บทที่ 2 สถานะที่จืดจาง
บทที่ 2
สถานะที่จืดจาง
ศาลตุลาการคือสถานที่ที่ต้องจันทร์มาในเช้าวันถัดไป เอกสารมากมายที่ใช้สำหรับคดีในครั้งนี้ถูกวางเรียงรายไว้เป็นอย่างระเบียบ เมื่อหมดหน้าที่ของตัวเองแล้วหญิงสาวก็ไปนั่งประจำที่ของตัวเอง การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นใน ไม่กี่นาทีต่อมา สิตางค์เริ่มเปิดบทสนทาการตอบโต้ โดยมีประสิทธิ์นักการเมืองใจโฉดเป็นคู่กรณี
แน่นอนว่าทนายฝ่ายของประสิทธิ์เป็นทนายชื่อดังที่มีชื่อคร่ำหวอด ในวงการทนายความด้วยเช่นกัน แถมยังมาจากบริษัททนายชั้นนำของประเทศ ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าพวกตนจะกลัวในเมื่อมีหลักฐานทุกอย่างอยู่ในมือหมดแล้ว
ผ่านไปร่วมเกือบห้าชั่วโมงที่มีการว่าความในชั้นศาลในที่สุดมันก็จบลงสักที จากการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา มีความเป็นไปได้ว่านายประสิทธิ์นั้น มีความผิดสูงมากในทางกฎหมายโทษฐานที่ยักยอกทรัพย์สินในการสร้างถนนของชาวบ้านบริเวณนั้นซึ่งในข้อกำหนดการสร้างถนนในหมู่บ้านนายประสิทธิ์ได้มีการออกนโยบายเรียกเก็บเงินไปบ้านละหลายพันบาทแต่ชาวบ้านกลับไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย ชาวบ้านหลายคนที่ต่างมาร่วมฟังในครั้งนี้ก็ต่างพากันดีใจยกใหญ่ ทันทีที่สิตางค์และต้องจันทร์เดินออกมาก็พากันเดินเข้ามาขอบคุณ
“ขอบคุณมากเลยนะครับคุณทนาย คุณผู้ช่วย” ลุงผู้ใหญ่บ้านที่เป็นตัวแทนคู่กรณีของนายประสิทธิ์เดินเข้ามากุมมือทั้งสองคนไว้ แววตาที่เคยหม่นหมองตอนนี้มันเริ่มมีแววสดใสขึ้นบ้างแล้ว
หากจะถามว่าทำไมถึงไม่ยื่นเรื่องนี้ไปให้ทางรัฐบาลจัดการ ก็คงเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายมีอำนาจมากมายจนล้นมือจนชาวบ้านชนชั้นรากหญ้า ไม่สามารถสู้ได้ จึงต้องจัดหาทนายมาต่อสู้เสียเอง
“ด้วยความยินดีค่ะลุงผู้ใหญ่ แต่ยังไงแล้วคดีความพวกนี้ก็ต้องมี การพิจารณคดีต่ออีกนะคะ ไม่รู้ว่ารอบหน้านายประสิทธิ์จะเอาอะไรมาสู้อีก” สิตางค์บอกให้ท่านได้รับรู้
“แค่ตอนนี้ลุงเห็นมันได้เข้าคุก ลุงก็ดีใจแล้วคุณทนาย” รอยยิ้มของคนเสียรู้กับกับคนชั่ว มันเสมือนเป็นของขวัญชิ้นสำคัญให้กับทั้งสองคน ที่ผ่านมาแม้จะอดหลับอดนอนทำงานไม่มีหยุดพักแต่มันก็คุ้มค่าคุ้มราคากับสิ่งที่ได้กลับคืน
จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ร่ำลากัน สิตางค์กับต้องจันทร์เดินออกมาเตรียมจะขึ้นรถ อยู่ ๆ หน้าศาลก็มีนักข่าวจำนวนหลายสำนักวิ่งกรูเข้ามาเพื่อสัมภาษณ์ถึงคดีของประสิทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าสิตางค์ให้สัมภาษณ์ไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ก่อนสองคนจะตัดบทและเดินกลับไปขึ้นรถของตัวเอง
“วันนี้ทำดีมากน้องต้อง”
“พี่ตังค์ก็เก่งเหมือนกันค่ะ” การว่าความครั้งนี้มันคุ้มค่าสำหรับทุกคน
“เดี๋ยวเราไปกินข้าวกันก่อนแล้วกัน ค่อยเข้าสำนักงาน”
“ได้ค่า” สีหน้าของต้องจันทร์สดใสขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อจะได้รับประทานของอร่อย เห็นทีเธอต้องกินให้คุ้มกับที่ทำงานหนัก
วันนี้สิตางค์อาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารต้องจันทร์เองเพราะตลอด ที่ผ่านมา น้องสาวคนนี้ช่วยเหลือเธอมามาก บางครั้งมันมากจนเกินหน้าที่ด้วยซ้ำไป อาหารจำพวกปิ้งย่างและปูดอง แซลมอนดองและกุ้งดอง เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทั้งสองคนเลือกรับประทาน หลังจากที่อิ่มหนำกันเรียบร้อยแล้วก็พากันนั่งรถกลับไปที่สำนักงานทนายของตัวเอง
“อ้าว มากันพอดีเลย”
“มีอะไรรึเปล่าคะพี่ฝ้าย” สิตางค์ถามเจ้าของสำนักงานทนาย ที่ดูว่าเหมือนจะมีเรื่องพูดคุยกับพวกเธอ แถมข้าง ๆ กันยังมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย
“นั่งลงก่อนสิ” ทิพย์วดีเรียกสาวรุ่นน้องที่เพิ่งกลับมาจากว่าความ ในชั้นศาลมาให้นั่งลงก่อน
“งั้นเดี๋ยวต้องเอาของเก็บก่อนนะคะ” เธอคิดว่าทั้งสามคนคงมีเรื่องต้องพูดคุยกับ จึงไม่อยู่ให้ขวางทางเอาเอกสารทั้งหมดไปเก็บไว้ในห้องทำงานของสิตางค์
“ไม่ต้องต้อง นั่งลงอยู่ด้วยกันนี่แหละ”
“ต้องด้วยเหรอคะ”
“จ้ะ” ต้องจันทร์นั่งลงด้วยกันกับคนอื่นตามคำชักชวนของทิพย์วดี
“นี่คุณนน เป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณณคุณ” ทิพย์วดีแนะนำตัวชายที่นั่งเป็นปริศนาให้สิตางค์กับต้องจันทร์ให้ได้รู้จักกัน
“ผู้จัดการส่วนตัวของคุณณคุณ? คุณณคุณที่เป็นนักแสดงน่ะหรือคะ” สิตางค์กับต้องจันทร์ตกใจ หันไปมองหน้ากัน
“ใช่ครับคนเดียว ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“ยะ...ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ดิฉันสิตางค์ ส่วนคนนี้ก็ต้องจันทร์ค่ะ เป็นผู้ช่วยของดิฉันเอง” ตกใจไม่คิดว่าผู้จัดการของนักแสดงดาวรุ่งอย่าง ณคุณจะถ่อมาถึงที่นี่
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ พอดีว่าผมมีเรื่องอยากรบกวนคุณทั้งสองคน”
“พวกเราเหรอคะ” สองสาวต่างวัยพากันมองหน้ากัน ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไร
“พอดีว่าณคุณได้เห็นข่าวของพวกคุณจากสื่อออนไลน์วันนี้น่ะครับ”
“ข่าว?”
“ข่าวที่พวกเธอสองคนไปว่าความในคดีของนายประสิทธิ์นั่นไง’
ต้องจันทร์กับสิตางค์หันหน้าไปอ๋อพร้อม ๆ กัน จำได้ว่ามีนักข่าวสัมภาษณ์แต่ไม่คิดว่ามันจะออกข่าวได้รวดเร็วขนาดนี้ ก่อนไม่นานนนทการต์จะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่ามีอะไรบ้างและสถานการณ์นั้นมันเป็นอย่างไร
“ได้ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะจัดการให้ค่ะ”
“ยังไง ผมขอฝากด้วยนะครับ”
“แล้วจะให้ทางเราเริ่มงานได้เลยใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ยิ่งเร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
“โอเคค่ะ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ดิฉันจะให้สิตางค์กับต้องจันทร์ไปหาคุณณคุณพรุ่งนี้นะคะ”
“ได้ครับ ถ้าไปถึงแล้วสามารถติดต่อผมผ่านเบอร์นี้ได้เลยนะครับ” นนทการต์ยื่นนามบัตรของตัวเองส่งให้ทั้งสามคน “แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
เสร็จสิ้นบทสนทนานนทการต์ก็ลุกขึ้น ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ลุกตามเพื่อส่งลูกค้ารายใหม่กลับ เห็นทีว่าจะมีคดีสำคัญเข้ามาอีกแล้ว และงานนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เช่นเคย
“อย่าลืมนะ ว่าพวกเราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย” ทิพย์วดี ย้ำเตือนทุกคนอีกครั้ง คดีครั้งนี้แม้มันจะไม่ได้เป็นผลกับณคุณโดยตรง แต่เขาก็อยากให้พวกตนปกปิดเอาไว้
“ได้ค่ะ” ต้องจันทร์กับสิตางค์ตอบรับ การปกปิดความลับให้กับลูกค้าก็ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ
“งั้นวันนี้เราก็แยกย้ายกันกลับดีกว่าเย็นมากแล้ว”
“โอเคค่า ยังไงเดี๋ยวต้องขอเอาของไปเก็บก่อนนะคะ พี่ฝ้ายพี่ตังค์กลับไปก่อนเลยก็ได้ค่ะ เดี๋ยวต้องปิดสำนักงานเอง”
“นานไหมเดี๋ยวพวกพี่รอ” ทิพย์วดีบอก หากต้องจันทร์แค่เก็บของมันคงจะไม่นานอะไรหรอก
“นั่นสิ รีบไปเถอะ”
“งั้นแปบนึงนะคะ” จ้องจันทร์รีบวิ่งเอาเอกสารที่ใช้ในการพิจารณาคดีไปเก็บในห้องทำงานของสิตางค์ ก่อนเธอจะเดินมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เก็บกวาดข้าวของใส่กระเป๋าแล้วเดินออกไปหาสองสาวรุ่นพี่
สำนักงานทนายความแห่งนี้เป็นสำนักงานทนายความเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ มีทิพย์วดีเป็นเจ้าของ โดยก่อนหน้านี้ทิพย์วดีเคยเป็นอัยการมาก่อนแต่เพราะระบบที่บางครั้งมันเอื้อต่อพวกที่มีอำนาจมากจนเกินไปทำให้ถึงจุดที่ไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้น จึงได้ตัดสินใจลาออกมาเปิดสำนักงานทนายความเล็ก ๆ แทน ทั้งนี้ยังว่าความให้กับชาวบ้านตาสีตาสาที่มีเงินทุนน้อย ซึ่งสำนักงานทนายความนี้มีทนายประจำอยู่เพียงแค่สามคน และผู้ช่วยทนายอีกสองคนรวมถึงต้องจันทร์ด้วย
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ป่ะจ้ะ งั้นเราไปกัน”
สามคนต่างพากันเดินมายังลานจอดรถของอาคาร แยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเองแต่ก่อนที่ต้องจันทร์จะได้ก้าวเท้าขึ้นรถไป สิตางค์ก็เรียกไว้ซะก่อน
“คะพี่ตังค์”
“พรุ่งนี้ต้องไม่ต้องเอารถมานะ เดี๋ยวพี่ไปรับ”
“จะดีเหรอคะ บ้านต้องกับบ้านพี่ตังค์คนละทางเลย”
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราต้องไปหาคุณณคุณที่กองถ่ายด้วยกัน พี่ว่าไปรถคันเดียวกันมันน่าจะสะดวกกว่า ขากลับพี่จะพาเราไปบ้านพี่ พรุ่งนี้วันเกิด ยัยเกรทด้วย” พรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดครบรอบลูกสาวเธอสามขวบพอดี เลยอยากให้ต้องจันทร์ไปร่วมงานด้วยเพราะเจ้าตัววัน ๆ เอาแต่ร้องหาพี่ต้องแสนใจดีอยู่ตลอดเวลา
“จริงเหรอคะ ยัยแสบของต้องโตเป็นสาวขึ้นอีกแล้วสิ”
“ใช่ รายนั้นนะเอาแต่ร้องหาแต่ต้อง จนคนเป็นแม่อย่างพี่เริ่มน้อยใจแล้ว” สิตางค์เอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ เธอไม่ได้ซีเรียสแต่ตลกซะมากกว่า
“อย่างนี้ต้องต้องได้เป็นแม่ทูนหัวน้องเกรทแล้วสิ” หญิงสาวหัวเราะร่า
“เอาสิ แต่ลูกพี่น่ะกินเก่งนะ”
“พร้อมสู้ค่ะ” ต้องจันทร์ทำท่าฮึดสู้
“แต่อย่ามัวมาสนใจแต่ยัยเกรทเลย เราก็แต่งงานมาตั้งสองปีแล้วนิ เมื่อไหร่พี่จะได้ยินข่าวดีของเราสักที”
“...” เมื่อครู่ยังยิ้มร่าเริง พอมาเข้าเรื่องของตัวเองต้องจันทร์ก็ไป ไม่เป็นกันเลยทีเดียว “ต้องยังไม่คิดอยากมีเลยค่ะพี่ตังค์ ต้องยังสนุกกับงานอยู่เลย”
จะให้เธอมามีได้ยังไง ในเมื่อหน้าสามียังไม่ได้เจอเลยด้วยซ้ำ อีกอย่างแค่หน้าเธอเขายังไม่อยากจะมองกัน เรื่องลูกคงเลิกหวังไปได้เลย แล้วที่สำคัญเรื่องราวระหว่างเธอกับเขามันก็ใกล้จะจบลงแล้วด้วย สองปีที่ผ่านมาเธอเหนี่ยวรั้งเขาให้อยู่ในพันธะมากเกินพอแล้ว
“แต่คุณปายเขาก็คงจะสนุกกับงานอยู่เหมือนกันแหละเนอะ ล่าสุดนะพี่ดูละครเขาที่เพิ่งออนไป สนุกมาก”
“ค่ะ เขาเองก็สนุกกับงานมาก ต้องเองก็ไม่อยากเร่งรัดอะไรเขา”
ต้องจันทร์ตอบตามน้ำแล้วยิ้มแหย ๆ ส่งให้สิตางค์ เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับปราบตะวันคนในที่ทำงานล้วนรู้กันทั้งหมด แต่เธอก็ร้องขอให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เอาไว้โดยใช้เหตุผลว่าต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ใคร ต่อใครต้องมาวุ่นวายกับเธอ ซึ่งมันก็จริงเธอไม่อยากให้ใครได้รับรู้ พอ ๆ กับที่เขาก็ไม่อยากให้ใครรู้เหมือนกันว่าเธอเป็นภรรยาของเขา
“นั่นสิเนอะ ต้องเองก็อายุยังน้อยยังไม่ต้องรีบก็ได้”
“ค่ะ งั้นเรื่องพรุ่งนี้ ยังไงต้องรอพี่ตังค์อยู่ที่เดิมนะคะ” ที่เดิมของเธอที่หมายถึงก็คือป้ายรถเมล์ที่ห่างจากหมู่บ้านมาราว ๆ ห้าร้อยเมตร
“ได้จ้ะ พี่ไปก่อนนะ ขับรถดี ๆ ล่ะ”
ต้องจันทร์ยิ้มรับก่อนจะแยกไปขึ้นรถของตัวเอง พอขึ้นรถมาได้ หญิงสาวก็นั่งเหม่อกับตัวเอง ลูกที่เกิดจากเธอกับปราบตะวันหรือ...นึกแล้วก็อยากหัวเราะออกมาดัง ๆ เพราะมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยสักนิด ต่อให้จากนี้นับกี่ปี เรื่องของเธอกับเขามันก็คงจะไม่มีทางเป็นไปมากกว่าคนที่เกลียดกัน
สถานะที่ปราบตะวันให้เธอได้คงเป็นแค่เพื่อนร่วมโลกเท่านั้นแหละ...
เช้าวันถัดมาสิตางค์มารับต้องจันทร์ที่ป้ายรถเมล์ตามที่พูดจริง ๆ ก่อนสองคนจะมุ่งหน้าไปยังกองถ่ายหนังของณคุณที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองราว ๆ ยี่สิบกิโลเมตร สองข้างทางที่รถของสิตางค์ขับผ่านล้วนแล้วมีแต่ทุ่งหญ้าขึ้นสูงที่ตอนนี้กำลังเคลื่อนคล้อยพลิ้วไหวตามแรงลม
หลังจากผ่านทุ่งหญ้าสูงมาได้ไม่นาน สักพักรถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปในพื้นที่ที่ใช้สำหรับการถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ของณคุณ อุปกรณ์ประกอบฉากมากมายวางเรียงรายเต็มไปหมดผู้คนจำนวนไม่น้อยเดินขวักไขว่ไปมา สองสาวต่างวัยยืนกระสับกระส่ายอยู่ที่รถของตัวเองเพราะไม่กล้าเดินดุ่ม ๆ เข้าไป ได้แต่เฝ้ารอเวลาให้นนทการต์เดินมารับ แล้วก็ไม่เกือบสิบนาทีคนที่อยากเจอมากที่สุดก็มาถึงจนได้
“มาถูกกันด้วย เก่งจังเลยนะครับ”
“เราก็ขับรถกันมาตามโลเคชั่นที่คุณนนส่งมาให้เลยค่ะ เส้นทางแอบซับซ้อนนิดหน่อยแต่ก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ สถานที่ถ่ายทำหนังแบบนี้ยิ่งห่างไกลจากผู้คนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดความวุ่นวายได้มากเท่านั้น” ต้องจันทร์ตอบเพราะวันนี้เธอทำหน้าที่ขับรถแทนสิตางค์ เนื่องจากเจ้าตัวบอกว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเพราะลูกสาวตัวดีอย่างเกศราเกิดป่วยขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ต้องจันทร์เลยขันอาสาขับรถให้เอง เพื่อให้อีกฝ่ายได้งีบพักผ่อนระหว่างทางมา
“เดี๋ยวยังไงเชิญข้างในก่อนดีกว่าครับ ณคุณกำลังเข้าฉากอยู่พอดี สักพักก็น่าจะเสร็จแล้ว”
ทั้งสองคนเดินตามนนทการต์เข้าไปด้านใน ผ่านจุดที่เตรียมของเข้าฉากไปเรือนรับรองของนักแสดงคือจุดที่นนทการณ์จะพาต้องจันทร์กับสิตางค์ไปนั่งรออยู่ที่นั่น ทว่ายังไม่ทันได้เดินถึงก็เจอเข้ากับคนที่เธอไม่ได้เจอหน้า มานาน ชายหนุ่มที่เธอจะเห็นหน้าของเขาไม่ตอนอยู่ในโทรทัศน์หรือสื่อโซเซียลก็ตอนที่บิดาชายหนุ่มเรียกหาให้ไปที่บ้านก็เท่านั้น
“อ้าว พี่นนพาใครมาคะเนี่ย” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยทักนนทการณ์ ทั้งต้องจันทร์และสิตางค์ต่างก็จำได้ว่าเธอคือนางเอกชื่อดังในยุคนี้
และเสียงของมัสรินที่ทักทายคนมาใหม่ มันก็ทำให้พระเอกหนุ่มหล่อ ที่กำลังท่องจำบทของตัวเองเพื่อเตรียมเข้าฉากหันหลังไปมอง วินาทีนั้นมันราวกับเป็นช่วงเวลาต้องมนต์ของต้องจันทร์ เพราะนัยน์ตาของเธอเผลอสบประสานเข้ากับแววตาคู่คมที่แสนมีเสน่ห์ของปราบตะวัน
แต่มันก็เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เมื่อทันที่ที่สบตากันปราบตะวันก็เบี่ยงสายตาไปทางอื่นในแทบจะทันที แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องจันทร์ได้กลับคืนมามันคือความเฉยชา แต่ก็เอาเถอะเธอชินกับมันแล้ว การที่เขาทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ทำให้เธอเจ็บปวดไปมากกว่านี้หรอก
เพราะใจเธอ มันด้านชาไปหมดแล้ว...
“แขกของณคุณเขาน่ะครับ”
“อ้อ มัสก็นึกว่าพวกแฟนคลับที่ชอบแอบเข้ามาเพ่นพ่าน”
“ไม่ใช่หรอกครับ อีกอย่างคนในกองคงไม่ปล่อยให้ใครต่อใครที่ไม่รู้จักเข้ามาได้ง่าย ๆ หรอกครับ”
“นั่นสินะคะ มัสนี่คิดได้ยังไงเนอะ” มัสรินยิ้มแก้เขินกลับไป
“ปราบกับน้องมัสรบกวนเข้าฉากด้วยครับ” และก่อนมัสรินจะได้หน้าแตกยับไปมากกว่านี้ เสียงเรียกจากผู้กำกับชื่อดังก็เรียกให้ไปเข้าฉาก พร้อมกันกับปราบตะวัน
“ได้ค่าพี่ดู๋”
ปราบตะวันเดินผ่านหน้าต้องจันทร์ไปอย่างเฉยชา เขาทำราวกับว่าพื้นที่ตรงนี้มันไม่ได้มีหญิงสาวยืนอยู่ เขาทำเหมือนกับว่าเธอมันก็เป็นเพียงแค่อากาศธาตุสำหรับเขาแค่นั้น แต่ทว่าสายตาของต้องจันทร์มันไม่อาจละออกไปจากชายหนุ่มได้ เธอจ้องมองเขาในขณะที่ปราบตะวันกำลังฟังสิ่งที่ผู้กำกับต้องการและเดินเข้าฉากไป
ทันทีที่เริ่มแอคชั่นเขาก็สวมวิญญาณเป็นนักแสดงพันล้านในทันที ฉากที่ชายหนุ่มต้องแสดงในครั้งนี้มันเป็นฉากที่เขากับมัสรินต้องนั่งกัน อยู่ที่เก้าอี้ไม้สีขาวตัวยาว คนตัวโตล้มตัวลงนอนลงบนตักของนางเอกสาว ใบหน้าหล่อคมสันยิ้มหวานทำเสมือนว่าโลกทั้งใบของเขามันเป็นสีชมพูสดใส แววตาใคร่รักมันแสดงออกมาอย่างชัดเจน เป็นแววตาที่ในชีวิตนี้ต้องจันทร์คงไม่อาจได้รับจากเขา พอมาคิดดูแล้วก็น่าอิจฉาตัวละครนั้นเหลือเกินที่ได้รับความรักมากกว่าเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้...
แล้วในวินาทีต่อมาต้องจันทร์ก็แทบจะเบี่ยงสายตาไปทางอื่นไม่ทัน เมื่อมันเป็นฉากที่มัสรินต้องก้มหน้าลงไปฝากลงรอยความรักเอาไว้บนริมฝีปากหนาของปราบตะวัน ต้องจันทร์พยายามปลอบใจตัวเองว่านั่นมันคืองานของเขา สิ่งที่เห็นอยู่มันคือสิ่งที่เขากำลังแสดง แต่ใจนะใจทำไมถึงต้องจุกแน่นเจ็บปวดแบบนี้
“เอ่อ...เรา เราไปกันดีกว่าค่ะ” ตอนนี้ต้องเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด เธออยากเอาชนะความรู้สึกตัวเองไม่ให้รู้สึกอะไรบ้า ๆ แบบนั้น
“อ๋อ ได้สิครับ” นนทการต์เดินนำพาต้องจันทร์และสิตางค์เดินต่อ ไปยังเรือนรับรองที่อยู่ข้างหน้า ป่านนี้ณคุณคงจะถ่ายทำในฉากของตัวเองเสร็จแล้ว
“พี่ไม่เคยเจอตัวจริงคุณปายเลยอ่ะน้องต้อง ไม่คิดว่าจะหล่อจนพี่ จะเป็นลมแบบนี้” สิตางค์กระซิบถาม ความหล่อของปราบตะวันไม่มีใคร โค่นลงได้เลย หล่อชนิดที่ว่าวัวควายยังล้ม แล้วนับภาษาอะไรกับมนุษย์ที่มีจุดอ่อนด้านความรู้สึกอย่างเรา ๆ
“แต่ทำไมคุณปายเขาถึงไม่เงียบใส่น้องต้องแบบนั้นล่ะ เป็นสามีภรรยากันก็น่าจะทักทายกันสักหน่อย” คิ้วเรียวขมวดด้วยความสงสัย
“เขาคงจะเครียด ๆ เรื่องงานน่ะค่ะพี่ตังค์” ต้องจันทร์สรรหาเหตุที่มันสมเหตุสมผลขึ้นมากล่าวอ้าง แล้วมันก็เหมือนว่าจะได้ผล เมื่อสิตางค์เชื่อจนสนิทใจ
สามคนเดินมายังเรือนรับรองนักแสดง ความหล่อที่พุ่งออกมาของ ณคุณทำให้คนมาใหม่มองเห็นได้ไม่ยาก เขากำลังนั่งก้มหน้าอ่านบทละครอยู่ แต่พอเห็นแขกที่ตัวเองเชิญมาก็รีบวางมันลงแล้วกล่าวทักทายด้วยความ เป็นมิตร
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ” ทั้งสิตางค์และต้องจันทร์กล่าวทักทายนักแสดงชื่อดัง พวกเธอแทบจะเคลิบเคลิ้มไปกับความหล่อของเขา คนบ้าอะไรจะหล่อดูดี สมาร์ทได้มากมายขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง
“นี่คุณสิตางค์ ทนายความที่ว่าความในคดีนี้ ส่วนนั่นก็คุณต้องจันทร์ผู้ช่วยของคุณสิตางค์” นนทการต์แนะนำทนายและผู้ช่วยสาวให้ณคุณได้รู้จัก
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” มือเรียวยาวยื่นออกไปทักทายพร้อมส่งรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรไปให้
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกันนะคะ” สิตางค์น้อมรับความเป็นมิตรเช่นเดียวกับต้องจันทร์
“เอาเป็นว่า เรารีบเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ”
บทสนทนาและเรื่องทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น ทั้งสามคนนั่งพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดเนื้อหาของเรื่องราวมันมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร แต่นักแสดงดังก็สามารถบรรยายสถานการณ์ออกมาได้อย่างดี คดีที่ชายหนุ่มอยากให้ทั้งสองคนทำมันคือคดีที่เกี่ยวกับคดีการฆาตกรรมที่เขาไม่เชื่อว่าคนร้ายที่ถูกจับเข้าไปในเรือนจำนั้น จะเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้จริง ๆ เพราะเขารู้จักกับชัชวาลหรือผู้ต้องหาคนนั้นมานานมาก ไม่มีทางที่จะทำเรื่องชั่ว ๆ แบบนั้นแน่นอน อีกอย่างชัชวาลก็ยืนยันทุกอย่างได้ว่าตนเองบริสุทธิ์ แต่ทางฝ่ายอัยการไม่อาจยินยอมง่าย ๆ เพราะหลักฐานที่ใช้มัดตัวมันมี
และหนทางเดียวที่เขาจะช่วยได้ก็คือการจ้างทนายความมาต่อสู้คดี ในชั้นศาล และมันก็เหมือนเป็นโชคชะตาเมื่อเขาได้เห็นทั้งสองคนผ่าน สื่อออนไลน์ หากจะถามว่าทำไมต้องเป็นสองคนนี้ก็คงเป็นเพราะคดีที่ทั้งสองเพิ่งทำจบลงไป ป้าแม่บ้านที่บ้านเขา คนในบ้านท่านเองก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่โดนไอ้นักการเมืองชั่วนั้นโกงกิน เขาถึงได้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ได้มามันจะมี ความยุติธรรมอยู่ในนั้นจริง ๆ
“ได้ค่ะ ทางเราจะพยายามสืบหารายละเอียดและข้อมูลทุกอย่าง บางทีทางตำรวจอาจตกหล่นอะไรไปค่ะ” ในเมื่อยืนยันว่าคนนั้นบริสุทธิ์จริง พวกเธอก็จะพยายามช่วยอย่างเต็มที่ อย่างน้อยมันก็คงจะมีข้อมูลบางอย่าง ที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องมองข้าม
การจับกุมคนบริสุทธิ์เข้าคุกมันไม่ใช่เรื่องน่ายินดี อนาคตและโอกาส ที่เสียไปบางทีมันอาจจะไม่ได้กลับคืนมา การกระทำของตำรวจและอัยการ มันน่ารังเกียจเกินไป หากมีอะไรที่น่าสงสัยควรจะตรวจสอบให้แน่ชัด ไม่ใช่ปล่อยผ่านแบบนี้
“ขอบคุณมากเลยนะครับ” ตอนแรกเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้กระทั่งกลับมาจากต่างประเทศจึงได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่าง เพราะชัชวาลเลือกปิดปากเงียบเนื่องจากไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อน อีกอย่างเงินที่ใช้ในการสู้คดีก็ไม่มี แต่เพราะในวัยเด็กณคุณถูกคนในครอบครัวนี้ช่วยเหลือเอาไว้มากมาย เขาเลยไม่ลืมที่จะตอบแทนบุญคุณและแน่นอนว่าเพื่อนเขา มันไม่มีทางฆ่าคุณย่าแน่นอน
ใช่...คนที่เป็นเหยื่อในคดีนี้คือคุณย่าของเขา ที่เขาแทบจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาตลอดเกือบสิบห้าปี เพราะท่านรังเกียจมารดาของเขาที่เป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งในการสู้คดีครั้งนี้เขาแอบช่วยชัชวาลอยู่เงียบ ๆ เพื่อไม่ให้ใครหรือผู้ต้องสงสัยรายอื่นได้รู้
“แล้วผมก็รบกวนคุณตังค์กับคุณต้องช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยนะครับ” หากใครรู้เขาเรื่องราวมันอาจจะยากขึ้นกว่าเดิม
“ได้ค่ะ พวกเราจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ให้มิดที่สุด”
“เดี๋ยวผมจะต้องไปเข้าฉากต่อแล้ว ขอบคุณที่เสียเวลามาหากัน นะครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วเดินไปเข้าฉากต่อไป ทว่ายัง ไม่ทันได้เดินพ้นประตูไปชายหนุ่มก็เกิดคิดอะไรขึ้นมาได้
“ผมลืมไปเลย พอดีผมมีอะไรอยากจะให้คุณสองคนได้ดู ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไป ช่วยอยู่รอต่ออีกหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ” สิตางค์ตอบรับ ณคุณกล่าวคำขอบคุณแล้วก็เดินไปทำงานของตนต่อ
“วันนี้เราไม่มีที่ไหนต้องไปแล้วเหรอคะพี่ตังค์” ต้องจันทร์หน้าเหวอ เพราะเธอคิดว่ามันยังมีอีกหลายที่ที่พวกเธอต้องไปหาข้อมูลสำหรับทำคดีอื่นด้วย
“ไม่มีแล้วจ้ะ พี่ฝ้ายเพิ่งบอกมา”
“จริงเหรอคะ?”
“จริงสิ พี่จะโกหกเราทำไมเล่า อีกอย่างได้อยู่ที่นี่ก็ดีด้วยนะ” เธอมองซ้ายมองขวาแล้วขยับเข้าไปใกล้ ๆ สาวรุ่นน้อง กระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน “เพราะน้องต้องจะได้ดูสามีของตัวเองทำงานด้วยไง แล้วคุณปายจะได้มีกำลังใจทำงานเพราะภรรยามานั่งให้กำลังใจ”
ต้องจันทร์นี่แทบอยากจะกรีดร้องออกมา เธอไม่ได้อยากอยู่ดูเขาทำงานอะไรเลย อีกอย่างปราบตะวันไม่น่าประสงค์อยากได้กำลังใจจากเธอด้วย เขาน่ะไม่ต้องเห็นหน้าเธอคงจะมีกำลังใจทำงานมากกว่า
“แต่ต้องว่า...”
“เอาน่าน้องต้อง งานเรายังไม่เสร็จด้วยนะ”
“ก็ได้ค่ะ” พอรุ่นพี่พูดถึงเรื่องงานขึ้นมาก็ทำให้ต้องจันทร์ต้องจำยอมในที่สุด
สองสาวนั่งรอณคุณอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ จากท้องฟ้าที่เคยสว่างจ้าตอนนี้มันก็เริ่มแทรกแทนด้วยดวงดาวและพื้นหลัง สีดำ โชคดีหน่อยที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของณคุณเลยไม่มีใครเข้ามาทำให้ ต้องอึดอัด
“อ้าวน้องต้อง” เสียงเรียกชื่อต้องจันทร์ดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวที่นั่งสัปหงกอยู่สะดุ้งแล้วหันไปมอง ก็เห็นว่าชายหนุ่มรูปร่างสูงกำลังเดินมาทางเธอ
“พี่เนม สวัสดีค่ะ” คนที่ทักทายต้องจันทร์ไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็นนิรกรผู้จัดการส่วนตัวของปราบตะวัน พอดีเขาอาสาเดินเข้ามาเอาของให้กับณคุณ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอภรรยาของปราบตะวันอยู่ที่นี่ด้วย
“มาที่นี่ได้ยังไงครับ”
“อ้อ ต้องมาทำงานน่ะค่ะ”
“เจอกับปายแล้วเหรอ?”
“เจอแล้วค่ะ” เจอก็เหมือนไม่ได้เจอนั่นแหละ เขาหยิ่งผยองกับเธอ ซะยิ่งกว่าอะไร
“แล้วปายมันก็ไม่บอกพี่นะว่าต้องมาที่นี่”
“คุณปายเขาคงยุ่งเรื่องบทจนไม่มีเวลาได้บอกพี่เนมมั้งคะ”
“นั่นสิเนอะ”
“จริงสิคะพี่เนม นี่พี่ตังค์ค่ะ เป็นทนายที่ต้องทำงานด้วย” ต้องจันทร์แนะนำสาวรุ่นพี่ให้ผู้จัดการส่วนตัวของสามีได้รู้จัก
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” รอยยิ้มที่ได้คืนกลับมา มันไม่พ้นความ เป็นมิตร
“แล้วนี่เรารอคุณณคุณอยู่เหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“ยังไงก็ถ้าอยากได้อะไรบอกพี่นะ เดี๋ยวพี่จะหามาให้”
“ต้องไม่อยากได้อะไรหรอกค่ะ เกรงใจพี่เนม” เธอจะไปอยากได้อะไรได้เล่า แค่อยู่ตรงนี้ได้หลบสายตาผู้คนก็เกินพอแล้ว และระหว่างที่ต้องจันทร์กำลังพูดคุยกับนิรกรอยู่นั้น สิตางค์ที่รับสายโทรศัพท์ก็มีสีหน้าตื่นตกใจขึ้นมากะทันหันจนหญิงสาวหันไปถามด้วยความเป็นห่วง
“มีอะไรรึเปล่าคะพี่ตังค์ สีหน้าดูไม่ดีเลย”
“น้องเกรทตัวร้อนจี๋ เอาแต่เรียกหาพี่อย่างเดียวเลยน้องต้อง”
“จริงเหรอคะ งั้นเรารีบกลับกันดีกว่าค่ะ” สถานการณ์ของคนเป็นแม่อย่างสิตางค์น่าจะหนักใจและกังวลใจเพราะเจ้าหญิงตัวน้อยดันป่วยขึ้นมาแบบนี้
“พี่จะทำยังไงดีน้องต้อง” สิตางค์เริ่มลนลานทำอะไรไม่ถูก
“ใจเย็น ๆ ค่ะพี่ตังค์น้องเกรทต้องไม่เป็นอะไร”
“แล้วเรื่องงานเรา”
“เดี๋ยวเราค่อยนัดเจอคุณณคุณวันอื่นก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้น้องต้อง จากนี้คุณณคุณไม่มีเวลาให้เราแล้ว พี่จะทำยังไงดี ทำยังไงดี” เธอเฝ้าคิดไม่ตกเพราะหากหลังจากวันนี้ไปณคุณก็ไม่ว่างแล้ว อย่างวันนี้ก็ไม่ได้มีเวลาเหมือนกันแต่เขาก็อุตส่าห์พยายามหาเวลามาให้ พวกเธอได้เก็บข้อมูล สายตาเป็นกังวลสิตางค์เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ก่อนจะเหลือบไปมองเข้าที่นิรกรและต้องจันทร์
“พี่รู้แล้วว่าเราจะทำยังไง”
“คะ?”
“น้องต้องอยู่รอคุณณคุณได้ไหมจ๊ะ พี่ขอกลับไปดูน้องเกรทก่อน ได้ไหม” เธอเชื่อใจต้องจันทร์ว่าสามารถทำงานแทนเธอได้ ฝีมือของน้องสาวคนนี้เก่งกาจไม่แพ้ใครเลย
“ให้ต้องอยู่เหรอคะ แล้วตอนกลับ...”
“คุณเนมคะ จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้าดิฉันจะฝากให้คุณเนมกับคุณปายช่วยเป็นธุระพาน้องต้องกลับบ้านด้วยกัน”
“อะไรนะคะพี่ตังค์!” ต้องจันทร์ตาโต สิตางค์จะให้เธอกลับบ้านพร้อมกับปราบตะวันเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว!
