
ทันทีที่ภาคิรันย์เอ่ยจบประโยค เขาก็บดเบียดริมฝีปากหนาลงบนกลีบปากบางอย่างดุดัน แต่ว่าแฝงไปด้วยความอ่อนหวาน แล้วก็ความโหยหาที่กักเก็บมาเนิ่นนาน
เรียวลิ้นร้อนของมาเฟียหนุ่มรุกรานและเกี่ยวกระวัดหยอกเย้า พร้อมกับสั่งสอนให้คนใต้ร่างรับรู้ถึงตัวตนของเขา
“อื้อ~” ยลลดาครางอื้ออึงในลำคอ สมองที่ว่างเปล่าหลงเหลือเพียงความรู้สึกเสียวซ่าน
มือเล็กขยำไหล่หนาของมาเฟียหนุ่มแน่นเพื่อหาที่พึ่งพิง เพียงครู่เดียวชุดเดรสที่เปียกชื้นก็ถูกมือหนาจัดการถอดออกไปอย่างรวดเร็วและเชี่ยวชาญ
สายตาของภาคิรันย์ที่มองเรือนร่างเล็กนั้น กลับเต็มไปด้วยความเทิดทูนและหวงแหนอย่างที่สุด ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามผิวเนียนละเอียด สัมผัสของเขาหนักหน่วง ดุดันตามสัญชาตญาณดิบของมาเฟีย
แต่ทุกครั้งที่แยมส่งเสียงครางประท้วงด้วยความเจ็บ ภาคิรันย์จะผ่อนปรนและก้มลงประทับจูบซับน้ำตาให้เธอด้วยความอ่อนโยนทันที
“อื้ออ~ คุณ~”
“หื้อ?”
บทรักอันเร่าร้อนดำเนินไปท่ามกลางเสียงสายฝนของภายนอก ทุกการเคลื่อนไหวของภาคิรันย์เต็มไปด้วยความโหยหาและกผูกมัด
เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็กที่ขึ้นสีแดงจัด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“จำกลิ่นของฉันไว้นะแยม จำอ้อมกอดนี้ไว้” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“เธอเป็นของพี่รันย์ เป็นของพี่คนเดียวได้ยินไหม” คนตัวเล็กที่อยู่ใต้ร่างของภาคิรันย์เมามายเกินกว่าจะรับรู้ความนัยในคำพูดเหล่านั้นได้ สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์ที่เร่าร้อนที่เขามอบให้กับเธอ
ค่ำคืนอันยาวนานเคลื่อนผ่านไปพร้อมกับเสียงลมหายใจที่สอดประสาน มาเฟียหนุ่มกอดกระชับร่างบางที่หมดแรงและสลบไสลไปด้วยความเหนื่อยล้าเข้ามาแนบกาย
“เธอจำพี่ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ในเมื่อโชคชะตาส่งเธอกลับมาหาพี่อีกครั้ง คำสาบานในอดีตว่าจะเอาเธอทำเมีย พี่ก็จะทำให้มันเป็นจริง”
