บทที่ 9 เศษเดน
“ทำไม?” ภาคิรันย์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ก็เดินมาถึงร้านอาหารแล้ว อยู่ๆ เธอก็เปลี่ยนใจขึ้นมาเสียดื้อๆ แถมยังมีท่าทางแปลกๆ เหมือนในร้านอาหารนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจ
“ฉันไม่มีเหตุผล แค่ไม่อยากกินร้านนี้แล้วค่ะ”
“อย่าเรื่องเยอะ เดินเข้าไป ฉันจะกินร้านนี้”
“ฉันไม่อยากเข้าไปจริงๆ ฉันอยากกลับแล้ว” ยลลดายังคงยืนกรานที่จะไม่เข้าไป ยังไงเธอก็จะไม่เข้า จะไม่ยอมเข้าไปให้พวกมันสองคนหัวเราะเธอเด็ดขาด
“เลือกเอา จะเดินเข้าไปเอง หรือจะให้ฉันอุ้มเธอเข้าไป” เขาให้ทางเลือกกับเธอ ทว่าทางเลือกที่เขาให้มานั้น ล้วนเป็นทางตันทั้งสองทาง
“แต่ฉัน...”
“เดินเข้าไป” ภาคิรันย์ไม่ฟังในสิ่งที่เธอกำลังจะเอ่ยพูด เขาดึงแขนเธอให้ก้าวตามอย่างไม่มีทางให้เลือกอีกแล้ว
ทันทีที่ภาคิรันย์เดินเข้ามาภายในร้านอาหาร พนักงานก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้าที่นอบน้อมทันที
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับคุณลูกค้าค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการโซน Vip ด้านในหรือ...”
“ไม่เอาโซน Vip” ภาคิรันย์เอ่ยขัดขึ้น พลางกวาดสายตามองไปทั่วร้านอาหาร ก่อนที่สายตาคมจะสะดุดเข้ากับ คู่รักคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงริมกระจก กำลังนั่งพลอดรักกันอยู่ “ฉันต้องการโต๊ะฝั่งตรงข้ามตรงนั้น... ที่มองเห็นวิวกระจกชัดๆ”
ยลลดาเบิกตากว้างทันที เมื่อเห็นทิศทางที่เขาชี้ เรียวมือเล็กเริ่มเย็นเฉียบขึ้นมา เพราะโต๊ะที่ภาคิรันย์ชี้ไปเมื่อครู่ อยู่ห่างจากโต๊ะของนนท์ไม่ถึงสามเมตร
“คุณเอาโต๊ะอื่นไม่ได้เหรอคะ ฉันไม่ชอบวิว” เธอเอ่ยประท้วงเสียงแผ่ว พยายามดึงมือตัวเองกลับ
“ทำไม? กลัวมันจะเห็นหรือไง” ภาคิรันย์ก้มลงมากระซิบชิดใบหูขาว แววตาคมสะท้อนความสนุกเมื่อกวาดสายตามองไปยังชายหนุ่มที่นั่งป้อนอาหารให้ผู้หญิงอีกคนอยู่ข้างใน “หึ! นึกว่าใคร ที่แท้ก็แค่ขยะเปียกดีๆ นี่เอง”
ยลลดาชะงักกับคำพูดของเขาทันที เธอหันไปสบตากับเขาด้วยความประหลาดใจ
“คุณพูดเรื่องอะไร”
“นั่นเหรอแฟนเก่าเธอ” ภาคิรันย์เลิกคิ้วสูง สายตาของเขาจดจ้องไปที่นนท์อย่างไม่ปิดบัง “หึ! หาดีได้แค่นี้เองเหรอ?”
“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน
“ไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอที่ฉันไม่รู้” ชายหนุ่มยกยิ้มร้าย “ไม่คิดว่าตัวจริงจะดู... ไร้ราคาขนาดนี้ รสนิยมเธอในอดีตนี่แย่ชะมัด”
คำพูดแดกดันของเขาทำให้ยลลดาหน้าร้อนผ่าวขึ้น ทั้งโกรธ ทั้งอาย แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยสักคำ
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เดินไปถึงที่โต๊ะ เสียงหวานที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจแกมจิกกัดก็ดังขึ้นเสียก่อน
“อุ๊ย! นั่นยลลดาใช่ไหมน่ะ?”
ร่างเล็กตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อได้ยินเสียงจากอดีตเพื่อนรัก ดวงตาของอดีตเพื่อนรักเบิกกว้างเมื่อเห็นเดรสสีฟ้าแบรนด์เนมหรูหราบนตัวของยลลดา และถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรังที่พนักงานร้านถือตามหลังภาคิรันย์มา ก่อนที่สายตาของริษาจะสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มข้างกายเธอ
“แยม... จริงๆ ด้วยสิคะนนท์!” ริษารีบหันไปร้องเรียกแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทันทีทำให้นนท์ละสายตาจากจานอาหารแล้วหันมามอง
ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นยลลดา นนท์ผุดลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าท่าทางไม่สบอารมณ์
“แยม? หายหน้าหายตาไปตั้งหลายวัน ที่แท้ก็...” นนท์ตวัดสายตาเหยียดหยามมองภาคิรันต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ก็มาอยู่กับผู้ชายคนใหม่นี่เองเหรอ? มิน่าล่ะ ถึงได้ติดต่อไม่ได้เลย”
“นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะนนท์!” แยมเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความโกรธที่อัดแน่นในอก “นายมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้!”
“ทำไมจะพูดไม่ได้?” ริษาเดินเข้ามาคล้องแขนแสดงความเป็นเจ้าของ ตัวนนท์พลางยิ้มเยาะ “เพิ่งอกหักจากนนท์ไปแท้ๆ แต่แป๊บเดียวก็หาคนดามใจใหม่ได้แล้ว แถมดูท่าทางจะ...สายเปย์น่าดูเลยนะ เสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์เนมเต็มมือขนาดนี้ ไปรู้จักกันท่าไหนเหรอ ถึงได้ของพวกนี้มา?”
คำพูดส่อเสียดที่แฝงความหมายว่าเธอขายตัวแลกเงินทำให้อุณหภูมิในร่างกายของยลลดาพุ่งสูงขึ้น น้ำตาแห่งความคับแค้นใจคลอเบ้า แต่เธอพยายามกลืนมันกลับลงไป
“ริษา นนท์” ยลลดากำหมัดแน่น
ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้พ่ายแพ้ต่อความอ่อนแอ สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาของภาคิรันย์ก็ทาบทับลงบนแผ่นหลังบางของเธอ ชายหนุ่มโอบเอวเธอเข้ามาแนบชิดร่างกายอย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวที่จ้องมองคู่รักตรงหน้าเย็นเฉียบจนบรรยากาศรอบข้างพลอยติดลบไปด้วย
“คุยกับสุนัขไม่มีเจ้าของแบบนี้ ไม่กลัวเชื้อบ้าติดตัวหรือไงครับแยม” ภาคิรันย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“แกว่าใครเป็นสุนัขวะ!” นนท์ตวาดเสียงแข็ง รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง เมื่อเห็นท่าทางวางอำนาจของชายแปลกหน้าตรงหน้า “แกเป็นใครมาระรานคนอื่นในร้านอาหารแบบนี้!”
ภาคิรันย์ไม่แม้แต่จะมองหน้าคู่อริด้วยซ้ำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นปัดฝุ่นละอองที่มองไม่เห็นบนปกเสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงของตนอย่างเฉยชา ก่อนจะปรายตามองพนักงานที่ยืนเหงื่อตกอยู่ด้านข้าง
“ที่นี่ให้พวกชั้นต่ำเข้ามาใช้บริการตั้งแต่เมื่อไหร่? ฉันจำได้ว่าร้านนี้มีเกณฑ์คัดเลือกเกรดลูกค้าไม่ใช่หรือไง หรือผู้บริหารอยากจะเปลี่ยนหน้าผู้ร่วมหุ้นใหม่! ฉันจะได้จัดหาให้”
คำขู่เรียบๆ แต่ส่งผลสะเทือนทำเอาพนักงานหน้าซีดเผือด
“ขะ... ขอประทานโทษอย่างสูงครับ”
“เธอชอบผู้ชายที่เป็นอันธพาลแบบนี้เหรอแยม?”
“หุบปากเน่าๆ ของเธอซะริษา!” ยลลดาที่ทนฟังอยู่นานตวัดสายตามองอดีตเพื่อนรักด้วยความโกรธความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้นเมื่อความจริงใจของเพื่อนรักถูกแปรเปลี่ยนเป็นยาพิษ “ฉันจะชอใคร หรือชอบแบบไหน มันไม่ใช่เรื่องของเศษเดนอย่างเธอ! อีกอย่างฉันก็ไม่เคยคิดจะทรยศหักหลังเพื่อนสนิทและไปคาบแฟนเพื่อนมาเป็นของตัวเองเหมือนสัตว์คาบกระดูกแบบเธอหรอก!”
คำพูดเผ็ดร้อนและชัดถ้อยชัดคำของยลลดาทำเอาคนทั้งร้านที่เริ่มหันมามองพากันซุบซิบ ริษาหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธปนอับอายจนตัวสั่น
“แก! อีแยม!” ริษาจะขยับเข้าไปหาเรื่อง แต่สายตาคมของภาคิรันย์ที่ตวัดมองมาทำเอาเธอต้องหยุดก้าวเท้าลงทันที
“เก่งขึ้นนี่..” ภาคิรันย์กระซิบข้างหูยลลดาเบาๆ มุมปากหยักยกยิ้มอย่างพึงพอใจในความกล้าหาญของคนในอ้อมแขน ที่ยอมละทิ้งความอ่อนแอแล้วลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง “หัดใช้ปากฟาดฟันคนอื่นแบบนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นคนของภาคิรันย์หน่อย”
ยลลดาเม้มปากแน่น แม้จะรู้ว่าเขากำลังเล่นละครตบตาคนพวกนี้เพื่อถือไพ่เหนือกว่า แต่มันก็ช่วยกู้ศักดิ์ศรีที่แหลกเหลวของเธอคืนมาได้อย่างงดงาม
ภาคิรันย์ตวัดสายตากลับมามองนนท์ที่ตอนนี้ ยืนนิ่ง ไม่เอ่ยพูดคำใดเลย
“ส่วนแก... จำใส่กะโหลกไว้ด้วยว่า... ผู้หญิงคนนี้เป็นของฉัน อย่าเสนอหน้ามาให้เธอเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้แกไม่มีที่ซุกหัวนอนเลยทีเดียว”
น้ำเสียงที่ราบเรียบทำเอาขนลุกซู่ นนท์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ชายหนุ่มรีบคว้าข้อมือของริษาแล้วลากกึ่งวิ่งหนีออกจากร้านอาหารไปในทันทีอย่างน่าสมเพช โดยมีสายตาดูแคลนของผู้คนในร้านมองตามไปตลอดทาง
บรรยากาศในร้านอาหารกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ยลลดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เคยเกร็งเริ่มคลายตัวลง ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเธอยังคงถูกโอบรัดอยู่ในอ้อมกอดอุ่นของมาเฟียหนุ่ม
“ปล่อยได้แล้วค่ะ พวกเขาไปหมดแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาพลางขยับตัวพยายามแกะมือหนาออก
ทว่าภาคิรันย์กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว
“ทำไม? หมดประโยชน์แล้วคิดจะเขี่ยทิ้งงั้นเหรอ? เมื่อกี้เธอยังพิงอกฉันพูดจาฉะฉานอยู่เลยนี่”
“ฉัน... ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นซะหน่อย” ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ “ฉันแค่ไม่อยากให้คนชั่วพวกนั้นรังแกฝ่ายเดียวต่างหาก”
