บทที่ 1 สมรสตามพินัยกรรม
ตอนที่ 1 สมรสตามพินัยกรรม
งานแต่งงานสุดอลังการถูกจัดขึ้นภายในห้องบอลรูมหรูของโรงแรมระดับห้าดาว แขกเหรื่อในงานล้วนเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งแพทย์ชื่อดัง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นักธุรกิจ รวมถึงผู้มีอิทธิพลในวงการยาและการแพทย์
เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราและน่าเกรงขาม
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเจ้าบ่าวบนเวที
นพ.อัคคี เวชากร
ศัลยแพทย์ชื่อดังในวัยสามสิบห้าปี ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟด้วยท่วงท่าสุขุมเยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแทบไม่เผยอารมณ์ใด หากดวงตาคมลึกคู่นั้นกลับมีแรงกดดันบางอย่างจนคนรอบข้างไม่กล้าสบตานานเกินไป
ในวงการแพทย์…ไม่มีใครไม่รู้จักเขา
ส่วนในวงการธุรกิจ เขาก็เป็นถึงประธานบริษัทเวชากรเมดิคอล และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงพยาบาลเวชากร อินเตอร์เนชั่นแนล...
ผู้ชายสมบูรณ์แบบ
อย่างน้อย…ทุกคนก็คิดเช่นนั้น
ลักษิณายืนอยู่ข้างกายเขาในชุดแต่งงานสีขาวสะอาด ผ้าคลุมหน้าบางเบาขับให้ใบหน้าหวานดูงดงามราวภาพวาด ทว่าใต้รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด
งานแต่งงานครั้งนี้ เกิดจาก 'พินัยกรรม'
แต่งงานกับเขาหนึ่งปี... เธอถึงจะได้รับสิทธิ์ในหุ้นทั้งหมดของบริษัทตามเจตนาของพ่อ
และที่น่าขันที่สุดคือ…เจ้าสาวอย่างเธอจำเรื่องราวตลอดสามปีที่ผ่านมาไม่ได้เลย
หลังการเสียชีวิตของบิดา หมอบอกว่าลักษิณามีภาวะ Dissociative Amnesia[1] สูญเสียความทรงจำชั่วคราว จากความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ความทรงจำของเธอหยุดอยู่แค่อายุยี่สิบเอ็ดปี
เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดตัวเองถึงแต่งงานกับผู้ชายคนนี้
แต่ถึงอย่างนั้น ลักษิณาก็ไม่ได้ต่อต้าน อย่างน้อยอัคคีก็เป็นลูกชายของเพื่อนสนิทพ่อ และในช่วงเวลาที่เธอสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกัน ผู้ชายคนนี้กลับเป็นคนเดียวที่ยังอยู่ข้างเธอ
“เหมาะสมกันมากจริงๆ”
เสียงตากล้องดังขึ้นท่ามกลางแสงแฟลช
“คุณอัคคีนี่เพอร์เฟกต์สมคำร่ำลือ สูง หล่อ รวย นี่มันผู้ชายในฝันชัดๆ”
“ได้ข่าวว่าเจ้าสาวเป็นลูกสาวหุ้นส่วนนี่? สวยมากเลยอ่ะ”
"สวยอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ"เสียงซุบซิบดังแว่วมาจากรอบด้าน
ลักษิณายังคงรักษารอยยิ้มบางเอาไว้ แม้ปลายนิ้วจะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก
จู่ๆ เธอก็รู้สึกถึงแรงบีบจากมือใหญ่ ลักษิณาชะงักเล็กน้อย
อัคคีกำลังจับมือเธอแน่นเกินไป หญิงสาวเงยหน้ามองเขา ดวงตาคมคู่นั้นหันมาสบเธอพอดี เขามองเธอนิ่งนานเกินไปเสียจนหัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ
“เชิญบ่าวสาวขึ้นเวทีครับ”เสียงพิธีกรดังขึ้นพร้อมเสียงปรบมือกึกก้องทั่วทั้งห้องบอลรูม
อัคคีวางมือบนเอวของเธออย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนพาเดินขึ้นไปด้านหน้า ท่วงท่าของเขาสง่างามราวกับเกิดมาเพื่อยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟเช่นนี้
เมื่อทั้งสองยืนเคียงกันบนเวที อัคคีรับแก้วไวน์จากพนักงาน ก่อนกล่าวขอบคุณแขกภายในงาน น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขานุ่มนวล สุขุม และน่าเชื่อถือ หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองคิดมากไปหรือเปล่า แต่ยิ่งอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่เห็นภายนอก
ราวกับใต้ใบหน้าสุขุมนั้นกำลังซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้
ที่ดูอันตรายจนยากจะคาดเดา
ณ ห้องหอ...
เสียงเครื่องปรับอากาศดังแผ่วเบา แสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมข้างเตียงทอดลงบนร่างสูงของชายหนุ่มที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า เหมือนจงใจทรมานคนมอง ลักษิณานั่งนิ่งอยู่ปลายเตียง มือเรียวกอบกำชายกระโปรงแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก
ดวงตากลมโตเหลือบมองแผงอกแข็งแรงที่ค่อยๆ เผยออกมา ก่อนรีบเบือนหน้าหนีด้วยความร้อนผ่าวบนใบหน้า
“คุณอัคคี…” น้ำเสียงนั้นสั่นเล็กน้อย “เราจะทำแบบนั้นกันเหรอคะ...”
ชายหนุ่มเงยหน้ามอง สายตานั้นคล้ายคนที่กำลังอดทนอย่างหนักกับสิ่งที่อยากครอบครอง
“เป็นสามีภรรยากันแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำทุ้ม พลางปลดกระดุมเม็ดสุดท้ายออก “ยังไงการเข้าหอก็ต้องทำให้จบ”
ลักษิณาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามตั้งสติแม้ใบหน้าจะร้อนจนแทบไหม้
“เราแค่แต่งงานกัน…แค่ในนามก็ได้นี่คะ”เธอเริ่มตื่นตระหนก
“ลักษ์”เขาเรียกชื่อเธอช้าๆ น้ำเสียงแฝงความเอ็นดูปนขบขัน
“คิดว่าการแต่งงานในนามแบบไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวกัน…มันมีอยู่จริงหรือ”
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวจังหวะรองเท้ากระทบพื้นยิ่งทำให้เธอตื่นเต้นจนเผลอถอยหนี แต่ปลายเตียงกลับเป็นทางตัน เสื้อเชิ๊ตที่ถูกปลดกระดุมออกจนหมดถูกโยนออกจากร่างสูง
ลักษิณากลืนน้ำลาย ดวงตาวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด
“ลักษ์เห็นในละครก็ทำกันเยอะแยะ…”
คำตอบนั้นทำให้อัคคีหัวเราะในลำคอเบาๆ มุมปากยกขึ้นอย่างเอ็นดู
“เลิกดูละครงี่เง่านั่นเถอะ”สิ้นประโยค มือหนาก็เอื้อมมากดท้ายทอยเธอเข้าหา ก่อนริมฝีปากร้อนจัดจะทาบลงบนริมฝีปากอวบอิ่ม
เอวคอดของเธอถูกรวบเข้ามาให้แนบชิดลำตัวหนาจนไม่มีช่องว่าง
ลักษิณาเบิกตากว้าง จุมพิตแรกของเขาไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่คิด
แต่มันเต็มไปด้วยแรงกดดัน จนเธอแทบหายใจไม่ออก
“อื้อ…!”
[1] Dissociative Amnesia คือภาวะ “ความจำเสื่อมจากการแยกตัวทางจิตใจ” หรือความจำหายจากความเครียด/บาดแผลทางใจ (ไม่ได้เกิดจากสมองบาดเจ็บโดยตรง)
