บทที่ 4 ทฤษฎีของหมออัคคี
ตอนที่ 4 ทฤษฎีของหมออัคคี
“คุณลักษ์!/คุณลักษ์!”
เสียงเรียกที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้สองสาวที่กำลังซุบซิบนินทากันอยู่หน้ากระจกสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกจับได้คาหนังคาเขา มาริสารีบเม้มริมฝีปากแน่น ส่วนรุ้งลดารีบเก็บสีหน้ากระอักกระอ่วนก่อนหันกลับไปมองคนมาใหม่
ลักษิณายืนอยู่ตรงประตูห้องน้ำด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับไม่ได้โกรธเคืองอะไรเลยแม้แต่น้อย ต่างจากสายตาที่นิ่งลึกจนทำให้คนถูกมองเริ่มรู้สึกหนาววาบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“พวกคุณดูว่างกันนะคะ”
เธอเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลักษิณาเปิดก๊อกน้ำ ล้างมืออย่างเป็นธรรมชาติราวกับไม่ได้ยินคำพูดเสียหายทั้งหมดเมื่อครู่
สองสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังพยายามตีสีหน้าให้ดูปกติที่สุด
มาริสาหัวเราะแห้งๆ “คุณลักษ์ ได้ยินที่พวกเราคุยกันด้วยเหรอคะ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูเกรงๆ แต่แววตากลับยังมีความท้าทายเจืออยู่เล็กน้อย
ลักษิณาหยิบกระดาษเช็ดมือขึ้นมาซับปลายนิ้วอย่างใจเย็น ก่อนเงยหน้ามองทั้งคู่ผ่านกระจกเงาบานใหญ่
“ได้ยินค่ะ” เธอตอบยิ้มๆ “แต่โชคดีที่ลักษ์เป็นคนใจดี ไม่เอาเรื่อง”
คำพูดนั้นทำให้สองสาวถอนหายใจโล่งอกนิดหนึ่ง ทว่าเพียงครู่เดียว ลักษิณาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่ว่า…ลักษ์ขอพูดอะไรหน่อยนะคะ”
เธอหันกายกลับมามองทั้งคู่เต็มตัว สีหน้ายังคงอ่อนโยน ท่าทางสงบจนแทบไม่มีใครคิดว่าจะมีพิษมีภัย
“คนที่ชอบนินทาบ่อยๆ มักถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ ขี้อิจฉา หรือไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์” เธอพูดช้าๆ คล้ายกับกำลังบรรยายธรรมะ
“ที่สำคัญ มันทำให้ใจเราไม่สงบด้วยนะคะ ยิ่งพูดเรื่องคนอื่นในทางลบมาก บางครั้งยิ่งสะสมอารมณ์ลบ ความหงุดหงิด แล้วก็ความเครียดเอาไว้ในตัวเอง”
ลักษิณายิ้มบางๆ ดวงตาคู่งามดูจริงใจเสียจนคนฟังเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดหนึ่ง
รุ้งลดาก้มหน้าลงเล็กน้อย ขณะที่มาริสาเม้มปากแน่น สีหน้าเริ่มไม่พอใจ เพราะอีกฝ่ายพูดเหมือนกำลังอบรมเด็ก
“ฉันขอโทษค่ะคุณลักษ์” มาริสาเอ่ยเสียงสั่น “ไม่ได้ตั้งใจกล่าวลับหลังคุณ แค่เป็นห่วงว่าคุณจะใสซื่อจนไม่ทันใครเขา”
แม้ปากจะบอกว่าขอโทษ แต่สายตาที่มองกลับไม่ได้มีความสำนึกผิดเลยสักนิด กลับคล้ายกำลังประชดเสียมากกว่า
ลักษิณามองเธอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอ่อนโยนกว่าเดิม
“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง”
เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ท่าทางสุภาพจนแทบจับพิรุธไม่ได้
“ชื่ออะไรกันบ้างคะ”
คำถามธรรมดาๆ ทำให้ทั้งคู่ชะงัก มาริสารีบเชิดหน้าขึ้นนิดหนึ่ง ราวกับไม่อยากเสียศักดิ์ศรี
“มาริสาค่ะ”
น้ำเสียงของเธอเจือความหยิ่งอยู่บางๆ เพราะเธอทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว และในใจลึกๆ ก็ไม่ได้คิดจะเกรงกลัวภรรยาของเจ้านายมากนัก
“รุ้งลดาค่ะ” อีกคนตอบสั้นๆ อย่างไม่เต็มใจ
ลักษิณาพยักหน้าช้าๆ ราวกับกำลังจดจำชื่อของทั้งคู่เอาไว้ สีหน้าของเธอยังคงนิ่งสงบจนทำให้คนมองเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
"คุณลักษ์อยากรู้อะไร ถามพวกเราได้นะคะ เรายินดีตอบ"รุ้งลดาเอ่ยพลางยกมือกอดอก
"ไม่จำเป็นหรอกค่ะ อดีตมันก็เป็นแค่อดีต ลักษ์สนใจปัจจุบันมากกว่า"เธอตอบเสียงเรียบ
"คุณอัคคีนี่เป็นคนที่เชื่อในทฤษฎีของตัวเองสุด ๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะทฤษฎีเรื่องความรัก เหมือนตั้งกฎเหล็กไว้แล้วไม่มีใครเปลี่ยนได้" มาริษาเว้นวรรคครู่หนึ่ง
"คุณลักษ์ไม่อยากรู้เหรอคะ ว่าคุณอัคเคยคลั่งรักคุณชญานิน แฟนเก่ามากขนาดไหน" มาริสายังไม่คิดหยุด
ลักษิณามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง คำพูดพวกนี้ฟังดูก็รู้ว่าคือการยุแยงให้เธอคิดมาก...
ยังไม่คิดจะเลิกยุแยงสินะ....
แล้วจู่ๆ…ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาจับมือเธอยกขึ้น
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังลั่นไปทั่วห้องน้ำ
มาริสาหน้าหันไปตามแรงตบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เส้นผมที่จัดทรงอย่างดีสั่นระเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเองทันที ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาจนชาไปทั้งหน้า
“คุณตบฉันทำไม!”เสียงของเธอสั่นด้วยทั้งความตกใจและความโกรธ
น้ำเสียงนุ่มนวลจนแทบไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าคือคนเดียวกับที่เพิ่งฟาดฝ่ามือลงมาเต็มแรง
รุ้งลดารีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดระแวง แต่ยังไม่ทันตั้งตัว—
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวอีกข้างก็ฟาดลงบนแก้มของเธออย่างแม่นยำจนหน้าหัน
“โอ๊ย!”
รุ้งลดาร้องออกมาเบาๆ น้ำตาคลอทันทีด้วยความเจ็บ เธอรีบยกมือขึ้นกุมใบหน้าตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
ลักษิณากลับก้มมองมือตัวเอง สีหน้าดูประหลาดใจไม่ต่างกัน ทำสีหน้าใสซื่อ ดวงตากลมโตดูไร้พิษภัยอย่างน่าประหลาด
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
คำพูดนั้นทำให้สองสาวแทบกระอักเลือด มาริสากัดฟันแน่น มองอีกฝ่ายอย่างโกรธจัด
“คุณลักษ์! ถึงคุณจะเป็นภรรยาคุณอัค แต่คุณก็ไม่ควรทำกับพวกเราแบบนี้!”
ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ทั้งจากแรงตบและแรงอารมณ์ มือที่กุมแก้มเริ่มสั่นด้วยความอับอาย เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะถูกตบกลางห้องน้ำในที่ทำงานแบบนี้
ลักษิณาก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มหวานยังคงอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตากลับเย็นลงเล็กน้อยจนคนมองเริ่มรู้สึกขนลุก
"ฉันจะรายงานคุณอัค!!!"
"เชิญ"
