บทที่ 9 Chapter 8 หรือพี่ยังไม่ลืมมัน?

Chapter 8

หรือพี่ยังไม่ลืมมัน?

ขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์หลังใหญ่โตที่พฤกษ์เพิ่งพาคนรักกลับไปได้ไม่ถึงวัน

ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เรียกได้ว่าค่อนข้างเป็นพื้นที่หวงห้ามของอัคนีในเวลานี้ ยามเมื่อเพ่งมองฝ่าความเงียบเข้าไป ก็จะแลเห็นเจ้าของห้องร่างสูงใหญ่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวยาวในอาการเหม่อลอย ขัดกับบุคลิกที่เคยเฉียบคม

มือหนาเคาะปากการาคาแพงลงกับผิวกระจกบนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะตามกระแสความคิดอีนุงตุงนังที่ติดหล่มอยู่ในหัว ชายหนุ่มไม่ได้มีแก่ใจจะใส่ใจมองแฟ้มเอกสารหรืองานวิชาการที่เขาควรจะบริหารจัดการเหมือนอย่างเช่นทุกวันเลยสักนิด

‘ทำไมกัน... ทำไมยัยเด็กนั่นถึงได้ทิ้งเขาไป ทั้งที่ตอนนั้นเราสองคนก็รักกันดีแท้ ๆ’

คำถามเดิม ๆ ยังคงย้ำอยู่ในสมองของอัคนีไม่ยอมเลือนหายไปไหน หนุ่มผู้เย่อหยิ่งได้แต่คิดหาคำตอบตลบไปมา ทว่าสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนทุกครั้ง... 

เขาไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าอะไรคือเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจสะบั้นรักของอีกฝ่าย

ปากกาด้ามแพงถูกเคาะรัวลงบนโต๊ะด้วยจังหวะที่ถี่ขึ้นกว่าเดิม ยามเมื่อยิ่งคิดหาคำตอบก็ยิ่งมืดมน ทั้งเมื่อยามที่สมองนึกย้อนไปถึงนัยน์ตาหวานสวยระยับ รอยยิ้มน่ารักพิมพ์ใจ... ไหนจะรสชาติบทรักอันแสนหวานบนเตียงนอนที่ฝ่ายนั้นเคยบิดเร้าอย่างสุขสมอยู่ใต้ร่างของเขาในอดีตนั่นอีกล่ะ!

ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้น... มันควรจะมีแค่เขาคนเดียวแท้ ๆ ที่มีสิทธิ์ชอบธรรมในการครอบครองและเชยชม

แต่ทำไมกัน... ทำไมตอนนี้คนที่ได้ครอบครองตัวตนของณารินทร์ทั้งหมด ไปนอนทับรอยและกอดประคองกลับกลายเป็นน้องชายร่วมสายเลือดของเขาเสียอย่างนั้น ทำไมกัน!

ยิ่งคิด... ความสับสน ความไม่เข้าใจ และความษยาก็ยิ่งไหลวนมาหลอมรวมตัวกันในอกรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้อารมณ์ดิบในตัวของอาจารย์หนุ่มไม่ต่างอะไรเลยกับการถูกเมฆหมอกกลืนกินจนมืดมิด ฝ่ามือหนาที่เคาะปากกาด้ามหรูบนโต๊ะถูกเพิ่มพละกำลังกดลงไปหนักหน่วงมากขึ้นไปอีกราวกับมันเป็นเครื่องระบายความอัดอั้น

ภาพเหตุการณ์เช้าวันนี้ที่เขาแอบยืนมองอยู่ห่าง ๆ ก็ยิ่งลอยขึ้นมารบกวนจิตใจของเขาหนักขึ้น ภาพที่คนหน้าหวานน้อมรับรสจูบจากพฤกษ์ด้วยความเต็มอกเต็มใจ แววตาชุ่มฉ่ำไร้การขัดขืน... ผิดกับตัวเขาที่ยามเข้าใกล้กลับถูกเธอต่อต้าน ผลักไส และแสดงท่าทางหมางเมินใส่ทุกวิถีทาง!

“แม่งเอ๊ย!!!”

อัคนีสบถคำหยาบคายออกมาด้วยอาการหัวเสีย พลางปาปากกาด้ามสวยในมือลงพื้นเพื่อระบายอารมณ์เถื่อนที่มันพุ่งทะยานจุกอกจากการไม่ได้คำตอบอะไรตามที่ตั้งใจไว้

“อารมณ์เสียเหรอคะ? ... คุณคู่หมั้น”

เสียงฟังดูเย้ยหยันเอ่ยแทรกขึ้นมาแผ่วเบา ก่อนที่เจ้าของเสียงจะก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาในห้องทำงานอย่างถือวิสาสะ โดยไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงดุดันที่ตวัดสายตาคมกริบมองตรงมานัก

“พี่เคยบอกปิ่นแล้วใช่ไหม... ว่าไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในห้องนี้”

สีหน้าแววตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างเด่นชัดของชายหนุ่ม เหมือนจะไม่เป็นผลหรือสร้างความเกรงกลัวให้แก่อีกฝ่ายเลยสักนิด เจ้าตัวถึงได้ยังคงจุดรอยยิ้มร่าก้าวเดินเข้ามาหาคนอารมณ์บูดช้า ๆ ทั้งยังถือดีขยับสะโพกขึ้นนั่งแหมะบนโต๊ะทำงานหรูหราอย่างไม่สนสายตาพิฆาตที่มองมาสักนิด

“ก็แค่ห้องทำงาน ทำเป็นหวงไปได้”

“แล้วนี่มาทำไม? ถ้าไม่มีธุระอะไรจะพูดก็ออกไปซะ พี่จะทำงาน... ไม่มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำด้วยหรอกนะ”

คนถูกไล่ขยับรอยยิ้มหยันออกมา ก่อนจะลากเรียวนิ้วยาวฉาบน้ำยาเคลือบเล็บราคาแพงไปตามกรอบหน้าคมสันของคนหลังโต๊ะทำงานอย่างจงใจยั่วยวน แล้วลากวนมาหยุดหยอกเย้าอยู่ตรงริมฝีปากหนาหยักลึกแสนเร่าร้อน

“งั้น... ให้ปิ่นช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นไหมคะ?”

“อย่ามากวนน่าปิ่น!”

อัคนีว่ากล่าวด้วยเสียงที่เข้มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับออกแรงปัดฝ่ามือของคนหน้าหวานทิ้งอย่างไม่ไยดีและไร้ซึ่งความสุภาพบุรุษ

“จะมากเกินไปแล้วนะคะ! ปิ่นให้ท่าพี่ขนาดนี้แล้วนะพี่ไฟ... ทำไมคะ?! หรือว่าพี่ยังลืมนังนักศึกษาคนนั้นไม่ได้!”

ปิ่นมุกแผดเสียงพูดออกมาอย่างเหลืออดด้วยความริษยาจับใจ ก่อนหน้านี้ข่าวคราวคาวโลกีย์มันก็ระคายเข้าหูมาบ้างว่าอัคนีแอบชุบเลี้ยงเด็กนักศึกษาในสังกัดตัวเองเอาไว้ เห็นว่าฝั่งนั้นเป็นคนทิ้งขว้างหนีหายจากเขาไปเองแล้วนี่นา 

ทำไมกัน... กะอีแค่นักศึกษาโง่ ๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าคนเดียว เธอสู้มันไม่ได้เลยงั้นเหรอ?! คิดว่าเธอเป็นใครกัน! เธอเป็นถึงลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่คับฟ้า หน้าตาพรรณผิวก็จัดว่าสะสวย ผู้ชายหมายปองอยากได้ก็มีมากมีถมไป แต่ทำไมผู้ชายตรงหน้ากลับไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอเลยสักครั้งล่ะ!

“พี่ต้องทำงาน... ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ออกไปดีกว่านะ อย่าให้พี่ต้องไล่ซ้ำ เพราะถึงปิ่นกับพี่จะเป็นคู่หมั้นกัน แต่ถ้าพี่รำคาญขึ้นมา หน้าใครพี่ก็ไม่สนหรอกนะ!”

น้ำเสียงจริงจังเด็ดขาดและนัยน์ตาคมปลาบที่ฉายแววดุร้าย ส่งผลให้คนตัวเล็กบนโต๊ะยอมผ่อนปรนระบายลมหายใจออกมาด้วยท่าทียอมสยบ ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังเฉกเช่นเดียวกับท่าทีในเวลานี้

“ใจเย็นก่อนค่ะ... ที่ปิ่นเข้ามาหาพี่ที่นี่ คือปิ่นแค่อยากเข้ามาคุยกับพี่เรื่องการแต่งงานของเราสองคนต่างหากล่ะคะ”

ประโยคสั้น ๆ จากปากหญิงสาวไฮโซ ส่งผลให้คนฟังถึงกับเลิกคิ้วเข้มขึ้นมาอย่างแปลกใจ ก่อนที่อัคนีจะทิ้งแผ่นหลังเอนตัวลงพักพิงกับพนักเบาะหนังตัวหรูอย่างผ่อนคลาย พร้อมขยับสอดมือหนาเข้าประสานกันไว้ใต้ราวนม แล้วเอ่ยปากถามไถ่ออกไป...

“ทำไม?”

“พ่อกับแม่จะเร่งให้ปิ่นแต่งงานกับพี่” สีหน้าและแววตาของหญิงสาวบ่งบอกว่าหล่อนไม่ได้โกหกแต่อย่างใด และอัคนีเองก็มองออกด้วยเช่นกัน

“เกิดอะไรขึ้น... ไหนตอนแรกบอกว่าจะไม่เร่งรัดไง”

“ก็ไม่รู้สิคะ อยู่ดี ๆ พวกท่านก็มาบอกว่าอยากอุ้มหลาน... ปิ่นสงสัยว่าคุณพ่อคุณแม่ของพี่ไฟ แอบไปเมาท์เรื่องสะใภ้เล็กให้พ่อแม่ปิ่นฟังหรือเปล่า เห็นว่าตอนนี้ทางฝั่งนู้นกำลังดูฤกษ์ดูยามให้คู่นั้นกันแล้วด้วยนะ”

“ฮะ!... อะไรนะ?! ดูฤกษ์!!”

จู่ ๆ อาจารย์หนุ่มก็ตะคอกเสียงดังลั่นห้องทำงาน ทว่านั่นกลับไม่น่าตกใจเท่ากับสีหน้าของเขาในยามนี้ที่แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับคนไร้เลือด

“โอ๊ย! จะตะคอกทำไมคะเนี่ย ตกใจหมดเลย!” 

ปิ่นมุกอุทานขวัญเสียพลางยกมือทาบอก อยู่ดี ๆ เขาก็แหกปากเสียงดังออกมาไม่พอ ซ้ำร้ายแววตายังฉายแววดุดันราวกับพร้อมจะก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อต่อยใครให้คว่ำให้ได้แบบนั้น ออร่ามืดมนรอบกายเขาในเวลานี้น่ากลัวเกินกว่าที่ไฮโซสาวอย่างเธอจะเสี่ยงอยู่ต่อ 

“ปิ่นกลับดีกว่า ขืนอยู่นานกว่านี้พี่ไฟคงได้ลุกขึ้นมาต่อยปิ่นแน่ ๆ”

หญิงสาวหน้าหวานไหวไหล่ให้หนึ่งทีอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วจึงหมุนกายเดินออกไปจากห้องทำงานแต่โดยดี

“เฮ้อ... แม่งเอ๊ย! ดูฤกษ์เหี้ยไรก่อน พึ่งจะคบกันได้ไม่นานนี้เองไม่ใช่เหรอ? จะแต่ง? ... หรือจะหมั้นไว้ก่อน? แต่ไม่ว่ายังไง... ก็ไม่มีวันปล่อยให้เรื่องมันลงเอยแบบนั้นเด็ดขาด!”

อาจารย์หนุ่มสบถคำหยาบคายออกมาอย่างคนฟิวส์ขาด เรื่องราวยุ่งเหยิงในอดีตยังไม่ทันจะคลี่คลาย ปัญหาใหม่ก็เข้ามาทับถมอีก ลมหายใจร้อนระอุของอัคนีจะถูกทอดถอนออกมาอีกครั้งด้วยความหนักใจอย่างถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน วัฏจักรชีวิตของชาวออฟฟิศสำหรับณารินทร์ก็เริ่มหมุนวนขึ้นอีกครั้ง

ยามเมื่อแสงตะวันเริ่มสาดส่องโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาให้เห็นรำไร บรรยากาศอันแสนน่าเบื่อหน่ายจากการขยับตัวของรถราบนท้องถนนที่ติดขัดสะสมยาวเป็นแพหนา เป็นภาพที่ณารินทร์ต้องพบเจอแทบทุกค่ำเช้า 

หากถามว่านึกเบื่อหน่ายบ้างไหม... หากเป็นในช่วงแรกเริ่มของการทำงาน หญิงสาวก็คงจะตอบออกมาเสียงดังฟังชัดเลยว่าเบื่อมาก

แต่ในเวลานี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคุ้นชินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ เธอถึงได้มองเห็นว่าเรื่องชวนหงุดหงิดเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชีวิตไปเสียแล้ว

“เกือบสายอีกจนได้นะ...”

คนงามพึมพำกับตัวเองพลางจุดรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา ยามเมื่อเหลือบสายตาลงมองนาฬิกาบนข้อมือบาง แสงแดดอุ่นสีอ่อนที่โผล่พ้นขอบฟ้าลงมาแทนที่ความมืดสลัวก่อนหน้านี้ เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเธอต้องสูญเสียเวลาชีวิตไปกับการเดินทางบนท้องถนนมากขนาดไหน 

สองเรียวขาคู่สวยภายใต้ชุดเดรสสีสันสดใสชวนมอง ก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงเข้าสู่ส่วนของบานประตูกระจกอันแสนคุ้นตาของบริษัททันที

“สวัสดีค่ะพี่แมว”

เสียงใสเอ่ยปากทักทายออกไปเหมือนกับในทุก ๆ วันพร้อมกับแจกจ่ายรอยยิ้มสดใสพิมพ์ใจ ฝ่ามือน้อยก็ไม่ลืมที่จะแตะแนบบัตรพนักงานเข้ากับเครื่องอ่านสัญญาณบลูทูธไปด้วยความเชี่ยวชาญ ในขณะที่คู่สนทนาฝ่ายตรงข้ามกลับตอบรับกลับมาเพียงสั้น ๆ ห้วน ๆ ตามสไตล์ว่า

“จ้ะ...”

เพียงเท่านั้นจริง ๆ ฝ่ามือของหล่อนขยับยกขึ้นจัดกรอบแว่นสายตาหนาเตอะบนใบหน้าเรียบตึงบึ้งตึงของตนไปมา ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มพิมพ์ใจตอบรับกลับมาให้คนอายุน้อยกว่าเลยสักนิด

สำหรับณารินทร์แล้วนั้น เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจหรือรู้สึกไม่ดีกับท่าทีอันแสนเย็นชาของสาวใหญ่ตรงหน้าเลยสักเสี้ยววินาที

เพราะความจริงจังเคร่งครัดในหน้าที่ของพี่แมวนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วในหมู่พนักงาน ทุกคนจึงต่างคุ้นชินกันเป็นอย่างดีกับท่วงท่าบุคลิกที่ราวกับครูระเบียบใจร้ายยืนถือไม้เรียวคอยจับผิดพวกรุ่นน้องดื้อรั้นที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรียกได้ว่าเป็นสีสันรสชาติของชีวิตการทำงานก็คงไม่ผิดนัก

ชีวิตหลังจากการตอกบัตรเข้างานของคนทำงานออฟฟิศหมุนเวียนแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเข็มนาฬิกา ช่วงเวลาที่เดินเชื่องช้าราวกับนาทีหนึ่งยาวนานเปรียบเป็นชั่วโมงสำหรับใครหลายคน ทว่าสำหรับพนักงานประจำจบใหม่หมาด ๆ คนนี้ ไม่ว่าตนเองจะได้รับมอบหมายหน้าที่หนักหนาแบบไหน มันย่อมหมายความว่านั่นคือสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบออกมาให้ดีที่สุด จึงไม่แปลกแยกอะไรเลยที่เจ้าตัวมักจะได้รับคำชื่นชมจากเจ้านายระดับสูงอยู่เป็นประจำจนเด่นเกินหน้าเกินตา

“ยัยเด็กนั่นมันประจบเจ้านายอีกแล้วว่ะ... ดูดิ”

“เออ เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด ทำเป็นประจบคนพ่อเพราะหวังอยากจะเข้าใกล้คนลูกล่ะสิ เหอะ!”

“ก็แน่ล่ะ ใครมันจะไม่อยากสุขสบายสงสัยงานนี้คงคิดจะใช้เต้าไต่ระดับขึ้นไปชูคอเป็นเมียลูกชายเจ้าของบริษัทสินะ เหอะ! หน้าด้านชะมัด”

“ไม่ใช่แค่ลูกนายคนเดียวอย่างเดียวน่ะสิแก... พวกพนักงานผู้ชายอีกตั้งหลายแผนก ก็โดนยัยนั่นหว่านเสน่ห์ใส่ทั้งนั้นแหละ แหวะ! ตาต่ำกันชะมัดผู้ชายพวกนั้น”

“ว่าพวกนั้นอย่างเดียวได้ที่ไหนล่ะจ๊ะ ต้องโทษที่คนมันร่านอ่อยเขาด้วยหรอกย่ะ ทั่วถึงขนาดนั้น!”

ซุบซิบนินทาในระยะเผาขนจากกลุ่มพนักงานรุ่นพี่ปากหอยปากปูของที่นี่ ราวกับจงใจแกล้งให้เธอได้ยิน ทว่าเจ้าของร่างบางกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบไร้ปฏิกิริยาตอบโต้

นี่ถือเป็นเรื่องราวประจำวันชวนประสาทเสียที่ณารินทร์มักจะต้องพบเจออยู่เสมอ ยามเมื่อมีคนรักคนชื่นชมก็ย่อมต้องมีคนที่ริษยาที่ต้องเกิดมาคู่กัน แม้คนพวกนั้นจะไม่กล้าเอ่ยปากออกมาตรง ๆ ก็อย่างที่รู้ว่าเธอมักจะได้ยินบทสนทนาขยะนี้แทบจะทุกวัน ราวกับว่าคนเหล่านั้นว่างงานมากจนเหลือเวลามาจับกลุ่มนินทาชาวบ้านแบบนี้

แต่ณารินทร์ก็รู้ดีว่าแค่แสร้งทำเป็นหูทวนไปหน่อย เดี๋ยวอีกครู่หนึ่ง เสียงของนกกระจิบไร้ราคาพวกนั้นก็จะหยุดแว่วไปเอง เพราะว่า...

“อ้าว ๆ ... นั่งคุยอะไรกันอยู่ฮะ?! งานการบนโต๊ะนี่ไม่ต้องทำกันแล้วใช่ไหม จะได้เดินไปบอกเจ้านายให้เขาแจกซองขาวให้!”

“ซองผ้าป่าหรือคะพี่แมว? เนตรไม่เอาพึ่งเอานะ พอดีไม่ใช่สายบุญน่ะค่ะ” หนึ่งในกลุ่มขี้นินทาแสร้งทำใจดีสู้เสือเอ่ยสวนกลับ

“ติดตลกไปเถอะย่ะ... โดนไล่ออกมาเมื่อไหร่แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน!”

คำโต้ตอบนิ่ง ๆ ขับให้พนักงานทั้งกลุ่มเงียบเสียงลงทันควัน เพราะทุกคนต่างรู้ซึ้งดีว่าสตรีผู้นี้ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนายใหญ่ของบริษัทไม่น้อยตามประสาคนเก่าแก่ดั้งเดิม ลองถ้าเจ้าตัวเกิดนึกรำคาญจนเอ่ยปากรายงานเรื่องนี้ขึ้นมาละก็ หากไม่โดนเรียกตัวเข้าไปตักเตือนเป็นการส่วนตัว ก็คงได้เก็บข้าวของรับซองขาวที่ไม่ใช่ซองบุญเหมือนที่ปากพูดแน่ ๆ

“เรานี่ก็แปลกคนนะ... เขานินทาขนาดนั้นยังทำหน้าเฉยอยู่ได้อีก”

คนถูกตั้งคำถามฉายรอยยิ้มหวานหยดออกมาในที่สุด แต่ฝ่ามือน้อยยังคงรัวแป้นพิมพ์ทำงานไม่หยุดหย่อน เช่นเดียวกับดวงตาคู่กลมโตที่ยังคงจับจ้องอยู่บนจอสี่เหลี่ยมสว่างวาบเหมือนเดิม

“ก็... พี่แมวช่วยจัดการฟาดแทนหนูไปเรียบร้อยแล้วนี่คะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป