บทที่ 6 สนามรบสีขาว
ตอนที่ 6 สนามรบสีขาว
โรงพยาบาลเวชากร อินเตอร์เนชั่นแนล
ด้านอัคคีมาถึงโรงพยาบาลก็ตรงเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที
ฝีเท้าของเขาเร่งเร็วใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ทุกคนที่เห็นเขาเดินผ่านต่างรีบหลีกทางให้โดยไม่ต้องมีใครเอ่ยสั่ง เสียงล้อเตียง เสียงเครื่องมือแพทย์ และเสียงพยาบาลประสานกันวุ่นวาย แต่ทันทีที่อัคคีปรากฏตัว บรรยากาศรอบด้านก็คล้ายถูกกดให้เงียบลงอย่างประหลาด
“คนไข้ถูกยิงทะลุปอดค่ะ” ขวัญนภา เกษมสุข ศัลยแพทย์หญิงวัยยี่สิบแปดปีรีบรายงานขณะเดินเข้าห้อง ใบหน้าของเธอซีดเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงมีสติ “Bp[1] เริ่มdrop[2] ส่วนPulse[3]เริ่มเร็ว120/min มีภาวะเลือดออกในช่องอกมาก ทีมฉุกเฉินใส่ ICD[4] ระบายเลือดแล้วค่ะ แต่เลือดยังออกต่อเนื่อง”
อัคคีพยักหน้ารับรู้ ก่อนเขาปรายตามองเธอเพียงเสี้ยววินาที น้ำเสียงต่ำเย็นถามสั้น ๆ “ภูริล่ะ?”
“อยู่นี่ครับ” ภูริ วัฒนกุล ศัลยแพทย์หนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี รีบก้าวเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะพยายามเก็บอาการ แต่เหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นตรงขมับก็เผยให้เห็นความกดดันภายในใจ
“คุณสองคน เข้าห้องผ่าตัดกับผม” อัคคีเอ่ยเสียงสั้น
“ครับ/ค่ะ”
อันที่จริง ด้วยระดับประธานอย่างเขานั้น ไม่จำเป็นต้องลงไปผ่าเอง เว้นแต่เคสนั้นจะยากเกินจะรับมือ อย่างไรก็ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปั้นหมอฝีมือดีที่จะทำให้เขาวางใจได้ เพราะหากผิดพลาด นั่นหมายถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลนี้ก็แย่ไปด้วย
เขาเล็งสองคนนี้ไว้ แม้เขาจะเคยเรียกภูริและขวัญนภาเข้าห้องผ่าตัดมาหลายครั้ง แต่ละเคสนั้นไม่เหมือนกัน จำเป็นต้องเจอประสบการณ์บ่อยๆ
ภายในห้องผ่าตัดฉุกเฉิน แสงไฟสีขาวสว่างจ้าสาดลงบนร่างคนไข้ที่นอนนิ่งอยู่กลางห้อง เครื่องมอนิเตอร์ส่งเสียงเป็นจังหวะถี่ ๆ คล้ายเตือนทุกคนว่าเวลามีไม่มาก กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นโลหะจาง ๆ ของเลือดลอยอยู่ในอากาศ พยาบาลส่งเครื่องมือยืนประจำตำแหน่ง วิสัญญีแพทย์รายงานสัญญาณชีพด้วยน้ำเสียงรัดกุม
“ความดันยังต่ำค่ะ ชีพจรเร็ว ออกซิเจนเริ่มแกว่ง”
อัคคียืนล้างมืออย่างใจเย็น ใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเม้มเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมกวาดมองภาพรวมทั้งหมดเพียงครั้งเดียวก็คล้ายมองทะลุทุกปัญหา
เขาสวมถุงมือ รับผ้าคลุมปลอดเชื้อ แล้วเดินมายืนเหนือคนไข้
“ขวัญนภา บอกผมว่าเคสนี้อันตรายตรงไหน” เขาถามโดยไม่หันไปมอง
ขวัญนภาชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบตอบ “กระสุนทะลุปอด ทำให้เลือดออกในช่องอกค่ะ ถ้ามีเส้นเลือดใหญ่หรือเนื้อปอดฉีกมาก คนไข้อาจช็อกจากเสียเลือด และหายใจล้มเหลวได้”
“ยังไม่พอ” น้ำเสียงของอัคคีเรียบสนิท แต่ทำให้คนถูกถามเย็นวาบไปทั้งหลัง
ภูริรีบเสริม “ต้องระวังหัวใจ เส้นเลือดใหญ่ และการบาดเจ็บร่วมในช่องอกครับ โดยเฉพาะถ้าวิถีกระสุนเฉียดกลางทรวงอก”
อัคคียกมุมปากเล็กน้อย คล้ายพอใจในคำตอบ
อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในลักษณะเดียวกันนี้ คนไข้ถูกยิงอาจไม่ได้ตายเพราะกระสุนอย่างเดียว แต่ตายเพราะหมอประเมินช้า ตัดสินใจช้า และกลัวเกินกว่าจะลงมือ
“ดี”อัคคีหันกลับมามองแผลบนทรวงอกคนไข้ แววตาของเขานิ่งลึก ไม่มีความลังเลแม้สักนิด “เริ่ม”
มีดผ่าตัดถูกส่งถึงมือเขา ปลายนิ้วเรียวยาวกระชับเครื่องมืออย่างมั่นคง มือคู่นั้นไม่สั่น ไม่เร่ง ไม่ช้าเกินไป ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำราวกับถูกคำนวณไว้ล่วงหน้า ขวัญนภายืนมองจนเผลอกลั้นหายใจ เธอเคยได้ยินชื่อเสียงของอัคคีมานาน ทว่าการได้เห็นเขาลงมือจริงต่างจากคำเล่าลืออย่างสิ้นเชิง
เขาไม่ได้เหมือนหมอที่กำลังผ่าตัด เขาเหมือนผู้บัญชาการที่กำลังควบคุมสนามรบ
“เปิดช่องอกให้พอมองเห็น อย่าเปิดเล็กเพราะกลัวแผลใหญ่” อัคคีกล่าวขณะลงมือ “ในการผ่าตัดฉุกเฉิน สิ่งสำคัญไม่ใช่แผลสวย แต่คือคนไข้ต้องรอด”
ขวัญนภากลืนน้ำลายเบา ๆ “ค่ะ”
“ขวัญนภา มายืนตรงนี้ ดูแนวเลือดออก”
เธอขยับเข้ามาใกล้ ใบหน้าภายใต้หน้ากากเคร่งเครียด ดวงตาจับจ้องตามปลายนิ้วของเขา
“เห็นไหม เลือดไม่ได้พุ่งเป็นจังหวะชัด แต่ออกต่อเนื่อง แปลว่าอะไร”
“อาจเป็นเลือดออกจากเนื้อปอดหรือหลอดเลือดขนาดกลางค่ะ” ขวัญนภารีบตอบ
“ดี” อัคคีพูดสั้น ๆ ก่อนหันไปอีกด้าน “ภูริ คุณช่วยดูการขยายตัวของปอดข้างนี้”
“ครับ”ภูริรีบรับคำ มือของเขาขยับอย่างระมัดระวังเกินไป อัคคีเหลือบตามองเพียงนิดเดียวก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“ ในห้องผ่า คนไข้ไม่มีเวลารอให้หมอรวบรวมความกล้า จะกลัวแค่ไหน แต่มือต้องนิ่ง”
ภูริสูดลมหายใจลึก ดวงตาที่เคยวูบไหวค่อย ๆ มั่นคงขึ้น “ครับ”
เวลาผ่านไปทีละนาทีอย่างหนักอึ้ง เครื่องมอนิเตอร์ยังคงส่งเสียงต่อเนื่อง ทุกคนในห้องแทบไม่กล้าพูดนอกเหนือคำสั่ง อัคคีควบคุมทุกอย่างด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีการตะคอก ไม่มีความลนลาน แต่ทุกคำสั่งของเขาคมชัดจนไม่มีใครกล้าพลาด
“ดูตรงนี้” เขาเอ่ยกับขวัญนภา “เนื้อปอดฉีกจากวิถีกระสุน ถ้าคุณเห็นแค่เลือดแล้วรีบจัดการโดยไม่ดูขอบเขตบาดแผล คุณจะหยุดเลือดได้เพียงชั่วคราว แต่พอกลับไป คนไข้ก็ทรุดอีก”
การผ่าตัดดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทั่งทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย คนไข้ยังวิกฤต แต่พ้นช่วงอันตรายที่สุดมาได้แล้ว อัคคีวางเครื่องมือลงช้า ๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองผลงานตรงหน้าอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น
“ปิดได้”
คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้พร้อมกันว่า พายุใหญ่ผ่านพ้นไปแล้ว
ขวัญนภากับภูริช่วยกันทำขั้นตอนสุดท้ายภายใต้การดูแลของเขา อัคคียืนมองเงียบ ๆ แผ่นหลังตรงสง่า แม้สวมชุดผ่าตัดธรรมดา แต่กลับยังคงมีรัศมีของผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน
เมื่อเสร็จสิ้น เขาถอดถุงมือออกอย่างใจเย็น แล้วหันมามองแพทย์ทั้งสองคน
ประตูห้องผ่าตัดปิดลงช้า ๆขวัญนภาถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา หัวใจยังเต้นแรงไม่หาย ส่วนภูริยืนมองถุงมือของตนเองนิ่ง ๆ ราวกับเพิ่งผ่านสนามรบครั้งใหญ่
แต่แทนที่ทั้งสามจะได้พักอย่างที่ควรเป็น...
“คุณหมอคะ มีเคสด่วนอีกเคสหนึ่งค่ะ!”
[1] BP ย่อมาจากคำว่า Blood Pressure หรือภาษาไทยคือ “ความดันโลหิต”
[2] Drop ในทางแพทย์คือ ร่วงลง ลดลง ตกลงมา
[3] Pulse แปลว่าชีพจร (ค่าปกติของคน 60-100/ต่อนาที)
[4] (ICD) Intercostal Drainage หรือ สายระบายทรวงอก (Chest Tube)
