บทที่ 6 บทลงโทษ

เสียงประตูห้องที่ปิดลง ทำให้ความเงียบสงบนี้เรียกหยดน้ำตากลับมาปกคลุมอีกครั้ง ร่างเล็กนอนขดตัวอยู่บนเตียงกว้างกอดตัวเองแน่น ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาทีละน้อย แสงไฟจากภายนอกคฤหาสน์ที่ส่องสะท้อนผ่านกระจกบานหนาเข้ามา ยิ่งทำให้นกน้อยในกรงทองตัวนี้รู้สึกเหงาจับขั้วหัวใจ

“คนใจร้าย คนบ้าอำนาจที่สุด” ยลลดาสะอื้นพึมพำเสียงเบา ท้องที่แห้งกริ่วเริ่มส่งเสียงประท้วงด้วยความประชดประชันปะปนความหิว ทว่าความอวดดีและทิฐิขัดขวางไม่ให้เธอร้องขอความเห็นใจจากใครทั้งสิ้น

จนเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้ที่เวลาสี่ทุ่มตรง

แกร๊ก!

เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้นในความเงียบ ดวงตากลมโตที่กำลังพริ้มหลับด้วยความอ่อนล้าเบิกโพลงขึ้นทันทีในความมืด ร่างกายของเธอตอบสนองด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณบอกให้หญิงสาวรีบพลิกตัวหันหลังหลับตาแน่น แกล้งทำเป็นหลับเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาปะทะจมูก แยมพยายามควบคุมลมหายใจให้เข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทว่า... ภาคิรันย์ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนมีเหรอจะดูไม่ออก

เตียงนอนฝั่งข้างๆ ทรุดฮวบลงตามแรงยุบของน้ำหนักตัว ก่อนที่สัมผัสจากฝ่ามือหนาจะเอื้อมมาจับที่ไหล่บางแล้วออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างของเธอก็พลิกหงายกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอย่างง่ายดาย

“อุ๊ย!” เธออุทานออกมาทันที

แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงถูกมือหนาเอื้อมไปเปิดจนสว่างวาบ แสงสีส้มสลัวทาบทับใบหน้าของมาเฟียหนุ่มที่ตอนนี้ไร้ซึ่งความปรานี

“เก่งดีนี่! ที่กล้าตวาดไล่คนของฉัน และกล้าท้าทายให้ฉันมาบังคับเธอด้วยตัวเอง” ภาคิรันย์เอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ฉันไม่ได้ท้าทาย ฉันแค่ไม่อยากกิน!” ยลลดาเถียงกลับเสียงแข็ง พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เพื่อไม่ให้ตัวเองดูเสียเปรียบเกินไป ทว่าข้อมือที่พันผ้าพันแผลเกิดเจ็บแปลบขึ้นมาจนเธอต้องนิ่วหน้า

ภาคิรันย์ไม่ได้พูดอะไรต่อ ชายหนุ่มเพียงแต่เอื้อมมือไปหยิบถาดอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งเพิ่งถูกอุ่นมาใหม่ๆ กลิ่นหอมของข้าวต้มกุ้งโชยเข้าจมูกของคนท้องว่างจนเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

เขาใช้ช้อนคนข้าวต้มในชามเบาๆ ก่อนจะตักขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากบางของหญิงสาวตรงหน้า

“กินซะแยม อย่าให้ฉันต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด”

“ไม่กิน! คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน!” เธอเบือนหน้าหนี เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตฉายแววด้วยความดื้อรั้น

“ฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอทุกอย่าง ยลลดา! แม้กระทั่งลมหายใจของเธอ!”

เขาหมดความอดทน ชายหนุ่มวางชามข้าวต้มลงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนที่จะขยับตัวขึ้นมาคร่อมร่างเล็กไว้บนเตียง มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างแน่นหนา ทว่าเขาก็ยังระวังไม่ให้โดนบาดแผลจนเกินไป ส่วนมืออีกข้างบีบเข้าที่สันกรามของเธอ บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตากับเขาในระยะกระชั้นชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน

“ปล่อยนะ! คนบ้า! คนป่าเถื่อน!” แยมพยายามดิ้นรนและเบี่ยงหน้าหนี แต่มันกลับไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ภายใต้พันธนาการของเขา

“ในเมื่อป้อนดีๆ ไม่ชอบ งั้นก็กินในแบบของฉัน!”

จบคำพูดเด็ดขาด ภาคิรันย์ก็ปล่อยมือจากกรามของเธอ เขาเอื้อมไปตักข้าวต้มเข้าปากตัวเองคำโต ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาประกบริมฝีปากหนาเข้ากับกลีบปากบางของยลลดาอย่างรวดเร็ว

ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ เรียวลิ้นร้อนของมาเฟียหนุ่มแทรกแซงผ่านริมฝีปากที่พยายามเม้มแน่น บังคับส่งผ่านอาหารอุ่นๆ และรสสัมผัสอันจาบจ้วงดุดันเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาว ยลลดาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกลืนสิ่งนั้นลงคอไปอย่างทุลักทุเล หยดน้ำตาไหลร่วงลงกระทบข้างแก้มเมื่อถูกคุกคามอย่างป่าเถื่อน

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกช้าๆ นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ทอดมองริมฝีปากบางที่ขึ้นสีแดงช้ำและเปรอะเปื้อนคราบน้ำตา

“จะกินเอง หรือจะให้ฉันป้อนด้วยปากจนหมดชาม เลือกเอาแยม” เขาเอ่ยขู่เสียงเข้ม ลมหายใจหอบสะท้านอยู่ชิดเรียวปากเธอ

“ฮึก!~ คนเลว!” เธอส่งเสียงครางสะอื้นอย่างพ่ายแพ้ “ฉันจะกินเอง ปล่อยฉัน”

เขายอมปล่อยมือจากข้อมือบางและถอยกลับลงไปนั่งที่ขอบเตียงตามเดิม ภาคิรันย์ส่งชามข้าวต้มและช้อนให้เธอ ยลลดาหยิบช้อนด้วยมือที่สั่นจากความกลัวและเจ็บแผล เธอตักข้าวต้มเข้าปากคำแล้วคำเล่าพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้า โดยมีสายตาคมของภาคิรันย์จ้องมองอย่างไม่ลดละ

ทุกคำที่เธอกลืนลงไปมันเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ แต่อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่า การต่อต้านผู้ชายคนนี้แบบไร้ความคิด รังแต่จะทำให้เธอเจ็บตัวมากขึ้น

หลังจากข้าวต้มหมดไปครึ่งชาม ยลลดาก็วางช้อนลงทันที

“ฉันอิ่มแล้ว กินหมดแล้ว”

ภาคิรันย์มองชามข้าวต้มแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ ชายหนุ่มหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดคราบน้ำตาและมุมปากให้เธออย่างเบามือ สัมผัสที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ กระบวนความป่าเถื่อนเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นความอ่อนโยนจนน่ากลัว ทำให้เธอได้แต่สับสน

“ดี.. คุยง่ายๆ แบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อสูทให้เข้าที่พลางปรายตามองนกน้อยที่บัดนี้ปีกหักไร้ทางสู้

“ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมแยม... ว่าฉันจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกเรื่องที่เธอหนีในวันนี้” เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียงอีกครั้ง มุมปากหยักลึกเหยียดยิ้มร้าย “และนี่เป็นแค่การสั่งสอนขั้นต้นเท่านั้น ชีวิตหลังจากนี้ของเธอในกรงทองของฉัน มันจะไม่มีคำว่าอิสระอีกต่อไป”

หญิงสาวทำได้เพียงนอนนิ่ง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกและตัดขาดจากสายตาซาตานที่กำลังแผดเผาเธอ

ภาคิรันย์หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้อง ทิ้งความกดดันนี้เอาไว้ให้เธอ เสียงฝีเท้าของเขาห่างออกไป พร้อมกับเสียงประตูล็อกที่ดังขึ้นเป็นรอบที่สามของวัน... มันคือเสียงที่ย้ำเตือนว่าต่อให้เธอจะกลืนอาหารลงท้องเพื่อประทังชีวิต หรือจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด อิสรภาพของเธอก็ได้ถูกมาเฟียคนนี้กักขังเอาไว้... อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป