บทที่ 12 ความสงสาร 1
ความสงสาร
สายฝนยามค่ำคืนพัดผ่านไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเปียกชื้นบนผืนดินและความเย็นเยือกที่เกาะกุมไปทั่วคฤหาสน์เตชะพิพัฒน์
เช้าวันใหม่มินตราที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งคืน ผิวกายของเธอร้อนผะผ่าวด้วยพิษไข้ต่ำๆ ที่เริ่มเล่นงานหลังจากยืนตากฝนเป็นเวลานาน
สภาพห้องนอนเล็กยังคงมีร่องรอยของความทรมาน เสื้อผ้าลำลองที่เปียกปอนถูกกองไว้มุมห้อง มินตรารู้สึกชาไปทั้งร่าง ตั้งแต่หัวจดปลายเท้า ความเจ็บปวดทางกายจากพิษไข้ไม่อาจเทียบเท่าความปวดร้าวลึกภายในอก คำว่าครับจากปากของภวินท์ และความจริงที่ว่าสร้อยคอเพชรหยดน้ำนั้นเป็นเพียง ของแถมยังคงหมุนวนหลอกหลอนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มเล่มคมที่ทิ่มแทงหัวใจของเธอไม่หยุดหย่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังก้องขึ้นเบาๆ ก่อนที่ป้าจันทร์ แม่บ้านเก่าแก่จะค่อยๆ ผลักประตูเปิดเข้ามา พร้อมกับถาดอาหารเช้าและแก้วยาในมือ ใบหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความสงสารและห่วงใยเมื่อเห็นสภาพของนิสิตสาวที่นอนหมดแรงอยู่บนเตียง
"คุณมินคะ เป็นอย่างไรบ้างคะลูก ป้าต้มข้าวต้มร้อนๆ มาให้ แล้วก็มียาแก้ไข้ด้วยนะคะ" ป้าจันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล วางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะขยับเข้ามาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง
"ขอบคุณค่ะป้าจันทร์" มินตราเอ่ยเสียงแผ่ว น้ำเสียงแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียง
"มินไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แค่เพลียๆ"
"โถ!!! คุณมินของป้า ไม่เป็นไรได้ยังไงคะ ตัวร้อนฉ่าขนาดนี้" ป้าจันทร์ถอนหายใจยาว ถูมือบางของมินตราเบาๆ เพื่อมอบความอบอุ่น
"เมื่อคืนป้าเห็นคุณวินยืนตากฝนเก็บสร้อยคอตรงลานหน้าบ้านอยู่นานเลยค่ะ มีอะไรค่อยๆ คุยกันนะคะคุณมิน คุณวินท่านอาจจะมีเหตุผลจำเป็นจริงๆ"
มินตราบิดรอยยิ้มขื่นขมให้ป้าจันทร์ เหตุผลจำเป็นงั้นเหรอ เหตุผลจำเป็นที่ต้องโกหกเธอ เหตุผลจำเป็นที่ต้องเอาเศษของขวัญกระจอกๆ มาโยนให้เธอปิดปากเพื่อไปหมั้นหมายกับหญิงสาวผู้เพียบพร้อมงั้นหรือ
ยังไม่ทันที่มินตราจะเอ่ยตอบอะไร เสียงก้าวเดินอันมั่นคงและเฉ็ดขาดของพนักงานหญิงรับใช้คนหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
"คุณมินคะ คุณหญิงประภาสิริให้มาเรียนเชิญคุณมินไปพบที่ห้องรับแขกเรือนใหญ่ตอนนี้ค่ะ" น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเคารพหรือความเอ็นดู ราวกับมาส่งสารตามหน้าที่เท่านั้น
ป้าจันทร์ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้ามีความกังวลปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"คุณหญิงเรียกพบเหรอ คุณมินยังป่วยอยู่นะ ให้ป้าไปเรียนคุณหญิงก่อนไหมคะว่าคุณมินไม่สบาย"
"ไม่ต้องหรอกค่ะป้าจันทร์" มินตราตัดบทด้วยน้ำเสียงสงบอย่างประหลาด เธอค่อยๆ เลื่อนตัวลงจากเตียง สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอาการวิงเวียนศีรษะ
"มินไปได้ค่ะ คุณแม่คงมีเรื่องสำคัญจะคุยกับมิน"
มินตราบอกตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงทั้งหมด เธอจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงเรียบๆ สีอ่อน พยายามปรับสีหน้าให้ดูไม่ซูบซีดจนเกินไป แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทาด้วยแรงไข้ แต่เธอก็พยุงตัวเองเดินออกจากห้องพักท้ายสวน มุ่งหน้าสู่เรือนใหญ่ของคฤหาสน์เตชะพิพัฒน์
บรรยากาศภายในห้องรับแขกใหญ่ของเรือนโอ่อ่าเต็มไปด้วยความเงียบสงบอันชวนให้อึดอัด เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง
โคมไฟระย้าแก้วเจียระไน และกลิ่นหอมของดอกไม้สดนำเข้า ต่างตอกย้ำถึงความรวยและชนชั้นอันสูงส่ง มินตราก้าวเดินผ่านประตูเข้ามา หยุดนิ่งอยู่ตรงกลางห้องด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว
บนโซฟาหนังตัวใหญ่ใจกลางห้อง ร่างสง่าของคุณหญิงประภาสิริ เตชะพิพัฒน์ นั่งตระหง่านอยู่ในชุดผ้าไหมสีเข้มประณีต ใบหน้าทรงอำนาจถูกแต่งแต้มอย่างดี สายตาคมกริบหลังแว่นตาสายตาทอดมองมินตราตั้งแต่หัวจดปลายเท้า สายตานั้นเต็มไปด้วยความประเมิน ดูแคลน และความเหินห่างอย่างเปิดเผย
"นั่งสิ มินตรา" คุณหญิงประภาสิริเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ทรงพลังและเย็นชา
มินตราค่อยๆ คลานตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างระมัดระวัง เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยตามกิริยาที่เคยถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก มือบางกำเข้าหากันแน่นบนตัก
"คุณแม่ มีอะไรจะคุยกับมินเหรอคะ"
คุณหญิงประภาสิริจิบชาในแก้วกระเบื้องเนื้อดีอย่างเชื่องช้า วางแก้วลงบนจานรองเสียงเบากริบ ก่อนจะประสานมือไว้บนตัก เธอจ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่บอบช้ำของเด็กสาว
"ฉันได้ยินเรื่องเมื่อคืนแล้วนะ" คุณหญิงประภาสิริเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้รอยอารมณ์ดุร้าย แต่ว่าทุกลำคำกลับแฝงไปด้วยความกดดันอันหนักหน่วย
"เธอไปยืนตากฝนสร้างเรื่องหน้าบ้าน ปาสร้อยคอที่ตาเอกซื้อให้ทิ้งขว้าง ทำตัวเหมือนนางเอกละครหลังข่าวที่โดนทอดทิ้ง เธอคิดว่าการทำแบบนั้นมันจะช่วยเปลี่ยนอะไรได้งั้นเหรอมินตรา"
คำพูดตรงไปตรงมาของคุณหญิงประภาสิริเหมือนเข็มที่เล่มแรกที่ทิ่มแทงลงกลางอกของมินตรา นิสิตสาวเม้มริมฝีปากแน่น บังคับตัวเองไม่ให้สั่นสะท้าน
"มินไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเรื่องค่ะ มินแค่อยากได้ความจริงจากพี่วิน"
"ความจริงงั้นเหรอ" คุณหญิงประภาสิริแค่นยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพช
"ความจริงก็คือการ์ดหมั้นที่เธอเห็นนั่นแหละ งานหมั้นระหว่างภวินท์กับหนูดุจดาวจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า มันเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่เห็นพ้องต้องกัน และเป็นเรื่องเดียวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตระกูลเตชะพิพัฒน์"
คุณหญิงประภาสิริเอนหลังพิงเบาะโซฟา มองมินตราด้วยสายตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน
"ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ มินตราเธอโตมาในบ้านหลังนี้ ได้รับความเมตตาจากฉันและตาเอก ได้เรียนหนังสือดีๆ ได้ใช้ชีวิตสุขสบาย จนเธออาจจะลืมตัวไปว่าเธอเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะอะไร"
"มินไม่เคยลืมค่ะ" มินตราตอบเสียงแผ่ว ก้อนแข็งๆ จุกแน่นขึ้นมาที่ลำคอ
"ไม่ลืม แต่เธอกำลังใฝ่สูง" น้ำเสียงของคุณหญิงประภาสิริเริ่มแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย
"เธอปล่อยให้ความชิดเชื้อตลอดสิบปีมาเข้าข้างตัวเอง คิดว่าความเอ็นดูที่ตาเอกมีให้เธอ มันคือความรักในเชิงหนุ่มสาวที่เท่าเทียมกัน ตระกูลเราเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็ก ภวินท์เขาแค่สงสารและเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว อย่าเอาความสงสารมาตีกินเป็นความรัก มินตรา!"
ประโยคเชือดเฉือนจากปากของคุณหญิงประภาสิริ ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายอย่างไม่มีชิ้นดี
