บทที่ 5 หนีไม่พ้น
สายตาตาคมกริบของมาเฟียหนุ่มตวัดลงมองร่างที่สั่นเทาของคนใต้ร่าง โทสะที่เคยพลุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อเขาเหลือบไปเห็นเลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาตามข้อมือบาง และกรงเล็บเล็กๆ ที่มีเลือดติดอยู่
“แยม...” น้ำเสียงที่เคยดุกลับอ่อนลงทันตา
ภาคิรันย์ย่อตัวลงคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว มือหนาเอื้อมไปจะจับข้อมือเล็กของเธอเพื่อดูบาดแผล
“อย่ามาจับฉันนะ คุณมันคนบ้า” ยลลดาปัดมือเขาออกอย่างรังเกียจ แววตาที่มองเขามีแต่ความหวาดกลัวและชิงชัง
คำปฏิเสธและสายตารังเกียจนั้นทำให้หัวใจของภาคิรันย์บีบรัดจนเจ็บแปลบ แต่มาเฟียผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครกลับเลือกที่จะเพิกเฉยต่อท่าทีต่อต้านนั้น
เขาอาศัยพละกำลังที่เหนือกว่ารวบร่างเล็กที่ดิ้นรนขัดขืนขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวทันที
“ปล่อยนะ! ปล่อยฉันลง” ยลลดาใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบเข้าที่แผงอกแกร่งของเขาเป็นพัลวัน ทว่ามันกลับไม่ระคายผิวของชายหนุ่มเลยสักนิด
“ถ้ายังดิ้นอีกนิดเดียว ฉันจะโยนเธอลงไปข้างล่างจริงๆ แน่”
คำขู่น้ำเสียงนิ่งๆ ทว่าเด็ดขาดของเขาทำให้ยลลดาชะงักกึก เธอทำได้เพียงเม้มปากแน่น น้ำตาไหลพรากด้วยความคับแค้นใจ
ชายหนุ่มอุ้มร่างบางมาวางลงบนเตียงอย่างเบามือที่สุด เขายืนนิ่งมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการ์ดที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ไปเอาอุปกรณ์ทำแผลเข้ามาให้ฉันเดี๋ยวนี้”
“ครับนาย”
ไม่ถึงห้านาที กล่องปฐมพยาบาลก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะข้างเตียงทันที ภาคิรันย์นั่งลงบนขอบเตียงข้างๆ
ร่างเล็กที่นอนตะแคงหันหลังให้เขาและคอยส่งเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ชายหนุ่มเปิดกล่องหยิบสำลีและน้ำยาฆ่าเชื้อออกมาอย่างคล่องแคล่ว
“หันมานี่ แยม” เขาเรียกเธอเสียงนุ่ม
สิ่งตอบรับมีเพียงความเงียบและแผ่นหลังบางที่ขยับขึ้นลงตามแรงสะอื้น ภาคิรันย์ถอนหายใจยาวๆ ความอดทนของเขามักจะสิ้นสุดลงง่ายๆ เสมอกับคนอื่น
แต่กับผู้หญิงคนนี้... เขาเหนื่อยที่จะบังคับแต่ก็เลิกไม่ได้
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับไหล่บางแล้วบังคับให้เธอพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้า
“ฉันบอกให้หันมา อย่าให้ต้องใช้กำลัง”
หญิงสาวจำใจต้องพลิกตัวกลับมา ดวงตากลมโตเล็งมองเขาด้วยความตัดพ้อ
ภาคิรันย์ไม่สนใจสายตาคู่นั้น เขากุมข้อมือเล็กที่มีรอยถลอกปอกเปิกขึ้นมา จากนั้นจึงกดสำลีชุบแอลกอฮอล์ลงบนแผลเบาๆ
“โอ๊ย! เจ็บ...” แยมส่งเสียงคราง แสบจนต้องพยายามชักมือกลับ
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้”
แม้คำพูดจะดูดุ แต่การกระทำของเขากลับสวนทาง
มือหนาที่เคยจับปืนฆ่าคนมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับคอยเป่าลมเบาๆ ไปที่บาดแผลของเธอเพื่อช่วยลดความแสบร้อน
ความอ่อนโยนที่คาดไม่ถึงนี้ทำให้ยลลดาชะงักไป ดวงตาสับสนจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาของเขา ที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เธอ อย่างไม่วางตา
ทำไม... ทำไมคนที่แสนป่าเถื่อนและเผด็จการอย่างเขา
ถึงต้องมีมุมที่อ่อนโยนจนทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวแบบนี้ด้วย
“มองฉันทำไม? รู้ตัวแล้วใช่ไหมว่าหนีฉันไม่พ้น”
ภาคิรันย์เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง ทว่ามุมปากของเขากลับยกยิ้มนิดๆ เมื่อรับรู้ได้ว่าคนตัวเล็กกำลังแอบมองเขาอยู่
“คุณมันคนฉวยโอกาส คนบ้าอำนาจ” ยลลดาต่อว่าเสียงแผ่ว เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกสับสนในใจ
หลังจากพันแผลที่ข้อมือเสร็จ เขาก็เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้ากล่องอย่างเป็นระเบียบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเอง เขายืนจ้องมองนกน้อยที่ตอนนี้ปีกหักและหมดฤทธิ์อยู่บนเตียงนอนของเขา
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ก้มลงจนใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากใบหน้าหวานเพียงไม่กี่นิ้ว จนยลลดาพวงแก้มร้อนผ่าวด้วยความใกล้ชิด
“จำไว้นะแยม ความพยายามที่จะหนีของเธอในวันนี้ ฉันจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกในวันหลัง แต่ตอนนี้เห็นแก่ที่เธอเจ็บตัว ฉันจะปล่อยไปก่อน” เขาเอ่ยเสียงพร่า ชวนให้ขนลุกซู่
“แต่ถ้ามีครั้งต่อไป... ฉันจะล่ามโซ่เธอไว้กับเตียงนี้ และจะไม่ปล่อยให้เธอเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย”
คำคาดโทษที่ป่าเถื่อนทำให้อิสรภาพของยลลดามืดดับลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับสั่งการ์ดให้ล็อกประตูแน่นหนากว่าเดิม
เสียงความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลง เธอซุกหน้าลงกับหมอนใบโต เนื้อตัวยังคงสั่นไม่หายจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่
บาดแผลที่ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดอย่างเรียบร้อย
สองชั่วโมงผ่านไป
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น สลัดความเงียบออกไปก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกเปิดออก หญิงสาววัยสูงวัยคนหนึ่งในชุดเรียบร้อยเดิมก้มหน้าเข้ามา พร้อมกับรถเข็นอาหารหรูหราที่มีกลิ่นหอมโชยออกมา
“คุณหนูคะ... ฉันนำอาหารเย็นมาให้ค่ะ นายสั่งไว้ว่าต้องทานให้หมดนะคะ” หญิงสูงวัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพและเอ็นดู สายตามองบาดแผลที่ข้อมือของยลลดาด้วยความสงสาร
“เอาออกไปเถอะค่ะ ฉันไม่หิว” ยลลดาเอ่ยตอบเสียงแหบแห้ง โดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ทานสักหน่อยเถอะค่ะคุณหนู ตั้งแต่เช้านายก็อารมณ์ไม่ดีเลย เดินหน้าบึ้งคุมงานสั่งเพิ่มกำลังคนและติดกล้องวงจรปิดรอบคฤหาสน์ใหม่หมด นายเป็นห่วงคุณหนูมากนะคะ”
คำว่า ‘เป็นห่วง’ ทำให้ยลลดาเหยียดยิ้มสมเพชตัวเองในใจ
ห่วงอย่างนั้นเหรอ? ห่วงหรือกลัวว่าของเล่นชิ้นนี้จะพังคามือ หรือกลัวว่าจะไม่มีใครให้เขากดขี่ข่มเหงมากกว่า
“ฉันบอกให้เอาออกไปไงคะ ถ้าเขาอยากให้ฉันกินนัก ก็บอกให้เขามาบังคับฉันเองเลยสิ”
ด้วยความอัดอั้น เธอจึงตวาดออกไปเสียงดังออกไป ทำให้หญิงสาวสูงวัย ก็รีบยกอาหารออกไปจากห้องทันที
