บทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องทฤษฎีนั้น
ตอนที่ 5 ว่าด้วยเรื่องทฤษฎีนั้น
ณ ห้องทำงานที่เงียบกริบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ ลักษิณานั่งกอดอกอยู่บนโซฟาตัวยาว สีหน้าตึงจัด ริมฝีปากเม้มแน่นคล้ายเด็กที่ทำความผิดแล้วกำลังรอรับการลงโทษจากผู้ใหญ่ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเองก็ยังสับสนว่าตนทำอะไรลงไปกันแน่
ปลายนิ้วเรียวของหญิงสาวจิกเข้าหากันแน่น ขาข้างหนึ่งกระดิกเบาๆ อย่างคนกำลังกังวล ดวงตากลมโตที่ปกติสดใสกลับหลุบต่ำ ไม่กล้าสบสายตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
อีกฝั่งของโซฟา รุ้งรดาและมาริสานั่งก้มหน้า ตัวแข็งทื่อราวกับไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว บนแก้มของทั้งคู่ยังปรากฏรอยฝ่ามือแดงชัดเจน เส้นผมยุ่งเล็กน้อยเพราะแรงตบก่อนหน้า บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
อันที่จริงลักษิณารู้ดีว่าตนเองไม่ควรขาดสติถึงขั้นลงไม้ลงมือ เธอไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ไม่ใช่คนที่จะตบหน้าใครง่ายๆ แต่ตอนนั้นไม่รู้เพราะอะไร พอได้ยินคำพูดพวกนั้น ความรู้สึกเหมือนมีไฟบางอย่างพุ่งขึ้นมาจุกอยู่กลางอก จนควบคุมตัวเองไม่ได้
เหมือนไม่ใช่ตัวเธอเองเลยด้วยซ้ำ
“คุณอัค…พวกเราผิดเองค่ะ” มาริสารีบเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนใกล้ร้องไห้ “ที่พูดไม่ถูกใจคุณลักษ์ โดนตบก็สมควรแล้วค่ะ”
รุ้งรดารีบพยักหน้าตามทันที “พวกเราไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะคะ”
ลักษิณาหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอ สุดท้ายก็ตั้งใจพูดให้เธอดูแย่สินะ
“ลักษ์ผิดเองค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา “ลักษ์ไม่พอใจที่สองคนนี้นินทาพี่อัค…แล้วก็นินทาลักษ์ในห้องน้ำ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตายังมีความขุ่นเคืองจางๆ ซ่อนอยู่
“คำพูดพวกนั้นจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่ควรพูด”
คำพูดของเธอทำให้ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
อัคคียืนพิงโต๊ะทำงาน มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าเรียบนิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ออก ดวงตาคมเข้มจับจ้องภรรยาสาวนิ่งๆ คล้ายกำลังสังเกตทุกอากัปกิริยาของเธอ
“คุณลักษ์ให้อภัยพวกเราเถอะนะคะ” รุ้งรดาพูดต่ออย่างร้อนรน “พวกเรารู้แล้วว่าผิด”
อัคคีไม่ได้มองสองสาวเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่ลักษิณาเพียงคนเดียว
“สองคนนั้นพูดอะไรบ้าง”
น้ำเสียงทุ้มเรียบเย็นของเขาทำให้คนฟังเผลอกลืนน้ำลาย
ลักษิณาเม้มปากนิดหนึ่งคล้ายกำลังนึก ก่อนจะตอบออกมาเร็วๆ เหมือนคนพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ
“ลักษ์ก็จำไม่ค่อยได้ค่ะ” เธอพูดพลางยักไหล่เบาๆ “สรุปสั้นๆ พวกเธอบอกว่าพี่มีรสนิยมชอบผู้หญิงที่อายุมากกว่า ที่ผ่านมาคบแต่ละคนก็มีแต่คนอายุมากกว่าทั้งนั้น”
เธอพูดไปก็เริ่มหน้าบึ้งขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่ได้
“แถมยังบอกว่าลักษ์ดูใสซื่อ ไม่มีทางเอาพี่อยู่ แต่งได้ก็หย่าได้ พอรู้ว่าลักษ์ได้ยินก็บอกว่าห่วงลักษ์ กลัวจะไม่ทันคน” ลักษิณาหันไปหามาริษา
"เธอยังพูดด้วยว่า คุณอัคคีนี่เป็นคนที่เชื่อในทฤษฎีของตัวเองสุด ๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะทฤษฎีเรื่องความรัก เหมือนตั้งกฎเหล็กไว้แล้วไม่มีใครเปลี่ยนได้"
ประโยคสุดท้ายถูกพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับท่องจำมาไม่มีผิด
มาริสากับรุ้งรดาหันมองหน้ากันทันที
“นี่ขนาดจำไม่ค่อยได้นะ…” มาริสาพึมพำเสียงเบากับรุ้งลดา
อัคคีเห็นท่าทางของภรรยาแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ลักษ์เป็นภรรยาผม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แรงกดดันในน้ำเสียงกลับหนักจนทั้งคู่ตัวสั่น “แต่พวกคุณกล้าทำให้เธอไม่พอใจขนาดนี้…”
เขาหยุดเล็กน้อย ดวงตาคมเย็นเฉียบ
“ไปรับเงินเดือนสุดท้ายแล้วออกไปเถอะ”
คำพูดนั้นทำให้สองสาวเบิกตากว้างทันที
“คะ…คุณอัค!”
“ช่วยลงบันทึกหมายเหตุด้วยว่าพวกเธอออกเพราะอะไร” เขาพูดต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “จะได้หางานใหม่ยากหน่อย”
สิ้นคำ ใบหน้าของทั้งคู่ก็ซีดเผือดราวกับถูกดูดเลือดออกจากร่าง
ส่วนลักษิณาเองก็อ้าปากค้างอย่างตกใจ เธอรีบหันไปมองสามีแทบจะทันที เขาถึงขั้นจะไล่สองคนนั้นออกเชียวหรือ!?
“ไม่นะคะคุณอัคคี!” มาริสารีบลุกขึ้นทั้งน้ำตา “พวกเราสำนึกแล้วจริงๆค่ะ”
“ได้โปรดเถอะนะคะ พวกเราขอโอกาสอีกครั้ง…”
แต่ชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณ
ไม่นานลูกน้องสองคนก็เดินเข้ามาในห้องทันที
“เชิญครับ”
รุ้งรดากับมาริสาพยายามอ้อนวอนอีกหลายคำ แต่สุดท้ายก็ถูกพาออกไปอยู่ดี เสียงร้องไห้ค่อยๆ ห่างออกไปตามทางเดินด้านนอก จนภายในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง
ลักษิณามองตามภาพนั้นอย่างงุนงง ดวงตากะพริบถี่ๆ คล้ายยังตั้งสติไม่ทัน
“พี่อัค…” เธอเรียกเบาๆ ก่อนหันกลับมามองเขา “จริงๆ ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้นะคะ”หญิงสาวขยับนั่งตัวตรงขึ้น สีหน้าดูลังเล“คือยังไงลักษ์ก็ตบสั่งสอนพวกเธอไปแล้ว…”
“แล้วลักษ์อยากให้พี่จัดการยังไง”
“หักเงินเดือน…หรือไม่ก็ออกใบเตือนก็ได้นี่คะ”เธอรีบเอ่ย
อัคคีมองใบหน้าหวานที่กำลังพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ“ลักษ์ใจดีจัง”
“ไม่ได้ใจดีหรอกค่ะ” เธอรีบเถียง พลางย่นจมูกนิดๆ “เพียงแต่…มันไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น”
ชายหนุ่มจ้องเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“แต่พี่ว่าจำเป็น”
คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้ลักษิณารู้ทันทีว่าเขาไม่มีทางเปลี่ยนใจ
เธอไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกังวลกันแน่…ด้านที่เย็นชาและเด็ดขาดของเขามันทำให้เธอรู้สึกหวั่นใจเล็กๆ
แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจกลับเต้นแรงอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนี้โกรธแทนเธอเพียงเพราะใครบางคนพูดจาให้เธอไม่พอใจเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง เสียงมือถือของเขาดังขึ้น เขารับสายครู่หนึ่ง ก่อนจะวางไป
“พี่มีเคสผ่าตัดด่วนพิเศษต้องไปเดี๋ยวนี้”
“ลักษ์ไปด้วยได้ไหมคะ”
“อย่าดีกว่า ลักษ์อยู่ศึกษางานที่นี่เถอะ”
“ก็ได้ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
เธอยังไม่กล้าถามเขาว่า 'ทฤษฎีนั่น'ของเขานอกจากชอบคนอายุมากกว่าแล้ว มันยังมีอะไรอีกบ้าง
แต่ก็ช่างหัวมันเถอะ! เธอขี้เกียจคิดแล้ว!
