บทที่ 12 12 สำออย!
12 สำออย!
ปรางปรีญาสะดุ้งตื่นอีกครั้งในช่วงเที่ยงวันเนื่องจากได้ยินเสียงเคาะประตูหลายครั้งติด ปรเมศเห็นว่าเมื่อเช้าปรางปรีญาไม่ได้ลงไปทานข้าวเช้าเลยขึ้นมาดู กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
“บอส….” เสียงเบาหวิวเปล่งออกมาจากริมฝีปากซีดเซียวที่ถูกผู้ชายใจหยาบบดจูบทั้งคืน
“เมื่อเช้าผมไม่เห็นคุณลงไปทานข้าว นึกว่าเป็นอะไรไป”
“อ้อ ไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ ปรางแค่ยังไม่หิว”
“หน้าคุณดูซีดๆนะ เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายหรอ” ปรเมศหรี่ตามองอีกฝ่ายโดยเฉพาะช่วงต้นคอที่มีรอยแดงเป็นจ้ำคล้ายรอยดูด
“ปรางแค่รู้สึกเพลียๆนิดหน่อยค่ะ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก บอสต้องออกไปดูงานบ่ายสามใช่ไหมคะ ปรางจะได้เตรียมเอกสารไว้ให้”
“ครับ แต่ถ้าคุณปรางไม่สบายก็ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวผมให้คนอื่นไปแทนก็ได้”
“ปรางไปได้ค่ะ ปรางไม่ได้เป็นอะไร” เธอรีบแย้งเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ กลัวว่าอคิราห์จะเข้ามาทำร้ายอีก “เดี๋ยวปรางจะรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปหานะคะ”
“ครับ งั้นบ่ายสองครึ่งผมจะไปรอคุณอยู่ที่ล็อบบี้นะ หรือถ้าไปไม่ไหวจริงๆให้โทรบอกผมได้เลย”
“ค่ะ ขอบคุณบอสมากๆนะคะ แค่นี้สบายมาก”
ปรางปรีญากลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง รีบสำรวจร่างกายของตัวเองพบว่ามีรอยแดงเป็นจ้ำที่ต้นคอ เหมือนอคิราห์จงใจทิ้งร่องรอยพวกนี้เอาไว้
“คนเลว!” เธอยกมือถูร่องรอยพวกนี้ด้วยความรังเกียจ เมื่อสักครู่รีบเดินไปเปิดประตูจนลืมสำรวจร่างกายของตัวเองก่อน แสดงว่าปรเมศน่าจะเห็นรอยพวกนี้ “ฉันอยากเอามีดเฉือนหัวใจของคุณออกมาดูจริงๆ ว่าทำด้วยอะไร!”
ปรางปรีญาเมินเฉยต่อเงินปึกหนึ่งที่วางอยู่บนที่นอน ราวกับว่าเขาได้ซื้อบริการทางเพศจากเธอไปแล้วจริงๆ ต่อให้เงินนี้จะมีความสำคัญกับเธอมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเงินสกปรกที่มาจากการขายเรือนร่าง เธอจะไม่แตะมันสักบาท
“คนไม่มีหัวใจ”
มือเรียวหยิบเงินปึกนั้นใส่ถุงผ้าเพื่อนำไปคืน เขาทำร้ายร่างกายเธอไม่พอ…ยังทำร้ายจิตใจของเธออีก ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเธอไปหลงรักซาตานร้ายคนนี้ได้ยังไง ถ้ารู้สักนิดว่าเขาก็แค่ซาตานในคราบเทพบุตร จะไม่ยกใจทั้งดวงให้เขาเอาไปเหยียบย่ำเด็ดขาด
“สักวันคุณจะเสียใจกับสิ่งที่คุณทำลงไป...”
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จหญิงสาวก็ลงไปนั่งรอปรเมศที่ล็อบบี้ก่อนเวลานัด ถ้าไม่นับอาหารที่ทานไปเมื่อวาน วันนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้เธอถึงกับทานอะไรไม่ลง หวนกลับไปนึกถึงแต่เรื่องที่อคิราห์ทำไว้ เธอจะไม่เรียกร้องอะไรจากเขาเด็ดขาด ทั้งๆที่เขามีส่วนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ทำลงไป
แต่แล้วสิ่งที่ปรางปรีญาคิดกลับไม่เป็นจริงเพราะกะว่าจะออกไปทำงานกับปรเมศเพื่อหลบหน้าใครบางคน แต่โชคดันไม่เข้าข้างเพราะอคิราห์เดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกันกับปรเมศ ต่างฝ่ายต่างเมินเฉยราวกับเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าปรางปรีญากำลังเจ็บปวดกับการกระทำของอีกฝ่าย
“คิดยังไงถึงจะไปฝั่งโน้นกับกู มันร้อนนะเว้ย คุณชายอย่างมึงจะทนได้หรอ” เสียงปรเมศเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่จู่ๆก็เปลี่ยนใจกะทันหันข้ามฝั่งไปยังอีกเกาะกับเขา
คุณชายอย่างอคิราห์ถ้าต้องเดินตากแดดตากลมคงทนไม่ไหว ต่างจากปรเมศที่เป็นสายลุยไม่กลัวแดดกลัวฝน
“พอดีวันนี้กูว่าง เลยกะจะไปดูโครงการใหม่ของเพื่อนสักหน่อย” เขาพูด แต่หางตาชำเลืองมองไปทางปรางปรีญา ทำเอาคนตัวเล็กหลบสายตาแทบไม่ทัน “ไม่คิดว่ามึงจะกล้าชวนอีหนูไปด้วย”
“เฮ้ย! นี่คุณปรางปรีญาพนักงานของกูเว้ย มึงอย่าไปพูดแบบนี้ให้แฟนกูได้ยินเชียวนะ ไม่งั้นบ้านแตกแน่ เพราะกูไม่ได้คิดอะไรกับคุณปรางเขา”
“ไม่แน่นะ คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน มึงก็ระวังตัวไว้หน่อย แถวนี้อีตัวมันเยอะ” เขาจงใจเน้นประโยคหลังเพื่อให้ปรางปรีญาได้ยิน หญิงสาวเอาแต่เงียบแล้วก้มหน้าลงต่ำเพราะกำลังเจ็บปวดกับคำพูดของชายหนุ่ม
ปรเมศที่ไม่รู้ว่าอคิราห์จงใจพูดถูกดูแคลนปรางปรีญา หัวเราะยกใหญ่ แล้วเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนสนิท ไม่คิดว่าอคิหราห์จะมีความคิดแปลกๆแบบนี้เพราะเขากับปรางปราญาทำงานด้วยกันมานานแล้ว อีกอย่างเขาเองก็เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวด้วยซ้ำ
“อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้สิเพื่อน ตอนนี้กูรักแฟนคนเดียวเว้ย ไม่เหมือนมึง จะเลือกใครก็ไม่เลือก ทำตัวเป็นพ่อปลาไหลไปได้”
“ก็ไอ้ที่เจออยู่มันยังไม่ดีพอให้กูหยุด ทำไมกูต้องเลือกวะ”
“เดี๋ยวพอเจอคนที่ใช่มึงจะหยุดเอง เหมือนที่กูเลือกทิ้งทุกคนเพื่อศรุตา”
“ก็ตอนนี้กูยังไม่เจอคนที่ใช่ไง บางคนก็เป็นได้แค่ดอกไม้ริมทาง พอเบื่อเดี๋ยวกูก็เฉดหัวทิ้งเหมือนเดิม”
ปรางปรีญารีบเบือนหน้าหนีเพราะทนฟังต่อไม่ไหว คนที่อคิราห์พูดคงหมายถึงเธอสินะ
“ครับ คุณชายหล่อเลือกได้ ระวังจะเป็นมึงเองที่เป็นฝ่ายถูกเฉดหัวทิ้ง กรรมมันมีจริงๆนะเว้ย หลอกฟันผู้หญิงมาเยอะ สักวันเดี๋ยวก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า”
“ไม่มีทางหรอก เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่สมควรได้รับความรักดีๆจากใครเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนที่ต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าไม่ใช่กูแน่นอน”
“แล้วแต่มึงเถอะเพื่อน ถ้าเตือนแล้วไม่ฟังกูก็จะพูดไม่อีกแล้ว พูดไปก็ไม่เข้าหูมึงอยู่ดี” ปรเมศส่ายหน้าให้กับคาสโนว่าตัวพ่อของแท้ที่ยังทำตัวเป็นปลาไหล ตอนนี้อคิราห์ยังไม่เจอรักแท้อาจจะพูดได้ แต่สักวันถ้าเจอผู้หญิงที่มันอยากใช้ชีวิตด้วยแล้ว มันจะไม่พูดคำนี้เด็ดขาด
ปรางปรีญานิ่งงั้น ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง พยายามไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายเพราะถึงอย่างไร เธอกับอคิราห์ก็คงกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
…มันไม่มีวันเหมือนเดิม
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เดินทางไปยังท่าเรือเพื่อนั่งเรือข้ามไปยังอีกฝั่งของเกาะ ปรเมศต้องไปตรวจเช็คโครงการใหม่ที่กำลังสร้างเพราะเกาะแห่งนั้นเป็นเกาะเปิดใหม่ นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ เขาเล็งเห็นแล้วว่าในอนาคตต้องเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไทยแน่ๆจึงตัดสินใจไปลงทุนที่นั่นด้วยเม็ดเงินมหศาล
ด้วยความที่ยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องของปรางปรีญาบวกกับเมื่อคืนโดนอคิราห์เล่นงานอย่างหนัก ทำให้วันนี้หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยเพลียและวิงเวียนศีรษะผิดปกติ ยิ่งท้องเรือสปีดโบ๊ทกระแทกกับน้ำทะเลขึ้นลงเป็นจังหวะ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมอยากโก่งคออาเจียนให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ต้องเกาะเรือเอาไว้แน่นเพราะตอนนี้เรือกำลังเล่นผ่านคลื่นสูง
“นี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าดูซีดๆ” ปรเมศที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับปรางปรีญาจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะหญิงสาวดูหน้าซีดๆเหมือนคนไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง
“เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยปรางเมาเรือ” เธอพยายามไม่สบตากับอคิราห์ที่เอาแต่จ้องมองด้วยสายตานิ่งเรียบ เขานั่งมองเธออยู่แบบนี้ตั้งแต่ขึ้นเรือมาแล้ว
“ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ ผมจะให้คนขับเรือวนกลับไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ปรางยังไหว” เธอฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย แต่สักพักรอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงเพราะเกิดอาการพะอืดพะอมอย่างหนักจนต้องรีบยกมือปิดปาก และเป็นจังหวะเดียวกับที่เรือกระแทกกับคลื่นสูง ทำให้ร่างของเธอกระเด็นตกจากที่นั่งไปกองอยู่บนพื้น
“ว้ายย!!”
“ปรางปรีญา!” ปรเมศเมื่อเห็นว่าพนักงานคนสนิทกำลังจะตกเรือจึงรีบเข้าไปช่วยด้วยการใช้มือประคองร่างของเธอขึ้น ปรางปรีญาซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนแรงทรุดฮวบลงแนบอกของปรเมศและภาพนั้นก็ทำให้อคิราห์ฟิวส์ขาดหมดความอดทนทันที
“สำออย!!”
-----------------
