บทที่ 7 เปิดหูเปิดตา

เช้าวันใหม่

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนกว้าง ไม่ได้ช่วยให้หัวใจของเธอดีขึ้นเลยสักนิด ร่างเล็กขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เปลือกตาคู่สวยบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา รสสัมผัสจาบจ้วงดุดันของคนใจร้ายยังคงเด่นชัดอยู่ที่ริมฝีปาก จนเธอต้องยกหลังมือขึ้นเช็ดถูมันซ้ำๆ

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นสองสามครั้ง ทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้งตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังบานประตูด้วยความกลัว กลัวว่าเขาจะกลับเข้ามาเล่นงานเธออีกครั้ง

“ขออนุญาตเข้าไปนะคะคุณหนู”

ทว่าน้ำเสียงอ่อนโยนที่ดังลอดเข้ามากลับทำให้เธอใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย มันไม่ใช่สุ้มเสียงของภาคิรันย์ แต่เป็นเสียงของผู้หญิง

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นหญิงวัยประมาณห้าสิบปลายๆ ใบหน้าโอบอ้อมอารีประดับด้วยรอยยิ้มละมุน เธอเดินประคองถาดอาหารเช้าเข้ามา พร้อมกับชุดเดรสสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวที่พาดอยู่บนแขน

“ป้าชื่อนุชนะคะ เป็นแม่บ้านเก่าแก่ของคฤหาสน์หลังนี้ค่ะ นายสั่งให้ป้าเอาอาหารเช้ากับชุดใหม่มาให้คุณหนูค่ะ” ป้านุชวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะหันมามองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง สายตาของป้าเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นผ้าพันแผลสีขาวที่พันอยู่รอบข้อมือของหญิงสาว

“โธ่~ คุณหนู เจ็บมากไหมคะ ป้าเห็นแผลแล้วใจหายใจคว่ำไปหมดเลย” ป้านุชขยับเข้าไปใกล้เตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงสาร

“หนูไม่เป็นไรค่ะป้า หนูทนได้ค่ะ” เธอฝืนยิ้มบางๆ ส่งกลับไป น้ำเสียงแหบแห้งทว่าพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง

“นายแกเป็นคนพูดจารุนแรงก็จริง แต่จริงๆ แล้ว.. ลึกๆ ไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลหรอกค่ะ” ป้านุชเอื้อมมือไปลูบไหล่บางเบาๆ อย่างปลอบประโลม “ถ้าคุณหนูไม่ไปพยศหรือตั้งแง่ขัดใจ ป้าเชื่อว่านายจะไม่รุนแรงด้วยแน่นอนค่ะ”

“ป้าคะ คนบ้าอำนาจแบบนั้นน่ะเหรอคะจะมีเหตุผล” ยลลดาพึมพำเสียงแผ่ว พลางเบือนหน้าหนี “เขาบังคับหนูสารพัด ทำร้ายจิตใจหนู หนูไม่เห็นแง่มุมดีๆ ของเขาเลยค่ะ”

“คุณหนูอย่าเพิ่งตัดสินายเลยนะคะ ป้าอยู่ดูแลนายมานานแล้ว นายผ่านอะไรมาเยอะมากค่ะ จิตใจนายเลยอาจจะดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่ป้าเชื่อว่าเวลาจะทำให้คุณหนูเห็นมุมอื่นๆ ของนายค่ะ”  ป้านุชพยายามโน้มน้าวด้วยความเอ็นดู

“แยมคงไม่อยู่ที่นี่นานขนาดจะเห็นมุมดีๆ ของเขาหรอกค่ะป้า”

“เอาละค่ะ อย่าเพิ่งคิดเรื่องปวดหัวเลยนะคะ อาบน้ำแต่งตัวให้อุ่นๆ เสียหน่อย วันนี้นายสั่งไว้ว่า ให้คุณหนูแต่งตัวด้วยชุดเดรสสีฟ้านี้ค่ะ เพราะวันนี้นายจะพาคุณหนูออกไปข้างนอกด้วยกัน”

“พาออกไปข้างนอกเหรอคะ?” ยลลดาถามย้ำ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “คนใจร้ายคนนั้นน่ะเหรอคะ”

“ค่ะ นายบอกว่าอยากให้คุณหนูได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง คงไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องจนเครียดนะคะ แล้วดูสิคะ ชุดเดรสสีฟ้าตัวนี้ นายเป็นคนเลือกให้เองกับมือเลยนะคะ ป้าเห็นแล้วยังคิดเลยว่าต้องเหมาะกับผิวขาวๆ ของคุณหนูมากแน่ๆ”

หญิงสาวมองชุดเดรสสีฟ้าพาสเทลชีฟองพลิ้วไหว ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ผู้ชายป่าเถื่อนคนนั้นกำลังจะเล่นเกมอะไรกับเธออีกกันแน่? หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งกลลวงในการลงโทษเธอ

แต่การแข็งข้อต่อต้านเขาในเวลานี้มีแต่จะทำให้เธอเจ็บตัวอย่างไร้ประโยชน์ การโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อหาโอกาสรอดพ้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“ขอบคุณนะคะป้านุช แยมจะรีบจัดการตัวเองค่ะ” ยลลดาเอ่ยอย่างว่าง่าย

“ดีมากค่ะคุณหนู เดี๋ยวป้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ในห้องน้ำนะคะ” ป้านุชยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเตรียมน้ำอุ่นๆ ให้กับหญิงสาว เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ป้านุชเดินออกจากห้องไป ส่วนแยมก็เดินเข้าไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที

หลายนาทีผ่านไป

หลังจากที่เธอจัดการตัวเองและสวมใส่ชุดเดรสสีฟ้าที่พอดีตัวราวกับสั่งตัด หญิงสาวก็ก้าวลงบันไดคฤหาสน์ ทันทีที่ลงมาถึงห้องโถงกลาง ร่างสูงใหญ่ของภาคิรันย์ในชุดเสื้อยืดสีขาวสบายๆ นั่งรออยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม สายตาคมตวัดมองเธอทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า

“แต่งตัวช้า” เขาเอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ฉันรีบที่สุดแล้วค่ะ” ยลลดาตอบกลับเสียงเรียบ พยายามไม่สบตากับเขาตรงๆ

“มานี่สิ” เขาเอ่ยสั่ง พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ยลลดาจำใจก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ หยุดยืนห่างจากเขาเกือบสองช่วงตัว แต่ภาคิรันย์กลับก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอเอง ชายหนุ่มกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาวูบไหวไปชั่วครู่เมื่อเห็นว่าชุดเดรสสีฟ้าที่เขาเลือกนั้นเหมาะกับผิวขาวอมชมพูของเธอมากแค่ไหน

“เข้ากับเธอดีนี่” เขากระซิบชิดใบหูของเธอ

“คุณจะพาฉันไปไหนคะ? ทำไมต้องบังคับให้ใส่ชุดนี้ด้วย” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย พยายามเบี่ยงตัวหนีจากสัมผัสอุ่นร้อนจากร่างกายของเขา

“ไปเปิดหูเปิดตาไง หรือเธออยากจะนอนซมแกล้งตายอยู่ในห้องนั้นไปตลอดชีวิต?” ภาคิรันย์ยกยิ้ม “อีกอย่าง.. ฉันอยากให้ของขวัญคนว่าง่ายหน่อย เมื่อเช้าป้านุชบอกว่าเธอไม่ดื้อเลยนี่.. จริงหรือเปล่าแยม?”

“ฉันแค่ไม่อยากเจ็บตัวฟรีๆ ค่ะ” ยลลดาตอบตรงๆ

“รู้ตัวก็ดี” มือหนาเอื้อมมาจับที่ข้อมือบางของเธอ ยลลดาจะดึงมือกลับเพราะความเจ็บที่แผล แต่ภาคิรันย์กลับจับไว้เบาๆ ไม่ได้บีบเค้นเหมือนเมื่อคืน สายตาของเขาจับจ้องที่ผ้าพันแผลของเธอ “แผลเป็นยังไงบ้าง? เจ็บมากไหม”

“ไม่เจ็บเท่าไรค่ะ“ เธอเอ่ยตอบ และพยายามดึงข้อมือออก

“อย่ามาสำออย ต่อหน้าคนอื่นห้ามทำท่าทางเหมือนถูกฉันทรมานเด็ดขาด เข้าใจไหมยลลดา” เขาสั่งเสียงเข้ม พลางปล่อยมือเธอ

“คุณก็อย่าทำตัวป่าเถื่อนต่อหน้าคนอื่นสิคะ คนอื่นเขาจะได้ไม่คิดว่าฉันโดนทารุณ” เธอตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตสบตาเขาอย่างท้าทายจนลืมตัว

ภาคิรันย์เลิกคิ้วสูง มุมปากหยักลึกยกขึ้นอย่างนึกขันในความอวดดีที่ยังหลงเหลืออยู่

“หึ! ปากดีขึ้นมาได้แบบนี้ แสดงว่าข้าวต้มเมื่อคืนคงจะอร่อยมากสินะ หรือต้องให้ฉันป้อนด้วยวิธีเดิมอีกรอบ ถึงจะหุบปากดีๆ นี้ได้?”

ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความโกรธปนอาย ยลลดาเม้มริมฝีปากแน่นสนิททันทีเมื่อนึกถึงรสสัมผัสที่เขาบังคับส่งผ่านเข้ามาเมื่อคืน ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะก่อนจะหันหลังเดินนำออกไปทางประตู

“ตามมาได้แล้ว อย่าให้ฉันต้องรอนานกว่านี้”

ร่างเล็กทำได้เพียงเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนขับรถเปิดประตูรถยุโรปคันหรูรออยู่แล้ว ภาคิรันย์ก้าวเข้าไปนั่งก่อน ตามด้วยยลลดาที่แทรกตัวเข้าไปนั่งชิดริมประตูอีกฝั่งให้ห่างจากเขามากที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป