บทที่ห้า

โดมินิก

ข้ารีบมุ่งหน้าไปยังอาณาเขต เหงื่อไหลโซมกายขณะที่วิ่งไป ข้าจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองถ้าคริสเตนเป็นอะไรไป ถ้าข้าไม่ฆ่านักล่าพเนจรพวกนั้นทั้งหมด คริสเตนก็คงไม่มาที่อาณาเขตนี้ และเธอก็คงไม่ตกเป็นเหยื่อของกับดัก ในหัวของข้าฟุ้งซ่านไปด้วยความคิดน่ากังวล ขณะที่ได้แต่ภาวนาในใจว่าคนของข้าจะไม่แตะต้องตัวเธอก่อนที่ข้าจะไปถึง

“โนอาห์...” ข้าได้ยินเสียงคริสเตนกรีดร้องเมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนต้องหยุดชะงัก แล้วสบตากับเจค

“เดี๋ยวก่อน” เจคเรียกข้าไว้ “เราจะให้พวกมันเห็นเราไม่ได้ ไม่งั้นตัวตนของเราจะถูกเปิดเผย” เจคอธิบาย พลางขมวดคิ้วด้วยความกังวล

ข้ามองเจคด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้ใครทำร้ายคริสเตน ข้าส่ายหน้าไม่เห็นด้วยแล้วเดินตรงไปข้างหน้า แต่เจคดึงข้ากลับไว้

“ข้าบอกแล้วไงว่าเราต้องระวัง” เขาตวาด เสียงเจือไปด้วยความเกรี้ยวกราด “อย่าทำอะไรวู่วาม” เขาเตือนพร้อมกับจ้องหน้าข้า

“ข้าไม่รับคำสั่งจากเจ้า” ข้าตอบพลางสะบัดมือออกจากเขา “ข้าจะช่วยคริสเตน” ข้าคำรามเสียงลอดไรฟัน

เจคยืนนิ่งจ้องมองข้า สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ กำหมัดแน่น “เดี๋ยวก่อน” เขาร้องตะโกนไล่หลังข้ามาพร้อมกับผิวปากเสียงดังลั่น

“นั่นมันเพื่ออะไรกัน” ข้าถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ข้าไม่มีเวลามาเล่นด้วยแล้วนะ” ข้าส่ายหัวอย่างหงุดหงิดแล้วหันหลังจะเดินไป แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเห็นคนของข้ากำลังถอยกลับมา

“เสียงนกหวีดนั่นใช้เรียกพวกเขากลับมา” เจคอธิบายพร้อมรอยยิ้มหยัน เสียงของเขาเจือไปด้วยความดูแคลน

“พวกเจ้าทำอะไรคริสเตน” ข้าขมวดคิ้วพลางกระชากคอเสื้อชายคนหนึ่ง “ข้าหวังว่าคริสเตนจะไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นล่ะก็...” ข้าจ้องเขาเขม็งพร้อมกับบีบมือให้แน่นขึ้น

“พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยขอรับนายท่าน” ชายในกำมือของข้าอ้อนวอนขณะพยายามดิ้นให้หลุด “พวกเขาปลอดภัยดีขอรับ”

“ข้าหวังว่าเจ้าจะพูดจริง” ข้าขมวดคิ้วแล้วผลักเขาล้มลง “ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้” ข้าสั่งขณะมองดูพวกเขาแตกฮือจากไป “เดี๋ยวข้าตามไป” ข้าพูดกับเจคแล้วหันไปยังทิศที่คริสเตนอยู่

“เจ้าจะไปไหน” เขาถามพลางเดินตามหลังข้ามา

“ข้าแค่อยากจะเห็นหน้าเธอ” ข้าตอบ น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตา ข้าไม่ได้เห็นหน้าหรือได้ยินข่าวคราวของคริสเตนมาสี่ปีแล้ว ข้าคิดถึงเมทของข้า และใช้ชีวิตอยู่กับความเสียใจและเละเทะอย่างหนักหลังจากที่เราเลิกกัน การได้เห็นหน้าเธอสักครั้งอาจจะช่วยเยียวยาหรือบรรเทาความเจ็บปวดแสนสาหัสที่หัวใจข้าต้องเผชิญหลังจากการเลิกรา

“เจ้าอยากจะทำร้ายตัวเองหรือไง” เขาถามพลางมายืนขวางหน้าข้า “มันจะยิ่งทำให้เจ้าจมดิ่งลงไปอีก”

“ไม่หรอก” ข้าเถียงพลางพยายามจะเดินผ่านเขาไป แต่เขาก็หยุดข้าไว้ “แค่แวบเดียว”

“อย่าโง่หน่อยเลยน่า เจ้าสัญญาแล้วว่าจะปล่อยวาง” เขาตะคอก หัวใจพองโตด้วยความโกรธ “อย่าทำแบบนี้” เขาอ้อนวอน

“ปล่อยวางเหรอ” ข้าแค่นเสียงหัวเราะแล้วเสยผมอย่างหงุดหงิด “ข้าพยายามแล้ว แต่ดูสภาพข้าตอนนี้สิ ข้าเละเทะไปหมดแล้ว เจค”

“แล้วถ้าเธอเห็นเจ้าเล่า เจ้าจะทำยังไง จะพูดอะไร มันจะเปิดโปงตัวตนของเรานะ”

“ข้าไม่สน!” ข้าตะโกน

“ให้เธอรู้จักเจ้าในฐานะคนขี้ขลาดที่ไม่สามารถรักเธอได้ ยังดีกว่าให้เธอรู้จักเจ้าในฐานะคนที่ฆ่าพ่อของเธอ” เขาตวาดกลับ

เราสองคนจ้องหน้ากันเขม็ง หัวใจเต้นรัวอยู่ในอก บรรยากาศตึงเครียดขณะที่เราต่างหอบหายใจหนัก

“โธ่เว้ย” ข้าสบถพลางเสยผมอย่างหัวเสีย ข้าอยากเห็นหน้าคริสเตนใจจะขาด แต่เจคพูดถูก

“ข้ารู้ว่ามันเจ็บปวด” เจคพูดเสียงเบาลงแล้วสบตาข้า “ข้ารู้ว่ามันรู้สึกยังไงที่ต้องอยู่ห่างจากคนที่หัวใจเจ้าโหยหา แต่มันไม่คุ้มกับความเสี่ยงหรอก” เขาเสริม

“เจ้าพูดถูก” ข้าพยักหน้าเห็นด้วย “พวกเขาจะสงสัยการปรากฏตัวของเราถ้าเห็นเราที่นี่”

“ใช่” เจคพยักหน้า “โดยเฉพาะเมื่อนักล่าพเนจรทั้งห้าสิบคนที่เจ้าฆ่าไปล้วนเกี่ยวข้องกับเธอ”

“ข้าไม่รู้นี่” ข้าแก้ต่าง

“ถ้าโนอาห์รู้ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าสมาชิกฝูงของเขา ต้องเกิดสงครามแน่ เราไม่ควรจะโจมตีหรือฆ่าใคร โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาอยู่ในอาณาเขตของเรา”

“อีกไม่นานมันก็จะเป็นของข้า” ข้ายิ้มเยาะขณะหันกลับไปมองทางที่คริสเตนอยู่ ใบหน้าของข้าบิดเบี้ยวด้วยความเศร้าหมอง

“เจ้าจะฝันหวานเรื่องการเป็นเจ้าของอาณาเขตนี้หลังจากที่เราออกไปจากที่นี่แล้วก็ได้ สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือให้นักล่าพเนจรมาตามล่าเรา และให้คริสเตนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา” เขายิ้มพลางตบไหล่ข้าแล้วมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้าม

“ข้าแค่ดีใจที่เธอปลอดภัย” ข้าพึมพำ “ข้าหวังว่าเจ้าจะมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุข หวังว่าชีวิตของเจ้าจะไม่เละเทะเหมือนข้า” ข้ากลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้น้ำตาร่วงหล่น

“เฮ้ จะมาไหม” เจคตะโกนเรียกขณะรอข้าอยู่

ข้าสูดหายใจลึกแล้วหันไปยังทิศทางของเขา “รอก่อน” ข้าตะโกนตอบแล้ววิ่งไปหาเขา

“มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่ข้าคิดนี่” เจคพูดติดตลกพลางขยิบตาให้ข้า

“เจ้าหมายความว่ายังไง” ข้าขมวดคิ้ว

“ข้าคิดว่าข้าต้องสู้กับเจ้าซะแล้วเพื่อหยุดไม่ให้เจ้าทำอะไรโง่ๆ”

ข้าไม่สนใจเจคเมื่อสัมผัสของอัลฟ่ารับรู้ได้ถึงบางสิ่ง... มีคนกำลังตามเรามา คนที่ข้าไม่คุ้นกลิ่นของเขาเลย

คนคนนั้นเคลื่อนไหวอย่างแนบเนียนจนฝีเท้าของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลม มันแผ่วเบาจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงใบไม้เสียดสีกันในแต่ละย่างก้าว ใครก็ตามที่กำลังสะกดรอยตามเราอยู่ ไม่ต้องการให้เรารู้ถึงภารกิจของเขา

“เจ้าทำอะไรน่ะ” เจคหยุดเดินแล้วหันมาหาข้า “เกิดอะไรขึ้น” เขาถามเมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังระคนสงสัยของข้า

การกระทำของเจคทำให้ข้าเสียแผน ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงการมีอยู่ของคนแปลกหน้าอีกต่อไป

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ใครๆ ก็นึกว่าเจ้าตายไปแล้วซะอีก” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น เจคกับข้าหันขวับไปตามทิศทางของเสียง คนแปลกหน้าคนนั้นเผยให้เห็นเพียงแผ่นหลังของเขา

เจคกับข้าสบตากันแล้วพยักหน้าให้กันอย่างสงสัยว่าคนแปลกหน้าคนนั้นเป็นใคร

“คิดถึงข้าไหมล่ะ” เขาแค่นเสียงแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเรา มันคือโนอาห์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป