บทที่ 13 มือถือเครื่องเก่า

ตอนที่ 13 มือถือเครื่องเก่า

“อยู่กับพี่เอง”

ลักษิณาเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายผ่านดวงตากลมโตที่จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันนิด ๆ ราวกับกำลังประมวลผลคำตอบที่เพิ่งได้รับ

“อยู่ไหนคะ”เธอถามต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่ได้เร่งรัดหรือกล่าวหาแม้แต่น้อย

“แล้วทำไมพี่ไม่เอามันให้ลักษ์ล่ะคะ”หญิงสาวยังคงมองเขาอย่างสงบ สีหน้าเรียบเฉย หากแต่ยิ่งเธอถามด้วยท่าทีอ่อนโยนมากเท่าไร กลับยิ่งทำให้อัคคีรู้สึกกดดันมากขึ้นเท่านั้น

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเชื่องช้า

“พี่ไม่อยากให้ลักษ์คิดถึงอดีตแย่ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วลงกว่าปกติ ดวงตาคมเข้มทอดมองเธออย่างจริงจัง ราวกับหวังให้เธอเข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่เขาไม่เคยพูดออกมา

ลักษิณาสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง

อดีตแย่ๆที่ผ่านมาเธอเป็นผู้ถูกกระทำหรือ?

มีคนทำร้ายเธอหรือ?

ที่แท้ เธอก็อาจมีอดีตแย่ๆ อยู่

แต่ถึงอย่างไร ความจริงก็คือความจริง ตั้งแต่เธอเสียพ่อไป เธอก็ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว ถ้าหากเธอเป็นผู้ถูกกระทำดั่งนางเอกในละคร...

เธอจะทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง!

หญิงสาวบอกตนเองในใจก่อนจะตอบเขา

“ลักษ์อยากรู้ค่ะ”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้อัคคีเม้มริมฝีปากแน่นขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวยังคงมองเขาตรง ๆ แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความกังวล และความไม่แน่ใจ

“อยากรู้จริงหรือ”

อัคคีถามอีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ร่างสูงใหญ่หยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ใกล้จนลักษิณาได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย กลิ่นสะอาดเย็น ๆ แบบเดียวกับที่เธอได้กลิ่นทุกครั้งเวลาอยู่ใกล้เขา

หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แต่เธอก็ยังพยักหน้า“ค่ะ”

อัคคีจ้องมองเธออยู่นาน แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความลังเล ราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งในใจ สุดท้ายเขาจึงหลับตาลงช้า ๆ แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

“เดี๋ยวพี่จะคืนมันให้ลักษ์” ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของหญิงสาวสว่างขึ้นทันที

รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก ดวงตากลมโตเป็นประกายอย่างชัดเจน“ขอบคุณค่ะ”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ สีหน้าดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด แต่ทันใดนั้น

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ทั้งสองคนชะงักพร้อมกัน

รอยยิ้มของลักษิณาค่อย ๆ จางลง ส่วนอัคคีก็หันมองไปทางประตูทันที เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ธามคนสนิทก็เดินเข้ามา สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดผิดปกติ เขายืนตัวตรงอย่างคนที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี แต่กลับไม่กล้าสบตาเจ้านาย

ลักษิณาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพียงเห็นท่าทางก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น“คุณอัคครับ คือ...คุณอชิระ...”ยังไม่ทันพูดจบ อัคคีก็หลับตาลงช้า ๆราวกับเพียงได้ยินชื่อนั้นก็เริ่มปวดหัวแล้ว

เขายกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ปลายนิ้วกดคลึงบริเวณข้างศีรษะ ก่อนถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน ลักษิณามองภาพนั้นแล้วแทบหลุดขำ ดูเหมือนอชิระจะเป็นสาเหตุของไมเกรนเรื้อรังของพี่ชายจริง ๆ

“พูดมา”น้ำเสียงเรียบเย็นดังขึ้น แม้จะไม่ได้ขึ้นเสียง แต่กลับทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นลงอย่างประหลาด บอดี้การ์ดกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “คุณอชิระ...มีเรื่องกับลูกชายของคุณณรงค์อีกแล้วครับ”

สิ้นประโยคนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง

ลักษิณากะพริบตาปริบ ๆ

“อีกแล้ว?”เธอคิดในใจอย่างงุนงง ส่วนอัคคีนั่งนิ่งไม่ไหวติงใบหน้าหล่อเหลาไร้อารมณ์แต่แววตากลับมืดลงทีละน้อยมุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆหากเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าเขากำลังขำ

แต่ธามกลับหน้าซีดลงทันทีเพราะเขารู้ดีว่า...นั่นคือสัญญาณอันตรายคุณอัคกำลังพยายามระงับอารมณ์อยู่

ตระกูลณรงค์นั้นผลิตและนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ ถือเป็นคู่แข่งกับ เวชากรเมดิคอลกรุ๊ป เขารู้ดีว่านี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

“ครั้งนี้เรื่องอะไร”เสียงถามนิ่งเสียจนเดาอารมณ์ไม่ได้

“เห็นว่าคุณอชิระไปช่วยเพื่อนครับ...แล้วดันไปมีเรื่องกับลูกชายคุณณรงค์”ธามตอบทันที

อัคคีนิ่งไปสองวินาทีก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ“หึ...”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ นั้นทำให้คนฟังหนาวยิ่งกว่าเดิม“เมื่อไรเด็กนั่นจะโตสักที”เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน กรามคมขบเข้าหากันเล็กน้อยเส้นเอ็นบริเวณขมับนูนขึ้นจาง ๆเห็นได้ชัดว่าเขากำลังพยายามรักษาความสงบอย่างเต็มที่

ธามเลือกที่จะเงียบ ส่วนลักษิณาเองก็อ้าปากค้างเล็กน้อย น้องชายคนเล็กของเขา... นี่คงเป็นระดับความดื้อที่เกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการได้จริงๆ

อัคคีลุกขึ้นยืนช้า ๆใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย แต่ทุกคนรู้ดีว่าเขาเริ่มหมดความอดทนแล้ว

“กลับบ้านเวชากร”

“เตรียมรถไว้แล้วครับ”

“ดี”เขาหยิบกุญแจรถขึ้นมาก่อนหันกลับมามองลักษิณา

และในวินาทีนั้นเองแววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ก็อ่อนลงทันที

ราวกับเป็นคนละคน“ลักษ์ ไปกับพี่สิ”น้ำเสียงทุ้มต่ำกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง ลักษิณาชะงัก ดวงตากลมโตมองเขาอย่างประหลาดใจ

เมื่อครู่ยังเหมือนราชสีห์ที่พร้อมจะกินคนอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสามีที่พูดกับเธออย่างนุ่มนวล หญิงสาวอดยิ้มมุมปากไม่ได้

“ค่ะ”เธอตอบรับเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง167เซนติเมตร แม้จะยังค้างคาใจเรื่องโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า แต่ก็รู้ว่าเรื่องของอชิระคงสำคัญไม่แพ้กัน อัคคีเดินเข้ามาใกล้ ก่อนยกมือขึ้นแตะหลังเธอเบา ๆ เป็นเชิงพาเดิน ออกจากเพนต์เฮาส์ไป

ลักษิณาเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของเขา ก่อนจะลอบถอนหายใจเบา ๆ ดูเหมือนคืนนี้เธอคงยังไม่ได้คำตอบทั้งหมดเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง

ส่วนหัวข้อสนทนาเรื่องโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของลักษิณาก็จำเป็นต้องถูกพับเก็บเอาไว้ก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป