บทที่ 11 เพื่อนเก่า
ตอนที่ 11 เพื่อนเก่า
หลายเดือนผ่านไป ลักษิณาเรียนรู้งานที่บริษัทอย่างตั้งใจ จากคนที่เคยต้องมีพี่เลี้ยงคอยประกบอยู่ตลอด บัดนี้เธอสามารถบริหารงานและตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ด้วยตนเองแล้ว
ในวันที่คณะผู้บริหารประชุมกันพร้อมหน้า อัคคีนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบนิ่งตามแบบฉบับ ดวงตาคมทอดมองภรรยาที่นั่งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะประกาศมติแต่งตั้งเธอเป็น 'ประธานมูลนิธิเวชากร'
“ลักษ์เป็นคนใจดี ตำแหน่งนี้เหมาะกับลักษ์”คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ ความตื้นตันฉายชัดอยู่ในดวงตา
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนลุกขึ้นโค้งศีรษะให้ผู้บริหารทุกคน
“ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจนะคะ”น้ำเสียงของเธอมั่นคง
หลังจากนั้นลักษิณาก็เริ่มทำหน้าที่ใหม่อย่างเต็มตัว โครงการที่เธอดูแลนั้นล้วนมีประโยชน์ นอกจากจะเป็นการทำ CSR[1] ให้กับ บริษัท เวชากรเมดิคอล กับโรงพยาบาลเวชากร อินเตอร์เนชั่นแนล แล้ว ยังได้บุญอีกด้วย
เธอเริ่มจัดโครงการ ‘หมอถึงบ้าน’ ส่งทีมแพทย์และพยาบาลออกตรวจสุขภาพฟรีให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
ตามมาด้วยโครงการ ‘หนึ่งโอกาส หนึ่งชีวิต’ ที่เปิดรับบริจาคทุนรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยยากไร้ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้
ด้วยความที่เคยทำงานด้านการศึกษาพิเศษมาก่อน ลักษิณาจึงผลักดันโครงการ ‘ก้าวเล็ก ๆ ของเด็กพิเศษ’ สนับสนุนการคัดกรองพัฒนาการเด็ก การฝึกพูด การฝึกทักษะทางสังคม และมอบอุปกรณ์การเรียนรู้ให้แก่ครอบครัวที่ขาดแคลน
เพียงไม่กี่เดือน มูลนิธิเวชากรก็กลายเป็นหนึ่งในองค์กรการกุศลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ขณะที่ชื่อของลักษิณาเองก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะหญิงสาวผู้ทุ่มเททั้งหัวใจให้กับการช่วยเหลือผู้อื่น
เธอสังเกตว่าอัคคีจัดการงานสมกับเป็นผู้บริหารระดับสูง ลักษิณาอดยอมรับไม่ได้ว่าภาคภูมิใจในตัวสามีมากอยู่ บางวันเขาเข้าประชุมผู้บริหารตั้งแต่เช้า บางครั้งก็วิดิโอคอลประชุมกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลโดยไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเอง อัคคีบอกว่าเขาจะไปโผล่ที่โรงพยาบาลก็ต่อเมื่อมีเคสผ่าตัดเคสหนักๆเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เขาใกล้วางมือแล้ว ลักษิณาเองก็ทำหน้าที่ภรรยาตามปกติ
แม้หลายคนจะเริ่มถามถึงเรื่องทายาท แต่อัคคีก็ได้แต่บอกว่าตนยังไม่พร้อมมีบุตร ลักษิณาเองก็ต้องการเช่นนั้นพอดี เธอไม่ได้ถามถึงอดีตอะไรอีก
แต่ถึงกระนั้นเธอก็อยากรู้นิดหน่อย วันนี้จึงเธอขอลาหยุดงานหนึ่งวัน เพื่อมาที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งที่จำได้ว่าตนเคยทำงานเป็นครูอยู่ที่นี่
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ดวงตากลมโตของหญิงสาวก็ค่อย ๆ กวาดมองอาคารสีอ่อนตรงหน้าอย่างเงียบงัน ลมยามสายพัดเอื่อยพัดปลายผมยาวของเธอให้ปลิวเล็กน้อย เสียงเด็กบางคนหัวเราะดังมาจากสนามด้านในปะปนกับเสียงครูที่กำลังเรียกชื่อเด็กอย่างอ่อนโยน บรรยากาศเหล่านั้นทำให้หัวใจของลักษิณาสั่นไหวอย่างประหลาด ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังดึงบางอย่างที่หล่นหายไปกลับคืนมา
เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านในอย่างช้า ๆ ฝ่ามือเรียวกำกระเป๋าไว้หลวม ๆ สีหน้าดูเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับกำลังตามหาเงาของตัวเองในอดีต
คล้ายกับเป็นภาพเดจาวู ที่ปรากฎเหตุการณ์ที่เคยเกิด เหมือนเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ภาพที่ลักษิณากำลังสอนเด็กพิเศษด้วยภาษาอังกฤษผุดขึ้น…ดูเหมือนเธอจะเป็นที่รักของเด็กๆ ที่แท้แล้วเธอก็เป็นคนใจดีคนหนึ่ง ‘อ่อนโยน แต่ไม่ออนแอ’สินะ เธอคิดกับตนเอง
เมื่อไรความทรงจำทั้งหมดในสามปีนั้นจะกลับมา เธอก็ยังไม่รู้ แม้แต่แพทย์เองก็ระบุเวลาไม่ได้ คงต้องอาศัยไปสถานที่ที่เคยไป
ลักษิณาหลุบตาลงช้า ๆ ก่อนสูดลมหายใจลึก เธอพยายามจัดการความรู้สึกในใจที่เริ่มปั่นป่วนอย่างประหลาด ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ลักษ์”หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันไปตามเสียงโดยอัตโนมัติ หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากโถงทางเดิน ใบหน้าสวยหวานคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย ใบหน้าภายใต้แสงแดดดูอ่อนโยนและอบอุ่น ดวงตาของอีกฝ่ายเบิกกว้างขึ้นทันทีที่สบตาเธอ
“จำฉันได้ไหม?”
ลักษิณานิ่งไปครู่หนึ่ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สมองพยายามรื้อค้นความทรงจำบางอย่าง ก่อนภาพของเด็กสาววัยมัธยมที่หัวเราะอยู่ข้างเธอจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
และแล้วความทรงจำก็ชัดเจนขึ้นในทันที เมธาวี สิริกุล เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่เรียนมาด้วยกัน
“เม...?”น้ำเสียงของเธอสั่นน้อย ๆ ด้วยความไม่แน่ใจ
เมธาวีเบิกตากว้าง ก่อนโผเข้ากอดเพื่อนสาวทันที“ลักษ์!”แรงกอดนั้นอบอุ่นจนลักษิณาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแขนเรียวจะค่อย ๆ ยกขึ้นกอดตอบช้า ๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ และสัมผัสคุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก เมธาวีหลับตาแน่น ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา “ในที่สุดเธอก็จำฉันได้...”
ลักษิณามองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นมาจุกในอก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแค่ได้พบเพื่อนเก่า ถึงทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนคนที่หลงทางมานานแล้วเพิ่งได้กลับบ้าน
ณ ม้าหินอ่อน
“วันนี้โชคดีจริง ๆ ได้เจอลักษ์สักที” เมธาวียิ้มกว้าง แม้ใบหน้าสวยนั้นจะมีน้ำตาคลอหน่วย เธอดีใจจริง ๆ ที่เพื่อนของเธอจำเธอได้
ลักษิณานั่งนิ่ง มือบางวางอยู่บนตัก ดวงตาเหม่อมองสนามเด็กเล่นด้านหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนสาว
“เม ขอโทษนะ ฉันจำช่วงสามปีที่ผ่านมาไม่ได้เลย”
น้ำเสียงของเธอแผ่วลงตอนท้าย สีหน้าดูสับสนอย่างปิดไม่มิด
เมธาวีรีบส่ายหน้า เธอยื่นมือไปบีบมือเพื่อนเบา ๆ ราวกับต้องการปลอบ“ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าวันที่เกิดเรื่อง ฉันไปเยี่ยมเธอวันนั้น มีบอดี้การ์ดเฝ้าเต็มไปหมด คุณอัคคีอะไรนั่นก็ไม่ให้ฉันเข้าด้วย” เมธาวีฟ้องทันที สีหน้าดูทั้งน้อยใจและไม่เข้าใจ
คำกล่าวนั้นทำให้ลักษิณาชะงัก ขนตางอนยาวกระพริบช้า ๆ ดวงตาเริ่มมีแววสงสัย ทำไมอัคคีถึงไม่ให้เพื่อนสนิทของเธอเข้าไป?
“ทำไมกัน?”
[1] CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร หมายถึงการที่บริษัทดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม พนักงาน ลูกค้า และชุมชน ไม่ได้มุ่งแค่กำไรเพียงอย่างเดียว
