บทที่ 8 ภาพตรงหน้า
หลังจากที่ทั้งคู่ขึ้นรถแล้ว ไม่นานรถยุโรปคันหรูก็เคลื่อนตัวออกไปจากหน้าคฤหาสน์ทันที บรรยากาศภายในรถเงียบสงบจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ
“ขยับมานี่” เขาออกคำสั่งเสียงเรียบขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์
“ตรงนี้กว้างดีค่ะ ฉันไม่อยากไปเบียดคุณ” แยมเอ่ยตอบโดยไม่หันไปมองเขาแม้แต่นิดเดียว
“ฉันบอกให้ขยับมา อย่าให้ฉันต้องขยับไปหาเธอเอง” น้ำเสียงกดต่ำลงจนเธอรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องยอมขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างไม่เต็มใจนัก
“เรากำลังจะไปไหนกันแน่คะ” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย หรือว่าเขาใจดีจะพาเธอกลับบ้านแล้ว
“ไปห้าง เขาตอบสั้นๆ “ฉันจะพาเธอไปซื้อของใช้ส่วนตัว และเสื้อผ้าใหม่เพิ่ม”
“ฉันไม่ต้อง...”
“ฉันไม่ได้ถามความเห็นเธอ” ภาคิรันย์พูดแทรกขึ้นทันที “ฉันไม่อยากให้คนมองว่าคนของภาคิรันย์แต่งตัวเชยๆ”
“ฉันไม่ใช่คนของคุณ!” ยลลดาหันมาถลึงตาใส่เขาด้วยความเหลืออด ก่อนที่เรียวคิ้วจะขมวดเข้าหากันจนแน่น
ภาคิรันย์! ทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้เหลือเกิน
“หึ! หรือเธอจะให้เตือนความจำอีกรอบไหมว่าเธอเป็นของใคร? ทั้งร่างกายและอิสรภาพของเธอ มันเป็นของฉันตั้งแต่วันที่เรามีอะไรกันแล้ว” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ยลลดาผงะถอยหลังจนแผ่นหลังพิงกับประตูรถ “ทำตัวดีๆ ว่าง่ายๆ แล้วชีวิตเธอจะสบายขึ้นแยม อย่าหาเรื่องใส่ตัว”
“คุณมันบ้าอำนาจที่สุด” ยลลดาพึมพำเสียงเบา ทว่าเขากลับได้ยิน
“บ้าได้มากกว่าที่เธอคิดเยอะ ถ้าเธอยังไม่หยุดดื้อ” ภาคิรันย์พูดพลางเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลงคล้ายจะจบบทสนทนา แต่เขากลับเอื้อมมือหนามากุมมือบางของเธอที่ประสานกันอยู่บนตักไว้แน่น ยลลดาพยายามจะดึงออกแต่เขากระชับแน่นขึ้นจนเธอทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย
ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถ รถยนต์แล่นผ่านรั้วคฤหาสน์หลังใหญ่เข้าสู่ท้องถนน ท้องฟ้าวันนี้สดใสและปลอดโปร่ง แต่อิสรภาพของเธอกลับมืดมนเหลือเกิน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
ห้างสรรพสินค้า
รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูทางเข้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองหลวง พนักงานต้อนรับของห้างรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม ภาคิรันย์ก้าวลงจากรถก่อนตามด้วยยลลดา โดยมีคนขับรถนำรถไปยังลานจอดรถส่วนตัว
“เดินดีๆ อย่าคิดหนีเด็ดขาด เพราะคนของฉันอยู่รอบห้างนี้” ชายหนุ่มเอ่ยกระซิบเตือนเสียงต่ำ พลางคว้าข้อมือบางให้เดินเคียงคู่กันเข้าไปข้างใน
“ฉันรู้แล้วค่ะ ไม่ต้องคอยขู่ตลอดเวลาหรอก” เธอเอ่ยบ่นพึมพำแกมรำคาญ
เมื่อเข้ามาด้านในห้างหรู ภาคิรันย์ก็พายลลดาเดินตรงไปยังโซนแบรนด์เนมทันที เขาเดินจับมือเธอเข้าร้านเสื้อผ้าหรูร้านแล้วร้านเล่าโดยไม่ถามความสมัครใจสักคำ
“เลือกสิ อยากได้ตัวไหนก็หยิบ” เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางยืนกอดอกมองคนตรงหน้า
“ฉันไม่อยากได้ และไม่อยากหยิบอะไรทั้งนั้นค่ะ” ยลลดาเชิดหน้าตอบอย่างถือดี
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากให้คนของฉันใส่เสื้อผ้าตกยุค ถ้าเธอไม่เลือกเอง ฉันจะสั่งให้พนักงานกวาดหมดทั้งร้านนี้ แล้วเธอก็ต้องใส่ทุกตัวโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เอาไหมล่ะ?” ภาคิรันย์เลิกคิ้วมองอย่างผู้ชนะ
ยลลดาสบตากับคนเผด็จการตรงหน้าด้วยความโมโห แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ในเมื่อเขาอยากจะอวดรวย อยากจะแสดงอำนาจบ้าๆ นี้หนักหนา เธอก็จะจัดให้สาสม! เอาให้กระเป๋าฉีกไปเลย!
“ได้ค่ะ! ในเมื่อคุณอยากจ่ายนัก ฉันก็จะเลือก!” หญิงสาวแสยะยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปหาพนักงานร้านที่ยืนนอบน้อมอยู่ข้างๆ “ขอโทษนะคะ ช่วยหยิบเดรสสองตัวนี้ สูทตัวนั้น แล้วก็กระเป๋าใบนั้นที่อยู่ในตู้โชว์มาให้ฉันด้วยค่ะ”
“ได้ค่ะคุณผู้หญิง รอสักครู่นะคะ” พนักงานร้านเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“เสื้อโค้ตตัวนั้นก็สวยดีนะคะ เอาด้วยค่ะ อ้อ... รองเท้าส้นสูงคู่นั้น ขอไซส์สามสิบเจ็ดด้วยค่ะ” เธอชี้นิ้วอย่างสนุกมือ เธอเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ชี้สั่งสินค้าแบรนด์เนมอย่างไม่ไยดีต่อป้ายราคา โดยมีภาคิรันย์เดินตามเงียบๆ
ใบหน้าคมไม่มีแววเดือดร้อนแม้แต่น้อย เขายื่นแบล็คการ์ดให้พนักงานรูดจ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับมันเป็นแค่เศษกระดาษที่ไม่มีค่าอะไร ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คนขับรถของภาคิรันย์ที่ต้องเดินตามหลังมากลายเป็นที่รองรับถุงกระดาษแบรนด์เนมพะรุงพะรังจนแทบไม่เห็นทางเดิน
“ทั้งหมดวันนี้เฉียดล้านแล้วนะคะ” ยลลดาหันมาเลิกคิ้วท้าทาย หวังจะเห็นสีหน้าเจ็บปวดจากเขาบ้าง “จะหยุดแค่นี้หรือจะให้ฉันช้อปต่อดีคะ?”
ทว่ามาเฟียหนุ่มกลับยกยิ้มมุมปากอย่างนึกขัน
“แค่นี้น่ะเหรอ? นึกว่าจะแน่กว่านี้เสียอีก เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งฉันไม่ร่วงหรอกนะ ถ้าเธออยากได้อะไรอีกก็สั่งสิ ฉันยังจ่ายไหว... ให้จ่ายไปตลอดชีวิตของเธอเลยด้วยก็ได้นะ”
ยลลดาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจที่แผนการประชดประชันของเธอทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด ซ้ำยังโดนเขาตอกกลับจนหน้าหงาย
ภาคิรันตย์หันไปสั่งคนขับรถเสียงเข้ม
“เอาของทั้งหมดไปเก็บที่รถ แล้วไปรอที่นั่นเลย ที่เหลือฉันจัดการเอง”
“ครับนาย” คนขับรถน้อมรับคำสั่งก่อนจะรีบประคองถุงจำนวนมากเดินเลี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่คนขับรถไปแล้ว ทั้งคู่เดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่ ท้องที่เคยประท้วงตั้งแต่เมื่อคืนและอาหารเช้าอันน้อยนิดเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง ยลลดาหน้าแดงแปร๊ดด้วยความอาย เธอหันไปบอกเขาเสียงอุบอิบหักห้ามทิฐิไว้ชั่วคราว
“ฉันหิวข้าวแล้ว”
“งั้นก็ไปหาอะไรกิน” ภาคิรันย์มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อย ชายหนุ่มพาเธอเดินขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งเป็นโซนร้านอาหารระดับพรีเมียม
เขาพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านอาหารสุดหรูหราที่ตกแต่งอย่างอบอุ่นแต่มีความเป็นส่วนตัวสูง ทว่ายังไม่ทันที่จะก้าวพ้นประตูร้าน ยลลดาก็พลันหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าหวานถอดสีจนซีดเผือด
ภาพตรงหน้าผ่านกระจกใส... คือชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่กำลังนั่งตักอาหารป้อนให้กันอย่างหวานชื่นอยู่ที่โต๊ะริมกระจกด้านในร้าน
ฝ่ายชายคือ ‘นนท์’ แฟนเก่าที่เพิ่งนอกใจเธอไปอย่างเจ็บแสบ ส่วนฝ่ายหญิงที่นั่งเคียงข้างและส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้อยู่ในเวลานี้ก็คือ ‘ริษา’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอเคยไว้ใจที่สุด แต่กลับหักหลังเธอได้อย่างเลือดเย็นที่สุด
“ฉัน... ฉันไม่อยากกินร้านนี้แล้วค่ะ” เสียงของเธอสั่นเครือจนจับกระแสความตื่นตระหนกได้อย่างชัดเจน เธอหมุนตัวเตรียมจะหันหลังกลับทันที
แต่ว่ามือหนาของภาคิรันย์คว้าข้อมือเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะได้ก้าวหนี ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองใบหน้าหวาน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน และเสียใจอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นอะไรไปแยม? เจ็บแผลหรือเปล่า” ภาคิรันย์ถามเสียงเข้ม สายตาคมกวาดมองอาการผิดปกติของคนตรงหน้าอย่างจับสังเกต
“เปล่าค่ะ ฉันแค่... ไม่อยากกินร้านนี้แล้ว ไปกินร้านอื่นเถอะ ขอร้องนะคะ” ยลลดาอ้อนวอน น้ำตาคลอเบ้าอย่างลืมตัว เธอจับแขนเสื้อสูทของเขาแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เธอไม่อยากให้คนใจร้ายคนนี้เห็นความอ่อนแอ และที่สำคัญที่สุด... เธอไม่อยากให้คนสารเลวสองคนนั้นเห็นเธอในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้
