บทที่ 12 คำบอกเล่าของเพื่อนสนิท
ตอนที่ 12 คำบอกเล่าของเพื่อนสนิท
“ทำไมกัน?...” ลักษิณาเลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เมธาวีถอนหายใจยาว ก่อนเอนหลังพิงม้านั่ง สีหน้าดูครุ่นคิด
เธอจำได้ดีว่าหลังจากงานศพธีทัต เป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอลักษิณา แล้วจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ต่อมาก็มีข่าวว่าอีกฝ่ายหมดสติ
“เห็นบอกว่าเธอจำใครไม่ได้ อยากให้เธออยู่กับตัวเอง ขนาดงานแต่งของเธอฉันยังไปไม่ได้เลย”
ลักษิณาหลุบตาลงช้า ๆ ปลายนิ้วกำชายกระโปรงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ทำไมพี่อัคถึงทำแบบนั้น”
ยิ่งฟัง เธอยิ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
อัคคีเป็นคนควบคุมทุกอย่างเก่ง แต่การกันเพื่อนสนิทของเธอออกไปทั้งหมดแบบนั้น...มันเหมือนเขาตั้งใจตัดเธอออกจากโลกเดิม นี่มันเกินไปจริงๆ
“ช่างมันเถอะลักษ์ เขาอาจมีเหตุผลอะไรก็ได้” เมธาวีรีบเปลี่ยนเรื่อง สีหน้าเป็นห่วงขึ้นมา “ว่าแต่ แต่งงานกับเขาแล้ว เขารังแกอะไรไหม”
เธอบีบมือเพื่อนสาวเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลจริงๆ“เปล่านะ ไม่ได้รังแกอะไร” เธอรีบตอบพลางก้มหน้า
เมธาวีมองหน้าเพื่อนสาว ลักษิณาเป็นครูสอนที่นี่มาเกือบสามปี ลาออกไปไม่กี่เดือน บิดาก็ประสบอุบัติเหตุ คงสะเทือนใจมากถึงขั้นความจำเสื่อมจากการแยกตัวทางจิตใจ เมื่อก่อนเมธาวีและลักษิณาสนิทกันมาก แต่เลือกเรียนครูเหมือนกันแต่คนละสาขา
“แล้วเปลี่ยนเบอร์ใหม่เหรอ ทำไมโทรไปไม่ติดเลย” เมธาวีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
ลักษิณาชะงัก ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามอง ดวงตาของเธอค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นทีละน้อย เธอนึกว่าเธอเปลี่ยนมือถือใหม่ก่อนเกิดเรื่องเสียอีก มีคนสับเปลี่ยนมือถือของเธองั้นหรือ?
"แลกเบอร์กันใหม่นะ" ลักษิณาเอ่ยทันที
สองสาวแลกเบอร์และแอดไลน์กันอีกครั้ง จากนั้นนั่งสนทนากันอีกพักใหญ่ เมื่อเลยเวลาจึงแยกย้าย
“ถ้ามีอะไร โทรหาฉันได้ตลอดนะลักษ์”เมธาวียิ้มบาง ๆ แต่แววตายังคงมีความกังวลซ่อนอยู่ ลักษิณาพยักหน้า ก่อนเดินขึ้นรถที่คนขับเปิดประตูรอไว้
ระหว่างรถเคลื่อนออกจากโรงเรียนนานาชาติหญิงสาวนั่งเงียบอยู่ด้านหลัง ดวงตาเหม่อมองวิวด้านนอกอย่างไร้จุดหมาย ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถาม ทำไมอัคคีต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ให้เธอ ทำไมถึงไม่ให้เพื่อนสนิทของเธอเข้าใกล้...
แล้วตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาปิดบังอะไรเธอไว้อีกกันแน่
ลักษิณากลับมาถึงเพนต์เฮาส์ เธอก็มานั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น แสงแดดยามบ่ายสาดผ่านกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้สนใจทิวทัศน์เบื้องนอกเลยแม้แต่น้อย
นิ้วเรียวประสานกันแน่นอยู่บนตัก ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปอย่างเหม่อลอย ขณะที่ในหัววนเวียนอยู่กับคำพูดของเมธาวีไม่หยุด
“ดูเหมือนลักษ์เองจะมีปัญหากับน้าพลอย แต่รายละเอียดลักษ์ไม่ได้เล่าให้เมฟังทั้งหมด”
ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งหนักอึ้งพลอยล้อมเป็นแม่ของเธอแท้ ๆ ต้องทะเลาะรุนแรงขนาดไหนกันอีกฝ่ายถึงหนีหายไป ลักษิณาขมวดคิ้วน้อย ๆ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกคล้ายมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ในความทรงจำ ยิ่งพยายามมองก็ยิ่งพร่าเลือน
เธอจำอะไรไม่ได้เลย แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าเรื่องนั้นสำคัญมาก บางที...คำตอบทั้งหมดอาจอยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของเธอ หญิงสาวถอนหายใจยาว พลางเอนหลังพิงพนักโซฟา ดวงตาฉายแววครุ่นคิดและสับสนปนกัน
จู่ๆความทรงจำเลือนรางในวัยเด็กบางส่วนไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว เสียงข้าวของตกแตก เสียงร้องดุด่า และใบหน้าของพี่เลี้ยงที่มักเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ลักษิณาในวัยหกขวบนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง ดวงตาแดงช้ำแต่กลับไม่ร้องไห้
ในช่วงปิดเทอมนั้นบิดาของเธอเป็นทั้งหมอและทำงานหนักมากเพราะควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชากร อินเตอร์เนชชันแนลกรุ๊ปด้วย
เธอต้องอยู่กับพี่เลี้ยงที่เคยทุบตี
บิดามารดาแม้แยกกันอยู่แต่ก็ยังไม่ได้หย่ากัน
เธอเคยขอให้พลอยล้อมมาอยู่กับเธอในวันหยุดประจำสัปดาห์บ้าง แต่พลอยล้อมอ้างว่าไม่อยากมาอยู่
พ่อไม่มีเวลา...แม่ก็ไม่มีเวลา...เธอก็ต้องอยู่กับพี่เลี้ยง
เธอจำได้ว่าพี่เลี้ยงตีเธอยังไง ทั้งที่ได้ค่าจ้างสุดแพงแต่ฝ่ายนั้นกลับขี้เกียจ ทุกครั้งที่เธอไม่ทำตามที่อีกฝ่ายสั่ง อีกฝ่ายจะกระชากแขนเธอแรง ๆ บางครั้งถึงขั้นผลักจนล้ม เสียงด่าทอเหล่านั้นยังติดอยู่ในหัวอย่างชัดเจน
สุดท้ายเพราะถูกทำร้ายมากเข้า ลักษิณาผู้เคยอ่อนโยนก็เปลี่ยนไป เด็กวัยหกขวบคนนั้น ต่อสู้กลับจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ และนั่นเอง...เป็นวันที่พี่เลี้ยงคนนั้นถูกไล่ออก ลักษิณาคิดว่าตนเองเป็นคนอ่อนโยน หากไม่มีใครทำร้ายเธอก่อนเธอไม่มีทางทำร้ายคนอื่น
ในขณะครุ่นคิด เสียงประตูห้องเปิดออกดังขึ้น ลักษิณาหันไปมองทันที ร่างสูงของอัคคีก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางสุขุมสงบนิ่ง บนใบหน้าหล่อเหลาแม้จะยังคงเรียบเฉย แต่แววตากลับบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน
พอเห็นเธอนั่งรออยู่ตรงนั้น มุมปากของเขาก็คลายลงเล็กน้อยอย่างแทบสังเกตไม่เห็น
“พี่อัคมาแล้วเหรอคะ”ลักษิณาลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าสวยแต้มรอยยิ้มบาง ๆ อัคคีพยักหน้า ก่อนถอดนาฬิกาข้อมือออกช้า ๆ
“ไปโรงเรียนมาเป็นยังไงบ้าง จำอะไรได้บ้างหรือยัง”น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยตามปกติ แต่สายตากลับจับจ้องเธออย่างใส่ใจ
“ก็ได้เจอเพื่อนเก่าค่ะ”ลักษิณาตอบพร้อมเดินเข้ามาใกล้
“ลักษ์มีเรื่องอยากถามพี่อัคพอดี”
อัคคีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองเธอ“ถามมาเถอะ”
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกเล็กน้อย คล้ายกำลังรวบรวมความกล้า“มือถือเครื่องเก่า...กับเบอร์เก่าของลักษ์หายไปไหนเหรอคะ”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที อัคคีนิ่งไป เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่ลักษิณาสังเกตเห็น มือที่กำลังปลดกระดุมแขนเสื้อหยุดชะงัก ดวงตาคมเข้มวูบไหวเล็กน้อย
ดูเหมือนว่า...ลักษิณาจะเริ่มสงสัยอดีตแล้วจริง ๆอัคคีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“อยู่กับพี่เอง”
