บทที่ 4 ปราบพยศ

เสียงหวานสะอื้นไห้จนตัวโยน หยดน้ำตาใสๆ ไหลร่วงเผาะ และคำตัดพ้อที่แสนเปราะบางของเธอ ทำให้หัวใจของมาเฟียหนุ่มกระตุกและเจ็บปวดตามอย่างห้ามไม่ได้

“อยู่ที่นี่... เธอก็ช่วยทำตัวดีๆ อย่าดื้อให้มันมากนักนะแยม”

จากน้ำเสียงที่เคยดุดันกลับอ่อนโยนลงทันที สรรพนามที่เขาใช้เรียกชื่อเล่นของเธอ มันยิ่งทำให้เรียวคิ้วขมวดจนแทบจะติดกันอยู่แล้ว

มาเฟียหนุ่มปล่อยมือจากปลายคาง ก่อนที่จะจัดเสื้อสูทให้เข้าที่ด้วยมาดนิ่งๆ ดุจซาตาน สายตาทอดมองหญิงสาวที่นอนกอดตัวเองร้องไห้อยู่บนเตียงอย่างเด็ดขาด

“คฤหาสน์โชติเมธาจะเป็นบ้านหลังใหม่ของเธอ และจำใส่สมองของเธอไว้ด้วยแยม ว่าต่อให้เธอจะพยายามหนี เธอก็ไม่มีวันก้าวออกไปจากกรงทองของฉันได้แม้แต่ก้าวเดียว”

ทันทีที่ภาคิรันย์เอ่ยพูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องนอนบานใหญ่ ทิ้งท้ายไว้เพียงความกดดันที่ตลบอบอวล

ยลลดาทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหลังกว้างนั้นเดินจากไป

พร้อมกับเสียงประตูล็อกที่ดังขึ้นอีกครั้ง...

ตอกย้ำว่า... อิสรภาพของเธอได้จบลงแล้ว และชีวิตหลังจากนี้เธอต้องเผชิญหน้ากับมาเฟียสุดคลั่งรักและป่าเถื่อนคนนี้ อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้อีกแล้ว

เวลา 13:45 น.

ร่างเล็กนอนร้องไห้จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาก็เพราะว่าเธอสะดุ้งจนสุดตัว

ยลลดายันตัวลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง สายตาเธอกวาดมองไปทั่วห้อง ที่เธอมองไม่ใช่เพราะหลงใหลในสิ่งของหรูหราตรงหน้า แต่เพราะเธอกำลังหาทางจะหนีตั้งหาก

“กรงทอง มันคือกรงทองจริงๆ อย่างที่เขาพูด” เธอพึมพำเสียงแผ่ว กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

ร่างเล็กค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงนุ่ม เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสเข้ากับพรมขนสัตว์หนานุ่ม ทว่าความเย็นเฉียบกลับแล่นพล่านขึ้นมาจนถึงขั้วหัวใจ

“ฮึก!” เสียงสะอื้นไห้ของเธอดังขึ้นอีกครั้ง

เมื่อเธอตระหนักได้ว่า... โอกาสหนีของเธอมันช่างริบหรี่จริงๆ ยลลดาเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่

น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วกลับไหลรินลงมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องการที่จะหนี ถึงจะหนีไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอลองหนีดูสักครั้ง

เรียวมือเล็กยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาอีกครั้ง หน้าต่างกระจกตรงหน้าเธอเป็นแบบนิรภัยหนาสามชั้น ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทุบแตกกันได้ง่ายๆ ก่อนที่สายตาเธอจะสะดุดเข้ากับประตูบานหนึ่งที่อยู่มุมห้อง

มันคือประตูเชื่อมไปยังระเบียงด้านนอก

หญิงสาวไม่รอช้า เธอรีบวิ่งถลาเข้าไปหาประตูบานนั้นทันที มือน้อยๆ สั่นเทาขณะจับลูกบิดประตูแล้วออกแรงผลัก

แกร๊ก!

ประตูไม่ได้ล็อก!

หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความดีใจ แยมก้าวเท้าออกไปที่ระเบียงห้อง เธอเกาะราวระเบียงแล้วก้มมองลงไปยังเบื้องล่าง ห้องนอนนี้อยู่บนชั้นสามของคฤหาสน์ ความสูงขนาดนี้หากกระโดดลงไปก็คงเจ็บหนักหน้าดู

“ถ้าค่อยๆ ปีนลงไป อาจจะพอมีทางรอดอยู่บ้าง”

เธอเอ่ยปลอบใจตัวเอง แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาด้วยความกลัวความสูง แต่ความต้องการอิสรภาพมันมีมากกว่าความกลัวความสูง

เธอปีนข้ามราวระเบียงอย่างทุลักทุเล ชุดเดรสผ้าเนื้อบางที่เธอสวมอยู่ปลิวไสวตามลม

ชุดที่ใส่อยู่ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการปีนป่ายเลยสักนิด ทันทีที่เท้าเล็กหย่อนลงไปแตะระแนงเหล็กดัด เสียงเหล็กก็ลั่นเบาๆ ก็ทำให้หัวใจเธอแทบหยุดเต้น

“คุณหนูทำอะไรบนนั้นน่ะครับ” เสียงเข้มตะโกนลั่นมาจากสนามหญ้าด้านล่าง

เธอตกใจสุดขีดจนหน้าซีดเผือด เมื่อก้มลงไปมองก็พบว่าการ์ดชุดดำสองคนกำลังยืนมองมาทางเธออยู่

“อย่าขยับนะครับคุณหนู มันอันตราย!”

“ไม่! อย่าเข้ามานะ” เธอตะโกนกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ความตื่นตระหนกทำให้เธอลืมความกลัว ขยับเท้าพยายามจะปีนลงไปให้เร็วกว่าเดิม แต่เพราะความรีบร้อนและหยดน้ำตาที่บดบังทัศนียภาพ ทำให้เท้าของเธอเหยียบพลาดสไลด์หลุดจากซุ้มเหล็ก

“กรี๊ด!”

ร่างเล็กเสียหลัก ร่างทั้งร่างครึ่งหนึ่งห้อยตึงอยู่กลางอากาศ มือสองข้างไขว่คว้าเกาะระเบียงไว้ได้ทันท่วงที

แรงกระชากทำให้อิฐและปูนครูดเข้ากับผิวเนื้อบางจนได้แผลสด เลือดสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมา

เธอห้อยตึงอยู่บนชั้นสาม ร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวอย่างที่สุด แรงมือน้อยๆ กำลังจะหมดลงในไม่ช้า

“ช่วยด้วย~ ฮึก ใครก็ได้ช่วยด้วย”

ปัง!

เสียงประตูห้องนอนถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง จนชนกับผนัง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำ

ภาคิรันย์ก้าวเข้ามาในห้องนอนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองไปยังระเบียงที่ว่างเปล่า ก่อนจะเห็นมือน้อยๆ สองข้างที่จับขอบระเบียงไว้แน่น

“แยม!” เสียงเข้มตวาดกร้าวเพราะความตกใจ

มาเฟียหนุ่มพุ่งตัวด้วยความเร็วแสงตรงไปยังระเบียง หัวใจของชายหนุ่มที่เคยนิ่งสนิทดุจก้อนหินกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก และหวาดกลัวในแบบที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต

เขาเอื้อมมือหนาไปคว้าข้อมือเล็กของหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่นิ้วมือของเธอจะหลุดออกจากขอบระเบียง

หมับ!

“ปล่อย! ฮึก ปล่อยฉันนะ!”

ยลลดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ทั้งใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดจากบาดแผล

“หุบปากซะแยม ถ้าไม่อยากตกลงไปคอหักตาย”

ภาคิรันย์ตวาดเสียงดุ ทว่าแววตาของเขากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ชายหนุ่มออกแรงเพียงครั้งเดียว ก็กระชากร่างเล็กหิ้วปีกขึ้นมาจากความตายได้อย่างง่ายดาย

เขาเหวี่ยงร่างของเธอเข้ามาในระเบียงอย่างปลอดภัย

ทว่าความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอกทำให้เขาคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอ แล้วดันจนแผ่นหลังของยลลดาไปกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง

“เธออยากตายนัดหรือไง? คิดว่าชีวิตตัวเองมีค่ามากนักเหรอถึงได้กล้าทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้”

ภาคิรันย์ตะคอกใส่หน้าเธอเสียงดัง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดจนยลลดาต้องเบือนหน้าหนีด้วยความกลัว

“ใช่! ฉันอยากตาย ตายไปซะยังดีกว่าต้องอยู่เป็นของเล่นของคุณ” หญิงสาวตะโกนสวนกลับทั้งน้ำตา ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดระเบิดออกมา

“คุณมันคนป่าเถื่อน! ขังฉันไว้ทำไม... ฉันไปทำอะไรให้คุณนักหนา” คำพูดและหยดน้ำตาของเธอทำให้เขามีสติมากขึ้น

มือหนาที่บีบไหล่บางอยู่คลายออกเปลี่ยนเป็นสั่นเทาเล็กน้อย ทันทีที่เห็นเธอแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นตายเมื่อครู่ โลกทั้งใบของเขาก็ดำมืดลงทันที

เขาเสียเธอไปไม่ได้... ต่อให้เธอจะเกลียดเขาจนเข้ากระดูกดำ เขาก็ไม่มีวันปล่อยเธอไป

“ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหม ว่าต่อให้ตาย เธอก็ต้องตายในกรงของฉัน” ภาคิรันย์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มฉายแววด้วยความโกรธ

“คุณมันบ้าไปแล้ว ฮึก ฮือออ~” ยลลดาครางสะอื้นอย่างหมดแรง

ร่างกายเล็กๆ ทรุดฮวบลงกับพื้นห้องอย่างหมดทางสู้ ซบหน้าลงกับหัวเข่าตัวเองแล้วร้องไห้จนตัวโยน บาดแผลที่ข้อมือและหน้าท้องจากการครูดกับระเบียงเริ่มส่งกระแสความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้ามา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป