บทที่ 3 ไม่ยินดีที่ได้พบ

บทที่ 3

ไม่ยินดีที่ได้พบ

ต้องจันทร์โดนเอาอะไรมาพลาดศีรษะเข้าเต็มเปา เมื่อครู่เธอได้ยิน ไม่ผิดใช่ไหม จะให้เธอนั่งรถคันเดียวกับปราบตะวันน่ะหรือ ไม่หรอก...    มันไม่มีทางเป็นไปได้

“ยังไงน้องต้องกับคุณปายก็อยู่บ้านเดียวกัน กลับด้วยกันไม่เป็นไรหรอกเนอะ ๆ”

“แต่พี่ตังค์คะ” เรื่องงานมันไม่ใช่ปัญหาเลย แต่เรื่องที่น่าหนักใจที่สุดมันไม่พ้นเป็นเรื่องของปราบตะวัน และนิรกรก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับสามีดีว่ามันเป็นอย่างไร

“โถ่ น้องต้องช่วยพี่หน่อยนะจ๊ะ” ทนายสาวร้องขอ ทำสายตาเว้าวอนจนต้องจันทร์เริ่มรู้สึกว่าเธอจะเป็นฝ่ายแพ้พ่าย

“ทางผมไม่มีปัญหาครับ คงอยู่ที่น้องต้องว่าจะว่ายังไง”

“พี่เนม...”

“เพื่องานที่เรารักน้องต้อง สู้!” สิตางค์ทำท่าฮึดสู้ให้กำลังใจน้องสาว โดยที่หารู้ไม่เลยว่าเรื่องที่ต้องจันทร์กังวลไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องที่ต้องนั่งรถคันเดียวกันกับปราบตะวัน

“ก็ได้ค่ะ” เธอเลือกอะไรได้บ้างเล่า สุดท้ายก็ต้องยอม สถานการณ์นี้เธอเป็นต่อหลายอย่างซะเหลือเกิน

“ขอบคุณนะน้องต้อง พี่ขอบคุณมาก ขอบคุณคุณเนมด้วยนะคะ” จบสิ้นการต่อรองสิตางค์ก็รีบลุกพรวดขึ้นด้วยความเร็วแสง “พี่ไปก่อนนะน้องต้อง แล้วเจอกันจ้ะ”

“ค่ะพี่ตังค์ ขับรถระวัง ๆ ด้วยนะคะ” หญิงสาวตะโกนตามหลัง  อีกคนไป แล้วหันมาถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสิ่งที่เธอต้องเจอ ก่อนจะคิดอะไร ดี ๆ ได้

“พี่เนมคะ ต้องคิดอะไรดี ๆ ออกแล้ว พี่เนมไม่ต้องไปส่งต้องก็ได้ เดี๋ยวต้องเสร็จงานแล้วต้องเดินออกไปขึ้นรถกลับเองดีกว่าค่ะ”

“ไม่ต้องเลยครับ ทางมันเปลี่ยวขนาดนี้จะเดินออกไปขึ้นรถจากที่ไหน อีกอย่างมันมืดแล้วด้วย ถ้าปายมันพูดอะไรเดี๋ยวพี่จะบอกให้มันหุบปากเอง”

“พี่เนมคะ” ต้องจันทร์เริ่มส่งสายตาอ้อนวอน เผื่อว่าเขาจะเห็นใจกัน

“ไม่ต้องมาทำตาเศร้าเลยครับ ทำตามที่พี่บอกดีกว่า”

กลายเป็นว่านิรกรไม่ยอมให้ต้องจันทร์กลับไปโดยลำพัง หญิงสาวจึงได้แต่นั่งรอณคุณ พร้อมกับรอเวลาที่ปราบตะวันจะทำงานเสร็จ หลังจากนั้นผ่านไปราวสองชั่วโมงณคุณก็เดินกลับเข้ามาภายในเรือนรับรองนักแสดง ของเขา ชายหนุ่มหยิบยื่นเอาข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องมือสื่อสารขนาดใหญ่ ส่งให้กับต้องจันทร์ไป

“ขอโทษที่ต้องให้คุณต้องรอด้วยนะครับ”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ฉันรอได้”

“ผมขอฝากเรื่องทั้งหมดด้วยนะครับ”

“ด้วยความยินดีค่ะ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ” รอยยิ้มพิมพ์ใจลอยเด่นออกมาจากดวงหน้าหวานของต้องจันทร์ เรื่องนี้ทั้งเธอและ สิตางค์พร้อมช่วยอย่างเต็มที่ เพื่อนของณคุณจะต้องได้โอกาสอีกครั้งในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

“แล้วนี่คุณต้องจะกลับยังไงครับ” สายตาคู่คมมองซ้ายมองขวา      ก็ไม่เห็นใครที่พอจะพาหญิงสาวกลับบ้านได้ สิตางค์ที่มาด้วยกันก็กลับไปก่อนแล้ว

“เอ่อ เรื่องนั้น”

“ถ้าไม่เป็นอะไร ผมไปส่งได้นะครับ” เส้นทางมันมืดมาก ถ้าปล่อยผู้หญิงออกไปคนเดียวตามลำพังมันเป็นอันตรายแน่นอน

“พอดีว่าฉัน-”

“ผู้หญิงคนนี้กลับกับผมเองครับ” เสียงเข้มดังมาจากด้านหลัง   ต้องจันทร์หันไปมองก็เห็นว่าเป็นปราบตะวัน สีหน้าเขาไม่ได้ดูยินดียินร้าย สักเท่าไร ไม่รู้ว่าที่เดินมาถึงนี่ได้เป็นเพราะนิรกรบอกให้มาตามเธอหรือเปล่า

“กลับกับคุณปายหรือครับ?”

“เอ่อ...ค่ะ” จะปฏิเสธก็คงไม่ได้

“ถ้าจะกลับก็รีบตามฉันมา” เขาบอกแค่นั้น แล้วเดินนำไปไม่สนใจต้องจันทร์ด้วยซ้ำว่าเธอจะเดินตามมาหรือไม่ ถ้าไม่เดินตามมาก็แค่หาทางกลับเองมันก็แค่นั้น ไม่ได้ยากอะไรเลย

“เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะคะคุณณคุณ ยินดีที่ได้พบนะคะ” เธอโค้งตัวให้ชายหนุ่มหนึ่งครั้งก่อนจะรีบคว้าสัมภาระของตัวเองและวิ่งตามหลัง ปราบตะวันไป

ส่วนณคุณก็งงเป็นไก่ตาแตกอยู่เหมือนกัน เขาหาเหตุผลอะไรไม่ได้เลยว่าทำไมหญิงสาวถึงกลับกับปราบตะวันได้ แต่คิดไปมันก็เท่านั้นเพราะเขาหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้อยู่ดี

ด้านของของต้องจันทร์ที่วิ่งตามสามีไร้ใจมาติด ๆ เพราะกลัวว่าจะ ไม่ทันได้ขึ้นรถกลับบ้าน ก็ต้องตกใจเมื่อจู่ ๆ คนที่เดินอยู่ก่อนหน้าหยุดอยู่  หน้าประตูรถกะทันหัน ทำให้หญิงสาวที่วิ่งมาด้วยความเร็วเบรกตัวเองไม่อยู่ชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง

“อุ้ย!”

“...” คนโดนชนหันไปมองคนซุ่มซ่ามด้วยความสายตาแข็งกร้าวดุดันน่าเกรงขามด้วยความไม่พอใจ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีตามองทางหรืออย่างไร ถึงได้เดินไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้

“ขอโทษค่ะ” เธอรู้ว่าตัวเองผิดที่เดินไปชนเขา จึงรีบขอโทษขอโพยแต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเธอจะทำอะไรมันก็ไม่ถูกใจเขาไปเสียหมด

“ซุ่มซ่าม” ประโยคเดียวสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ จากนั้นก็เดินขึ้นรถตู้ไป

ต้องจันทร์มีอาการค้างเติ่งกลางอากาศ เหอะ! ซุ่มซ่ามเหรอ? ใครมันอยากจะไปวิ่งชนคนอื่นกัน อีกอย่างเธอคงไม่วิ่งชนเขาหรอกหากเขาไม่หยุดกะทันหันแบบนั้น แต่ก็เอาเถอะพระเอกหนุ่มสุดหล่อชื่อดังอย่างเขามันจะไปผิดอะไร เธอน่ะสิ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ต้องจันทร์กัดฟันซ่อนความโกรธเคืองคนด้านชาเอาไว้ ก่อนจะรีบก้าวเท้าขึ้นรถด้วยความเร็ว เพราะหากเธอช้าอีก คงไม่วายได้ยินเสียงเหน็บแนมจากอีกคน

“ขอโทษที่ให้รอนะคะพี่เนม”

“ไม่เป็นไรครับ”

ต้องจันทร์นั่งข้างกันกับนิรกร ส่วนปราบตะวันนั่งอยู่ด้านหลังซึ่งเป็นพื้นที่ประจำของเจ้าตัว หญิงสาวเหลียวไปมองเขา สายตาสองคนปะทะกัน  แต่ปราบตะวันไม่สนใจ ชายหนุ่มเอาเฮดโฟนไร้สายขึ้นมาครอบหูทั้งสองข้างของตัวเองก่อนจะหลับตาพริ้มนอนฟังเพลง ปิดกั้นโลกภายนอกทั้งหมดเอาไว้และแน่นอนว่าต้องจันทร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

รถตู้แล่นอยู่บนท้องถนนนานเกือบสามชั่วโมงเพราะเวลานี้รถมากมายต่างหลั่งไหลกันเต็มท้องถนนเบื้องหน้า และในสถานการณ์ของต้องจันทร์ตอนนี้บอกได้เลยว่าเธอแสนอึดอัดเต็มทน การได้อยู่ใกล้กับปราบตะวันมันทำให้เธอไม่เป็นตัวเอง ถึงจะมีนิรกรอยู่ด้วยมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

“ขอบคุณนะคะพี่เนมที่อุตส่าห์แวะมาส่งต้อง”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ถ้างั้นต้องขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ต้องจันทร์ขนข้าวของลงจากรถกล่าวสวัสดีเสร็จสรรพ แต่ต้องคิ้วขมวดเป็นปมเชือกเมื่อคนที่นอนหลับตาพริ้มไม่สนโลกมาตลอดทางจู่ ๆ ก็คว้าของของตัวเองแล้วเดินลงมาจากรถ

“อะ...อะไรคะ” เธอตกใจ เขาเดินลงมาทำไม ไม่ได้จะไปนอนที่คอนโดแสนรักของเขาหรอกหรือ

“พอดีว่าปายจะนอนที่นี่น่ะน้องต้อง”

“อะไรนะคะ! นอนที่นี่”

“ใช่ครับ” นิรกรตอบหน้านิ่ง แต่คนที่ไม่นิ่งคือต้องจันทร์นี่แหละ เธอมองหน้าผู้จัดการสามีก่อนจะแอบไปมองหน้าเขา “เดี๋ยวพี่ไปก่อนแล้วกัน อ้อ แล้วก็พรุ่งนี้กับวันมะรืนไม่มีงานนะปาย แต่เดี๋ยวถ้ามีอะไรพี่จะโทรมา  อีกที”

ที่ไม่มีงานไม่ใช่เพราะไม่มีใครติดต่อเข้ามา แต่เพราะในทุกสัปดาห์เขาจะจัดหาเวลาว่างไว้ให้ปราบตะวันได้พักผ่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเครียดกับงานมากจนเกินไปและเขาจะได้มีแรงกายเต็มที่กับงาน ไม่เหนื่อยล้า

“ครับ” สิ่งที่หลุดออกมาจากปากเขาเป็นเพียงคำตอบสั้น ๆ

รถตู้ที่ขับมาส่งปราบตะวันและต้องจันทร์เคลื่อนตัวออกไปจาก  หน้าบ้าน ลานบ้านที่ว่าแคบมันดูกว้างไปในทันตา ระยะการยืนของหญิงสาวกับชายหนุ่มมันไม่ได้ไกลกันมากเลยแต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงดูห่างไกลกันแปลก ๆ

“ปกติคุณไม่เคยกลับมานอนที่นี่” ต้องจันทร์เป็นฝ่ายทำลาย  ความเงียบลง เพราะเธอสงสัยในการกระทำของเขา

“พรุ่งนี้คุณพ่อกับคุณแม่จะมาที่นี่”

แค่ประโยคเดียวมันก็ทำให้ต้องจันทร์เข้าใจอะไรหลายอย่าง หากบิดามารดาของเขาไม่มาที่นี่ ชายหนุ่มก็คงไม่มีทางมาเหยียบที่นี่แน่นอน เธอเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่เพราะอยากทำ แต่ต้องฝืนทำต่างหาก

“แล้วก็เผื่อเธอจะลืม บ้านหลังนี้มันเป็นของฉัน หวังว่าเธอคงจำได้ว่าฉันเองก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

“ค่ะ ฉันไม่ลืมว่าคุณปายเป็นเจ้าของที่นี่” เธอมันก็แค่ผู้อาศัย จะไปพูดอะไรได้

ต้องจันทร์เดินเข้าบ้านหากยังคงยืนอยู่ตรงนี้มันคงไม่วายที่เขากับเธอต้องมีปากเสียงกันเหมือนหลาย ๆ ครั้งแน่ ส่วนปราบตะวันก็ไม่ได้คิดสนใจผู้หญิงอย่างต้องจันทร์ เขาเองก็ไม่ได้อยากมาเหยียบที่นี่นักหรอกหากพ่อกับแม่เขาไม่บอกว่าจะมาที่นี่

ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป ต้องจันทร์นอนห้องเดิมของตัวเอง     ส่วนปราบตะวันเขามีห้องของเขาซึ่งนอกจากมันจะคนละห้องด้วยแล้ว ระยะทางยังคนละทางอีก เรียกได้ว่าเหินห่างเต็มขั้น

หลังจากต้องจันทร์มีปากเสียงกับปราบตะวันพอกรุบกริบเธอก็ขึ้นมาอาบน้ำอาบท่า และนั่งทำงานของตัวเองต่อ ตอนนี้เรื่องของเขามันไม่ได้สำคัญเท่างานที่เธอต้องทำ ข้อมูลที่ณคุณให้มาถือว่ามีความสำคัญมาก เธอต้องตรวจหารายละเอียดเบื้องต้น ก่อนจะเริ่มจับต้นชนปลายเรื่องราวทั้งหมดว่ามันเป็นมาอย่างไร

หญิงสาวสวมแว่นเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยให้ดวงตา เอกสารหลายสิบแผ่นวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานภายในห้องของต้องจันทร์ ใบหน้าอิ่มเงยขึ้นมองนาฬิกาบนผนังปรากฏเป็นเวลาหนึ่งนาฬิกาแบบพอดิบพอดี หญิงสาวจึงถอดแว่นออกแล้วคลึงบริเวณหัวตาทั้งสองข้างเบา ๆ เพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า    เธอนั่งทำงานนานเกินไป ตอนนี้ท้องจึงกำลังร่ำร้องประท้วงว่าต้องการอะไรมาเติมเต็ม พอเป็นแบบนั้นสาวเจ้าก็ไม่รีรอให้เสียเวลา ตู้เย็นในห้องครัวคือเป้าหมายของเธอ

ทันทีที่เท้าแตะลงชั้นล่างของบ้าน ก็เกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่าทำไมเธอถึงได้ยินเสียงบางอย่างมาจากทางห้องครัว ต้องจันทร์หันซ้ายแลขวาคว้าเอาแจกันเปล่าที่วางอยู่ไม่ไกลมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะมุ่งเดินไปยังต้นตอของเสียง หากเป็นโจรเธอก็พร้อมจะเอาแจกันใบนี้ฟาดลงหัว แต่แล้วคนที่เธอคิดว่า    จะเป็นโจรมันกลับไม่ใช่ ในเมื่อเดินมาถึงก็เห็นศีรษะแสนคุ้นกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าตู้เย็น

“ทำอะไรคะ” เสียงทักทายที่มาเงียบ ๆ แบบไม่ให้สุ้มให้เสียงทำให้คนหิวกลางดึกสะดุ้งโหยง

“...” เขาหันไปมองแต่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

“ตู้เย็นมีแต่ของสดค่ะ ฉันไม่ได้ซื้อพวกอาหารสำเร็จเอาไว้”

“ฉันหิว” ปราบตะวันพูด

ต้องจันทร์อยากจะตอบว่าเธอรู้อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่หิวเขาคงไม่ลงมานั่งคุ้ยตู้เย็นแบบนี้หรอก “ฉันจะทำข้าวไข่เจียว ถ้าคุณปายหิวฉันจะทำเผื่อ”

“อืม” เขาตอบสั้นแล้วก็เดินไปนั่งรออยู่ตรงเคาน์เตอร์สำหรับรับประทานอาหาร

ต้องจันทร์ล่ะอยากจะหยุมหัวเขาเหลือเกิน แค่พูดออกมาว่าฝากทำให้ด้วยหนึ่งจานมันจะตายหรือยังไง ทีบทละครบทหนังล่ะพูดได้ยาวเป็นกิโลเมตร แต่เวลาตอบรับคำพูดเธอตามสั้นเท่าหางอึ่ง มันน่าโมโหไหม

ต้องจันทร์ลงมือทำอาหาร ข้าวไข่เจียวเป็นเมนูที่หญิงสาวเลือก เพราะมันง่ายทำได้รวดเร็วแถมยังอิ่มท้องอีกต่างหาก กลิ่นไข่เจียวหอม ๆ ลอยแตะจมูกคนที่นั่งรออยู่จนเสียงท้องเขาร้องดังลั่นออกมา ต้องจันทร์หันไปมองหน้าปราบตะวันแต่ชายหนุ่มก็หันหนีไปทางอื่นทำเป็นไม่รับรู้อะไร ทั้ง ๆ ที่ความจริงรู้สึกอับอายจนแทบอยากมุดดินหนีด้วยซ้ำไป

“ไอ้ท้องเฮงซวย” อดด่าเสียงท้องร้องตัวเองไม่ได้ ก็จะไม่ให้เขาด่า ได้ยังไง ในเมื่อมันร้องไม่รู้จักเวล่ำเวลา

“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” จานข้าวไข่เจียวถูกวางลงตรงหน้าปราบตะวัน หญิงสาวเทซอสพริกใส่ถ้วยแยกออกมาให้เขาอีกถ้วย ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ชอบก็เชิญไปทำกินเองให้มันสิ้นเรื่อง

ปราบตะวันมองจานข้าวตรงหน้า เขาไม่ได้พูดอะไรแต่คว้าจานข้าว เข้าหาตัวเองก่อนจะลงมือรับประทานเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ไอ้ท้องเจ้ากรรมมัน   ส่งเสียงน่ารำคาญออกมาอีก คำแรกที่รับประทานเข้าไปจะบอกว่าข้าวไข่เจียวฝีมือของต้องจันทร์ก็ไม่ได้ดูเสียหายอะไร แต่คนอย่างเขาหรือจะพูดชมออกมาให้อีกฝ่ายได้ใจ ฝันไปเถอะ

ต้องจันทร์เลี่ยงออกมานั่งกินในส่วนของตัวเองอีกฝั่งนึงของโต๊ะ    เธอลอบมองปฏิกิริยาของเขาแต่สิ่งที่เห็นจะมีก็แค่ความนิ่ง แล้วเมื่อทาน     ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ลุกออกไปเสียดื้อ ๆ นี่เธอทำให้กินขนาดนั้นเขาไม่คิดจะชมหรือพูดขอบคุณสักคำเลยเหรอ? มารยาทมีบ้างไหมคนคนนี้ มันน่าโมโหซะจริง วันหลังจะไม่ทำให้กินแล้ว

โชคดีหน่อยที่พอเขารับประทานในส่วนของตัวเองเสร็จ ไม่ได้ทิ้งภาระเอาไว้ให้ อย่างน้อยก็ยังล้างจานและคว่ำเอาไว้ หลังจากกินอิ่มจนหนำใจแล้ว ต้องจันทร์ก็ขึ้นมาทำงานของตัวเองต่อ เธอว่าจะใช้เวลาอีกสักชั่วโมงถึง  สองชั่วโมงในการทำงานต่ออีก อย่างไรพรุ่งนี้ก็ตื่นสายได้เนื่องจากเป็นวันหยุด

ทันทีที่นั่งลงเก้าอี้ประจำตำแหน่งเครื่องมือสื่อสารขนาดใหญ่เป็น   สิ่งแรกที่หญิงสาวหยิบมันออกมา เธออยากรู้ว่าสิ่งที่ณคุณส่งให้มันคืออะไร  ถึงได้ดูมีความสำคัญมากขนาดนี้

“ไหนลองดูสิ” เสียงหวานพึมพำค่อย ๆ เปิดเครื่องขึ้นมา

สิ่งที่ปรากฏมันเป็นภาพวิดีโอที่บันทึกบางอย่างเอาไว้ ต้องจันทร์เปิดให้มันเล่นหญิงสาวนั่งดูด้วยความตั้งใจ ภาพที่เห็นคือพื้นที่มืด ๆ ที่ไหนสักแห่งช่วงเวลาเป็นตอนกลางคืน บรรยากาศรอบตัวดูอึมครึม แถมในวิดีโอยังมี   แสงแล่บของสายฟ้าเข้ามาเป็นช่วง ๆ พอให้มีแสงสว่างส่องเห็นว่าสถานที่แห่งนี้คือภายในห้องนอนของใครสักคน ทว่าในช่วงห้านาทีต่อมาประตูที่ถูกปิดเอาไว้มันถูกเปิดออก ปรากฏเป็นเงาดำใหญ่ยืนอยู่ ในมือของคนคนนั้นหากจะให้มองให้ดี ๆ จะเห็นว่ากำลังถือมีดเอาไว้ ก่อนย่างสามขุมเข้าไปหาคนที่นอนนิ่ง อยู่บนเตียงกว้าง

“อย่าบอกนะว่า” ความคิดของเธอไม่ผิดแน่ ผู้ชายที่อยู่ในวิดีโอ   ต้องเป็นฆาตกรตัวจริงแน่นอน แต่ก่อนที่ต้องจันทร์จะเห็นอะไรไปมากกว่านั้น อยู่ ๆ ภาพวิดีโอดันถูกตัดจบไปเสียดื้อ ๆ

“เห้ย! อะไรอะ ยังไม่ทันดูให้ชัดเจนดับไปได้ยังไง” หญิงสาวขัดใจ เมื่อทุกอย่างมืดลง หากในห้องมันสว่างมากกว่านี้ เธอคงพอได้เห็นใบหน้าของคนร้ายก็ได้ ต้องจันทร์พยายามเลื่อนวิดีโอต่อไปเรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นอะไรบ้าง แต่ทุกอย่างกลับเปล่าประโยชน์เพราะหลังจากที่เธอเห็นเงาคนร้ายกำลังเดิน ไปหาเหยื่อ เธอก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย สิ่งที่รับรู้ได้มีเพียงแค่เสียงกรี๊ดร้องแสนทรมานของคนคนนั้น

มันหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เสียงกรีดร้องมันแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจิตใจของหญิงสาว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้โหดร้ายขนาดนี้ การจะลงมือฆ่าใครสักคนมันทำได้ง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ...

ต้องจันทร์ปิดเครื่องมือสื่อสารนั้นลง เธอสลัดความรู้สึกทุกอย่างออกไป หญิงสาวค้นเอาเอกสารที่ใช้ในการเป็นหลักฐานในการจับกุมชัชวาลขึ้นมาอ่าน ผลปรากฏว่าไฟล์วิดีโอนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญ เป็นวิดีโอที่แอบถ่ายอย่างนั้นหรือ? คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวทันที เพราะถ้ามันเป็นข้อมูลจากกล้องวงจรปิด มันคงไม่รอดพ้นจากตำรวจแน่นอน

เสียงนกขับขานในยามเช้าและแสงแดดที่โผล่พ้นผ้าม่านหนาออกมากำลังร้องเรียกให้คนที่ทำงานจนลืมเวลานอนอย่างต้องจันทร์ลืมตาตื่น เมื่อคืนหญิงสาวเผลอหลับไปตอนไหนไม่อาจล่วงรู้เพราะจะรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นวันใหม่เสียแล้ว

“หลับตรงนี้อีกแล้ว” นับเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เธอเผลอหลับอยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเอง เมื่อไรจะเลิกนิสัยทำงานจนหลับไปแบบไม่รู้ตัวสักทีนะ

หญิงสาวคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ดวงตากลมโตเบิกกว้างเพราะ   ไม่คิดว่าเวลานี้จะเกือบเที่ยงแล้วขาดอีกเพียงแค่สามสิบนาที เธอหลับลึก  หลับนานอะไรขนาดนั้นก่อนนาทีต่อมาคิ้วเรียวจะขมวด เมื่อมีสายโทรศัพท์ โทรเข้ามาปรากฎเป็นชื่อนิรกร ผู้จัดส่วนตัวของปราบตะวันเขามีอะไรหรือเปล่า ถึงได้โทรมาหาเธอแบบนี้เพราะโดยปกติเคยโทรหากันที่ไหน

“ค่ะพี่เนม”

‘น้องต้อง อยู่บ้านไหมครับ’

“อยู่ค่ะ พี่เนมมีอะไรหรือเปล่าคะ”

‘พอดีพี่โทรหาปายไม่ติด น้องต้องช่วยไปดูปายให้พี่หน่อยได้รึเปล่า’

“คุณปายหรือคะ”

‘ใช่ครับ’

จริงสิ...

เธอลืมไปเลยว่าปราบตะวันก็อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน ถ้านิรกร         ไม่โทรศัพท์มาแล้วพูดถึงเขา เธอก็ลืมไปเลยว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพังเหมือนวันอื่น ๆ

“เขายังไม่ตื่นหรือเปล่าคะ”

‘ปกติเก้าโมงก็ตื่นแล้วครับ’

“แต่ต้องจำได้ว่าวันนี้กับพรุ่งนี้พี่เนมบอกว่า คุณปายเขาไม่มีงานนี่คะ อาจจะนอนตื่นสาย”

‘ไม่หรอกครับ ต่อให้เป็นวันหยุดปายมันก็ตื่นเช้าตลอดเพราะต้องตื่นมาออกกำลังกาย’ คล้ายว่ามันเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว และมันก็พลอย ทำให้เขาต้องตื่นไปด้วยเพราะเจ้าตัวชอบโทรศัพท์มาถามถึงตารางในแต่ละวัน ทว่ามาวันนี้เขาเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปถามปราบตะวันว่าตัดสินใจจะไปงานเลี้ยงวันเกิดของมัสรินไหม เพราะถ้าไปก็จะได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้

“งั้นต้องไปดูให้นะคะ”

แต่เขาอยากจะขานรับหรือให้เข้าไปในห้องไหมก็อีกเรื่อง เพราะก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าสถานการณ์ระหว่างของตนกับชายหนุ่มมันกระอักกระอ่วน มากแค่ไหน

“ขอบคุณมากครับ ได้เรื่องยังไงรบกวนบอกพี่ทีนะ”

“ได้เลยค่ะพี่เนม”

ต้องจันทร์ตัดสายจากนิรกรไปแล้ว เธอคิดหนักทุกทีเลยสิน่า ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนใจยักษ์ใจมารคนนั้น แต่เอาเถอะตอนนี้คงมีแค่เธอที่สามารถไปดูเขาได้ว่าทำไมถึงไม่ยอมรับสายนิรกร ผู้ช่วยสาวรีบเด้งตัวลงจากเก้าอี้ตัวโปรด แล้วเดินเลี้ยวซ้ายไปทางห้องนอนของปราบตะวันที่ป่านนี้เขาคงจะหลับเป็นตายอยู่ในนั้น

‘ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!’

“คุณปายคะ” เสียงหวานเรียกขานคนด้านใน

...

มันเป็นอย่างที่ต้องจันทร์คิดเอาไว้ไม่มีผิด ทุกอย่างเงียบสงบหญิงสาวไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ กลับมาเลยจากเขา “คุณปายคะ พี่เนมโทรมาหาฉัน เขาอยากให้คุณรับโทรศัพท์หน่อยค่ะ”

แน่นอนว่าแม้จะเป็นการเรียกเขารอบที่สอง ปราบตะวันก็ยังไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ และต้องจันทร์ตัดสินใจแล้วว่าหากเขายังไม่ตอบเธอ     เป็นรอบที่สามเธอจะไม่ยืนเรียกเขาอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ     หญิงสาวนึกอารมณ์เสียคนอะไรจะหยิ่งได้ขนาดนี้ รู้หรอกว่าเกลียดกันแต่ก็ช่วยตอบให้มันเป็นมารยาทหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?

หญิงสาวตัดสินใจเดินกลับไปห้องของตัวเอง เธอไม่รู้ว่าเขาจะรับรู้หรือไม่ แต่ให้ตะโกนเรียกต่อไปแล้วไร้เสียงตอบรับแบบนั้น คนเรียกก็ท้อเป็นเหมือนกัน

“ฮัลโหลค่ะพี่เนม”

‘ครับน้องต้อง เป็นยังไงบ้าง’

“เขาไม่ตอบค่ะแต่ต้องบอกเขาแล้วนะคะ ว่าพี่เนมอยากคุยโทรศัพท์ด้วย”

‘ไม่ตอบเลยเหรอครับ’

“ค่ะ คงเพราะเป็นต้องมั้งคะ เดี๋ยวสักพักเขาก็คงจะโทรไปหาพี่เนมแหละค่ะ”

‘แต่พี่ว่ามันแปลก ๆ นะครับ’

“ไม่หรอกค่ะ เขาแค่ไม่อยากตอบต้องก็แค่นั้น”

‘แปลกจริงครับน้องต้อง ยังไงพี่รบกวนอีกครั้งได้ไหม’

“เอาจริงเหรอคะ” เมื่อกี้เธอยังไปยืนอึดอัดหน้าห้องเขาไม่พอใช่ไหม แต่มาคิดดูอีกทีก็พอจะเข้าใจเหตุผลนิรกร “ก็ได้ค่ะ”

‘ขอบคุณครับ’

ต้องจันทร์เป็นคนใจอ่อนง่าย สุดท้ายหญิงสาวก็ตอบตกลงเขาไป หญิงสาวเดินไปหน้าห้องปราบตะวันอีกครั้ง เรียกเขาอีกรอบทว่ามันก็ยังเป็นเหมือนครั้งแรก ตอนนี้สาวเจ้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาเกลียดเธอมากขนาดไหนถึงได้ไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำเดียว

เธอละอยากเปิดประตูเข้าไปดูหน้าคนใจร้ายซะเหลือเกินว่าทำไม   แค่ตะโกนตอบกลับมาง่าย ๆ สั้น ๆ คำเดียวเขาถึงทำไม่ได้! จึงตัดสินใจเอื้อมมือไปจับที่ลูกบิดประตูเผื่อว่ามันไม่ได้ล็อก

แล้วก็เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้ได้ลงระเบิดกับคนใจร้ายเพราะประตูปราบตะวันมันไม่ได้ล็อกเอาไว้จริง ๆ อย่างที่ภาวนา เอาละวันนี้แหละเธอจะด่าให้เขาเสียหมาเลย

“คุณปาย!”

สาวเจ้าเดินไปถึงที่นอนคนตัวโต เห็นชายหนุ่มนอนคลุมโปงอยู่   นึกโมโหที่เธอตะโกนเรียกเขาปาว ๆ คือเธอคุยกับลมอย่างนั้นเหรอ ทำไมตอนนี้ยังไม่ตื่นอีก จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือยังไง

“คุณปาย พี่เนมโทรมาหาค่ะ เขาอยากให้คุณโทรกลับ” ต้องจันทร์เข้าไปใกล้ มืออิ่มเปิดผ้าห่มเขาออก

“คุณปะ-”

ไม่ทันจะได้เริ่มด่าให้หนำใจ ก็ตกใจเพราะพอเปิดผ้าห่มออกก็เห็นใบหน้าหล่อแดงก่ำ เนื้อตัวสั่นเทาคล้ายคนป่วย สาวเจ้ารีบเอามือเข้าไปอัง    ที่หน้าผากเขาเพื่อเช็คให้แน่นอน ก่อนนาทีต่อมาสีหน้าหญิงสาวจะเปลี่ยนสี เมื่ออุณหภูมิร่างกายปราบตะวันตอนนี้มันสูงปรี๊ดราวกับลาวาภูเขาไฟที่เพิ่งปะทุ

“คุณปาย คุณป่วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป