บทที่ 4 ถ้ารู้ว่าจะร้าย ก็จะไม่รัก

บทที่ 4

ถ้ารู้ว่าจะร้าย ก็จะไม่รัก

ต้องจันทร์เกิดคำถาม เขาป่วยได้ยังไง เมื่อคืนก็ยังเห็นดี ๆ อยู่เลย แล้วทำไมเช้ามาถึงได้นอนซมเหงื่อแตก ท่าทางน่าสงสารแบบนี้ได้เล่า

“หนาว...” แค่พูดประโยคสั้น ๆ น้ำเสียงเขามันยังสั่นจนต้องจันทร์ที่โกรธอยู่เมื่อครู่รู้สึกใจอ่อนขึ้นมา

“เดี๋ยวฉันจะเช็ดตัวให้นะคะ รอก่อน” รีบวิ่งออกไปจากห้อง คว้าเอากะละมังใส่น้ำพร้อมผ้าเพื่อมาเช็ดตัวปรับอุณหภูมิให้เขา เนื่องจากเขาตัวร้อนมาก จนเกรงว่าชายหนุ่มจะช็อกไป

นับว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำไปมั้งที่ต้องจันทร์ได้แตะต้องเนื้อตัวของคนตัวโตแบบนี้ ซึ่งหากอยู่ในสถานการณ์ปกติเธอคงไม่สามารถทำมันได้อย่างแน่นอน

เสื้อของชายหนุ่มถูกปลดออกเพื่อที่จะได้ใช้ผ้าขนหนูซับกายได้ง่าย ๆ ต้องจันทร์ไล่เช็ดจากแขนของเขาขึ้นไป หญิงสาวพยายามเน้นซับบริเวณหน้า ลำคอและข้อพับ เนื่องจากบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ที่ใช้เก็บความร้อนได้ดี     ไม่นานนักก็เช็ดตัวชายหนุ่มเสร็จเรียบร้อย ปราบตะวันเองก็สงบลงไปบ้างแล้วจากตอนแรกที่เอาแต่เพ้อบอกว่าหนาวอยู่อย่างนั้น

ช่วงเวลานี้คล้ายว่าเป็นเวลาที่ต้องจันทร์มีโอกาสได้จ้องมองดวงหน้าของปราบตะวันได้นานที่สุดเท่าที่เคยทำมา เวลาที่เขาไม่มีพิษสงแบบนี้   มันก็ดูน่ารักอยู่เหมือนกันจนเผลอยิ้มออกมา แล้วดูที่ปลายจมูกโด่งสันนั่นสิ มีขี้แมลงวันเล็ก ๆ ติดอยู่ด้วย หญิงสาวโน้มหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าของเขาซึ่งมันห่างไกลกันเพียงแค่ลมหายใจรดใส่ มืออิ่มยื่นออกไปเกลี่ยเข้าที่จมูก คนป่วยเบา ๆ

“คุณจะใจดีกับฉันบ้างได้ไหม คุณปาย” คำถามนี้มันติดอยู่ในใจ หญิงสาวจ้องมองใบหน้าชายหนุ่มอยู่แบบนั้น ก่อนจะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตัวเองดัง

“เอ่อ...ฮัลโหลค่ะพี่เนม” ต้องจันทร์รับผละกายออกห่าง เกือบแล้ว ถ้าเสียงโทรศัพท์ไม่ดังขึ้นซะก่อนเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเผลอไผลไปกับคนตรงหน้ามากแค่ไหน

‘เป็นยังไงบ้างครับน้องต้อง’

“คุณปายป่วยค่ะพี่เนม ต้องเปิดประตูเข้ามา เขานอนซมตัวร้อนจี๋เลย”

‘จริงเหรอครับ แล้วตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง’

“ใช่ค่ะ ต้องเพิ่งเช็ดตัวให้เขาไป ตัวเริ่มเย็นขึ้นนิดหน่อยแล้วค่ะ”    ว่าพลางก็เอามือไปอังที่หน้าผากของปราบตะวันอีกครั้ง อุณหภูมิเย็นลงกว่าครั้งแรกมาก

‘พี่ก็ว่าแล้ว ทำไมปายมันถึงไม่รับโทรศัพท์’ ปกติปราบตะวันไม่เคย ไม่รับโทรศัพท์เขา หรือหากไม่รับก็จะรีบโทรกลับมาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แต่นี่เขาโทรไปตั้งแต่เช้าก็ไม่ได้ได้รับอะไรกลับคืนมา

‘ว่าแต่วันนี้น้องต้องต้องไปทำงานไหมครับ?’

“วันนี้ต้องหยุดค่ะ”

‘ถ้าน้องต้องไม่ว่าอะไร พี่รบกวนช่วยดูแลเจ้าปายมันหน่อยได้ไหม?’

“ค่ะ เดี๋ยวต้องจะดูแลเขาให้เอง” เธอก็ไม่ใช่คนใจจืดใจดำอะไร

‘ขอบใจมากนะน้องต้อง’

ต้องจันทร์วางสายจากนิรกรจากนั้น ก็รับสายจากบิดาของปราบตะวันที่โทรศัพท์เข้ามาพอดี จึงบอกเล่าอาการป่วยของเขาให้พวกท่านได้รู้ นัดที่ ตกลงกันไว้ในตอนแรกจึงเป็นอันต้องยกเลิกไปก่อน

สาวเจ้าหันกลับไปมองคนป่วยอีกครั้งหลังจากวางสายจากปราบยิ่ง ยังไงเขาก็ยังเป็นคนที่เธอรักอยู่แม้จะพยายามลบความรู้สึกที่มีต่อเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ทำไม่เคยได้เลย จนถึงตอนนี้เธอก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้ดูแลเขาไม่ได้เหมือนกัน อีกอย่างสถานะสามีภรรยามันยังค้ำคอ ถ้าเธอไม่ดูแลเขาในตอนนี้แล้วใครเล่าที่จะเป็นคนดูแล

“รีบหายไว ๆ นะคะ” มันเป็นคำพูดที่ภรรยาเฝ้าบอกสามีของตัวเอง

หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งข้างเตียง เพื่อจะได้นำกะละมังไปเก็บให้เรียบร้อย ทว่าทันทีที่ลุกขึ้นแค่เสี้ยววินาที มืออุ่น ๆ ของปราบตะวันก็กลับดึงรั้งเธอเอาไว้ จนสาวเจ้าเสียหลักล้มลงไปข้างกาย

“คุณปาย ปล่อยค่ะ”

“อย่าทิ้งผมไปนะครับ”

“...” มันเกิดคำถามขึ้นในใจ อย่าทิ้งกันไปหรือ? ใครกัน ใครที่ทิ้งเขา และยังไม่ทันที่ต้องจันทร์จะสงสัยอะไรต่อ ในเมื่อปราบตะวันเป็นฝ่ายเฉลยมันออกมาเอง

“อย่าทิ้งผมไปกวาง...ผมรักคุณ ได้โปรด”

คนฟังรู้สึกเหมือนโดนอะไรฟาดเข้าที่หัวอย่างจังจ้องมองไปที่ดวงหน้าเขาด้วยความระทม เธอไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าคนคนนั้นมันจะเป็นเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเขาจะบอกรักคนอื่นออกมาแบบนี้ พยายามจะทำให้หัวใจตัวเองไม่เจ็บปวด แต่ทำไม...

ทำไมมันถึงยากขนาดนี้

หยดน้ำตาคลอหน่วยก่อนจะกลิ้งไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ยังคงพร่ำเพ้อและวาดฝันอะไรอยู่ต้องจันทร์...   เธอควรจะรู้คำตอบอยู่แล้วที่ปราบตะวันไม่อาจรักเพราะในหัวใจของเขา  มันมีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงได้โง่และคิดไม่ได้

ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้ ทำไม...

มืออิ่มยกขึ้นมาปาดน้ำตาของตัวเองทิ้งไป เธอรวบรวมแรงกายทั้งหมดที่มีดันตัวเองให้หลุดออกจากพันธะของเขาแล้วมันก็เป็นผล พอหลุดออกมาได้ จึงรีบคว้ากะละมังเดินออกไปจากห้องนี้ โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองเขา  ด้วยซ้ำไป สถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันกล้ำกลืนฝืนทน เมื่อถึงเวลาเมื่อไร   เธอสัญญา สัญญาว่าจะคืนทุกอย่างกลับคืนเขาไป

และจะไม่ยืนอยู่ตรงนี้ให้เขารู้สึกเกะกะลูกตา

แต่ถึงจะระทมช้ำกับชายหนุ่มมากแค่ไหน ในตอนนี้เธอก็ต้องคอยดูแลเขาก่อน เพราะหากไม่ดูแลเขา วงการบันเทิงอาจจะต้องเสียพระเอกมากฝีมือคนหนึ่งไป ต้องจันทร์หอบงานของตัวเองมานั่งทำที่ห้องของปราบตะวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่สายตากำลังกวาดมองข้อมูลในเอกสาร ก็ต้องมีสักนาทีที่เธอลุกไปดูแลเขา ความร้อนในร่างกายปราบตะวันมันลดลงบ้างแล้ว แต่ชายหนุ่มยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา

“คุณปาย ลุกขึ้นมาทานข้าวทานยาก่อนค่ะ” เลี่ยงไม่ได้ เธอต้องปลุกเขาขึ้นมาเพราะอาหารมื้อสุดท้ายที่ชายหนุ่มได้รับประทานมันคือข้าวไข่เจียว ที่เธอทำเมื่อคืน ตอนนี้จะหนึ่งทุ่มของอีกวันแล้วต้องให้เขาได้กินอะไรสักหน่อย

คนป่วยได้ยินเสียง เขาลืมตาขึ้นมาแป๊บหนึ่งก่อนจะหลับต่อไปอีกรอบ “คุณปาย ลุกขึ้นมากินข้าวก่อนค่ะ”

ไม่เข้าใจ ทำไมคนป่วยถึงต้องดื้อขนาดนี้ รู้หรือเปล่าว่าคนดูแล   มันเหนื่อยขนาดไหน “คุณปาย ว้าย!”

เสียงกรีดร้องของต้องจันทร์ดังขึ้น เพราะหญิงสาวโดนปราบตะวัน ดึงให้ลงไปนอนด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วคราวนี้ดูเหมือนว่าแรงกอดรัดเขามันจะมากกว่าครั้งแรก เธอที่แข็งแรงกว่าในสถานการณ์แบบนี้ยังสู้ไม่ได้

“คุณปาย ปล่อยเดี๋ยวนี้” เดี๋ยวก็เพ้อว่าเธอเป็นคนนั้นคนนี้อีก     ไม่หรอก! เธอจะไม่เป็นคนนั้น

“เงียบ ๆ หน่อยได้ไหม ฉันอยากนอน” น้ำเสียงนุ่มทุ้มร้องบอก   ชายหนุ่มเปิดดวงตาขึ้นมองไปยังคนพยศแล้วปิดลงอีกครั้ง ทันทีที่ต้องจันทร์เผลอสบตากับเขาแรงต่อต้านมันก็ถดถอยไปเสียอย่างนั้น

“คุณปาย ปล่อยต้อง” คราวนี้หญิงสาวเสียงอ่อนใส่เขา แต่ชายหนุ่มไม่ตอบ มิหนำซ้ำยังเพิ่มแรงกอดรัดมากขึ้นกว่าเดิม จนกายแนบชิดไปกับร่างกายของเขามากกว่าเดิม

ต้องจันทร์พยายามฝืนตัวเองออกจากปราบตะวัน แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยเขาไม่กระดิกสักนิดเดียว คนบ้าอะไรขนาดป่วยยังมีแรงมากขนาดนี้นี่คนหรือสัตว์เคี้ยวเอื้อง สุดท้ายต้องจันทร์ก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ให้ชายหนุ่ม จำยอมอยู่ในอ้อมกอดของเขาแบบนั้นและเผลอหลับไปพร้อม ๆ กัน

แสงแดดอ่อน ๆ มันกระทบเข้ากับดวงตาของคนป่วย ปราบตะวันเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งหลังจากที่นอนซมด้วยพิษไข้ไปหลายชั่วโมง ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สายตาทอดมองไปรอบ ๆ ห้องก่อนจะเหลียวกลับมามองที่ตัวเองเพราะรู้สึกว่ามีใครสักคนหนุนแขนตนอยู่

“นี่มานอนตรงนี้ได้ยังไง!”

เสียงตะโกนตกใจของปราบตะวัน ทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัวตื่น ใบหน้างัวเงียของต้องจันทร์มองไปที่คนตัวโต ก่อนตั้งสติได้ว่าตอนนี้เธอนอนอยู่บนเตียงเดียวกับเขา จึงรีบเด้งตัวลุกขึ้น

“ฉันถามว่าเธอมานอนตรงนี้ได้ยังไง” ปราบตะวันจ้องมองหน้า   ต้องจันทร์อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาแสดงออกมาชัดเจนว่าไม่พอใจกับเรื่อง  ที่มันเกิดขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้เข้ามาในห้องเขาได้ และทำไมถึงกล้าเอาตัวเองมานอนข้างเขาโดยที่เขาไม่ได้อนุญาต!

“...”

“ฉันถาม!”

“คุณป่วย ฉันแค่มาดูแลคุณ” ต้องจันทร์บอกความจริงให้เขารู้

“แล้วทำไมต้องมานอนบนเตียงเดียวกับฉัน ใครอนุญาต!”

“นี่คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะคุณปาย” เหอะ! พอตื่นขึ้นมาก็กลายร่างเป็นยักษ์เป็นมารเลยสิ

“เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าฉันป่วย แล้วฉันจะจำอะไรได้”

ต้องจันทร์ช้อนมองใบหน้าคนตัวโตที่บัดนี้กลับกลายมาเป็นคนใจร้ายเหมือนเดิมแล้ว อีกอย่างนะแค่ป่วยไม่ได้ความจำเสื่อม ทำไมถึงจะจำเรื่องที่เขาทำไม่ได้

“ฉันจะบอกอะไรให้คุณรู้นะคุณปาย ที่ฉันขึ้นไปนอนบนเตียงกับคุณได้มันก็เป็นเพราะว่าคุณนั่นแหละที่ดึงให้ฉันไปนอนด้วย”

“โกหก” เขาค้านหัวชนฝา

“คุณอยากจะเชื่อยังไงก็เชิญ แต่ที่ฉันพูดมันคือความจริง”

“อ้อ! หรือเธอฉวยโอกาสระหว่างที่ฉันป่วย คิดอยากได้ฉันเป็นผัว จนตัวสั่นล่ะสิ”

‘เพียะ!’

ฝ่ามือหญิงสาวฟาดลงบนใบหน้าคมด้วยความแรง ต้องจันทร์โกรธปราบตะวันจนตัวสั่น เธอเจ็บและจุกอยู่ในใจเขากำลังมองข้ามความหวังดี  ของเธอเป็นอย่างอื่น สิ่งที่เขาคิดกับเธอมันมีแค่นี้ใช่ไหม? จะมีสักครั้งไหมที่ปราบตะวันจะมองเห็นความดีในตัวเธอบ้าง ไม่ใช่เธอทำอะไรมันก็ดูแย่และเลวร้ายไปหมดในสายตาเขา

“ที่ฉันทำก็เพราะว่าฉันเป็นห่วงคุณคุณปาย! และฉันก็ใจดีพอที่จะ  ไม่นิ่งดูดายปล่อยให้คุณตายไปต่อหน้าต่อตา” เธอน้อยเนื้อต่ำใจ ตะโกนบอกจุดประสงค์แท้จริงของตัวเองด้วยความสั่นเทา

“และถ้าการที่ฉันคอยดูแลคุณแบบนี้ มันทำให้คุณอึดอัดหรือรู้สึกรังเกียจ ฉันก็ขอโทษด้วยต่อจากนี้ฉันจะไม่ทำ ไม่ยุ่งอะไรทั้งนั้น พอใจแล้ว ใช่ไหมคะ ถ้าพอใจแล้ว ฉันขอตัว!”

ต้องจันทร์หันหลังเดินออกมา ถึงอย่างนั้นหญิงสาวไม่ลืมคว้าเอาเอกสารของตัวเองกลับออกไปด้วยเพราะปราบตะวันคงไม่อยากให้อะไรที่มันเป็นของเธอตกอยู่ในห้องของเขาหรอก

“โธ่เว้ย!” ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ปราบตะวันก็ระเบิดอารมณ์ออกมา เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมีความรู้สึกผิดลึก ๆ อยู่ในใจทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรเป็นแบบนั้นเลย

ด้านของต้องจันทร์หลังปิดประตูห้องของตัวเองลง เธอก็ทรุดฮวบลงไปทั้งอย่างนั้นใบหน้าเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา ความเสียใจมันทะลักออกมาจากอก ความหวังดีของเธอมันผิดมากใช่ไหม? เขาถึงได้ทิ้งขว้างมันเหมือนกับสิ่งไร้ค่าแบบนั้น

“ฮึก...ไอ้คนใจร้าย” อยากจะให้คำก่นด่ามันดังไปถึงปราบตะวัน เสียจริง เขาจะได้รู้ว่าเขาทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องร้องไห้และเสียใจมาก ขนาดไหน “ไอ้คนเฮงซวย! ฮือ ๆ”

“ถ้ารู้ว่าจะร้าย จะไม่รักให้เสียเวลาเลย! ฮือ ๆ”

ถ้าเธอสามารถล่วงรู้อนาคตได้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เด็กช่วงเวลาครั้งแรกที่ได้พบเจอเขา เธอสาบานเลยว่าจะไม่มีทางตกหลุมรักปราบตะวันเลย จะไม่ยอมมอบหัวใจตัวเองให้กับคนใจร้ายใจดำแบบเขาเด็ดขาด

ตั้งแต่สองปีที่แล้วเขาก็ไม่ใช่พี่ปายคนเดิมที่เธอเคยเจอเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน เขาไม่ใช่พี่ชายแสนดีคนนั้นอีกแล้ว...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป